- หน้าแรก
- เกมเหนือมิติ ทะลวงบั๊กสยบเทพ
- บทที่ 2 - ตำนานการเคลียร์ด่านที่ไวที่สุด!
บทที่ 2 - ตำนานการเคลียร์ด่านที่ไวที่สุด!
บทที่ 2 - ตำนานการเคลียร์ด่านที่ไวที่สุด!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนี้กลับไม่ด้อยไปกว่าฝูงสัตว์อสูรที่มืดฟ้ามัวดินอยู่ไกลๆ เลย
เขาต้องตายแน่!
จี้อี้หัวใจเต้นรัวเร็ว เลือดกำเดาสองสายไหลซึมออกมาจากจมูก
ความห่างชั้นมันช่างมหาศาลขนาดนี้เชียว!
ต่อให้เขาจะใช้ช่องโหว่แลกกับความแข็งแกร่งช่วงเริ่มต้นที่ไม่เลวมาได้ แต่ไอดีเลเวลหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าชายวัยกลางคนคนนี้กลับไร้ค่าไปเลย!
การที่เอ็นพีซีในดันเจี้ยนระดับนรกแตกจะสามารถฆ่าผู้เล่นได้ตามใจชอบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
แต่การที่สามารถเข้าใจสถานะของผู้เล่นแถมยังสามารถเรียกผู้เล่นใหม่มาเองได้ นี่มันบ่งบอกถึงระดับมิติที่อยู่สูงเกินไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจหรือความแข็งแกร่ง จี้อี้ในโลกใบนี้ช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
เขามั่นใจว่าต่อให้เอาเวลาเก้าสิบวันนี้ไปตีมอนสเตอร์อัปเลเวลแบบไม่พัก ก็ยากที่จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าชายวัยกลางคนตรงหน้าได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องกอบกู้โลกเลย
นี่มันใช่ระดับที่ไอดีเลเวลหนึ่งควรจะมาเล่นเหรอ
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมายอมแพ้รอความตายเฉยๆ ก็ไม่ได้ ยังไงก็ต้องขอลองดูสักตั้ง
"ลูกพี่ ไว้ชีวิตด้วย ผมใช่ว่าจะไม่มีวิธีนะ แต่พี่ต้องเล่าสถานการณ์ให้ผมฟังก่อน"
ราวกับไปกระตุ้นกฎเกณฑ์บางอย่างเข้า ชายวัยกลางคนเก็บซ่อนกลิ่นอายคุกคามกลับไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"โลกใบนี้มีนักสู้ที่แข็งแกร่งและมีสัตว์อสูรที่ดุร้าย แม้นักสู้จะเก่งกาจแต่จำนวนกลับสู้พวกสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้เลย"
"พวกสัตว์อสูรเหล่านี้มาจากรอยแยกมิติ บางครั้งพวกมันจะรวมตัวกันเป็นคลื่นฝูงสัตว์อสูร ถึงแม้สถานการณ์แบบนี้จะพบเจอได้ยาก แต่ถ้าคลื่นสัตว์อสูรปรากฏขึ้นเมื่อไหร่นั่นหมายถึงความพินาศของเมืองมนุษย์หนึ่งเมือง ที่นี่คือเขตเมืองชั้นในของเมืองหลวง นายดูตรงที่กำลังค่อยๆ กลายเป็นซากปรักหักพังนั่นสิ นั่นแหละเขตเมืองชั้นนอกของเมืองหลวง"
"เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นสัตว์อสูรที่ไม่อาจต้านทาน สิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงแค่อพยพคนท้องและนักเรียนเข้ามาหลบภัยในเขตเมืองชั้นในชั่วคราว ส่วนคนที่เหลือจำเป็นต้องกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรไป"
"ต้องรอให้พวกมันกินจนอิ่มเท่านั้นแหละ พวกมันถึงจะหายไปหรือแยกย้ายกันไปเอง ... "
" ... นอกจากการเสียสละแล้ว พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย"
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งพร้อมกับสูบบุหรี่ในมือจนหมดมวน
"ผมเข้าใจแล้ว"
จี้อี้พยักหน้า
"แต่ขอพูดหน่อยเถอะ สัดส่วนเนื้อของมนุษย์มันต่ำเกินไป ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเลย แถมยังไร้ความคุ้มทุนสุดๆ"
"?!"
ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที พลังปราณอันแข็งแกร่งขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากร่าง!
ตู้ม!
จี้อี้ถูกคลื่นพลังอัดกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลหลายสิบเมตร ก่อนจะพุ่งชนรั้วเหล็กอีกฝั่งของดาดฟ้าอย่างจัง
รั้วเหล็กด้านหลังคุณภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างของจี้อี้ฝังเข้าไปในนั้นจนรั้วบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างรุนแรงแต่เขาก็ไม่ได้ตกลงไปข้างล่าง
เจ็บชะมัด!
นี่คือปฏิกิริยาแรกของจี้อี้
วินาทีต่อมา
ชายวัยกลางคนที่แผ่กลิ่นอายกดดันอย่างหนักหน่วงก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
"ยังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับเงื้อมือเตรียมจะซ้ำให้ตาย
"เดี๋ยวก่อน! ผมมีวิธีช่วยพวกคุณนะ!"
ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะเยาะอย่างไม่หยี่หระ ทว่ามือที่เงื้อค้างไว้กลับแข็งทื่อและฟาดลงไปไม่ได้
ในที่สุดจี้อี้ก็มั่นใจในสิ่งหนึ่ง
"ว่าแล้วเชียว ขอแค่ผมแสดงเจตนาและการกระทำว่าจะช่วยเหลือพวกคุณ คุณก็ทำร้ายผมไม่ได้"
"อวดฉลาด ถ้าแกคิดวิธีไม่ออก ฉันก็ยังฆ่าแกได้อยู่ดี"
ชายวัยกลางคนตีหน้าขรึมลดแขนลงแล้วตะคอกเร่งเร้า "เอาล่ะ รีบพูดมาสักที"
"คุณคิดว่าผมแค่ขู่เหรอ"
จี้อี้แค่นหัวเราะเย็น
"ขอร้องคนอื่นก็ควรจะมีท่าทีของการขอร้องสิ ไม่งั้นถ้าคุณฆ่าผม คุณก็จะไม่ได้วิธีแก้ปัญหา แถมคุณยังทำให้ผมบาดเจ็บ ผมจะขอค่าทำขวัญหน่อยก็สมเหตุสมผลดีนะ"
ชายวัยกลางคนหน้าดำคร่ำเครียด
"คุณเป็นคนผิวสีเหรอ ทำไมหน้าดำจัง"
ชายวัยกลางคนไม่ต่อล้อต่อเถียง ดวงตาของเขาดูลึกล้ำราวกับต้องการจะมองจี้อี้ให้ทะลุปรุโปร่ง
"ตาคุณถูกคนเอาสว่านเจาะมาเหรอ"
" ... "
ครู่ต่อมา
จี้อี้ก็ถูกดึงออกมาจากรั้วเหล็กแถมยังได้รับของมาอย่างหนึ่ง
[ชื่อไอเทม สารประกอบวี ชนิดถาวร]
[ประเภท ไอเทมใช้แล้วทิ้ง]
[ระดับคุณภาพ ตำนาน]
[ผลลัพธ์ ได้รับพลังพิเศษ ผลลัพธ์ที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล]
[สามารถนำออกจากดันเจี้ยนได้หรือไม่ ใช่]
[หมายเหตุ ยาที่บริษัทวอทสร้างขึ้นอย่างลับๆ หรือเรียกอีกอย่างว่าสารประกอบหมายเลขห้า สามารถกระตุ้นยีนแฝงในร่างกายมนุษย์ได้ ฉันอยากทำอะไรก็จะทำ!]
"คุณพ่อนี่ช่างกตัญญูต่อลูกจริงๆ"
เรื่องขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น จี้อี้ยิ้มหน้าระรื่นอย่างกับคนถูกหวย
"อย่ามาเที่ยวเรียกคนอื่นว่าพ่อสุ่มสี่สุ่มห้า แกไม่มีพ่อเป็นของตัวเองหรือไง"
พอคิดถึงลูกสาวที่น่ารักแสนดีของตัวเอง ชายวัยกลางคนก็รู้สึกขยะแขยงกับคำพูดล้อเล่นของจี้อี้ขึ้นมาทันที
"ไม่มี พ่อผมหนีตามเมียน้อยไปแล้ว"
" ... "
ชายวัยกลางคนเริ่มหมดความอดทนอีกครั้ง
"ฉันเอาของสิ่งนี้ออกมาก็มากพอที่จะแสดงความจริงใจแล้ว ต่อให้อยู่ที่นี่ มูลค่าของสิ่งนี้ก็สูงลิบลิ่ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีค่ากับแกมากแค่ไหน มีวิธีอะไรก็รีบๆ พูดมา"
จี้อี้เก็บสารประกอบหมายเลขห้าเข้าช่องเก็บของไปก่อน
แค่ได้ของชิ้นนี้มาก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว
"เรื่องกล้วยๆ ... ก่อนอื่นผมดูแล้วเทคโนโลยีที่นี่ก้าวหน้ามากเลยนะ กำลังการผลิตก็น่าจะพัฒนาไปไกลมาก"
ชายวัยกลางคนตามความคิดของเขาไม่ทัน จึงถามด้วยความสงสัย
"แกอยากจะพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่เหรอ ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่ว่าจะเป็นระเบิดนิวเคลียร์หรือปืนใหญ่พลาสม่า อาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงล้ำยุคทุกชนิด หากอยู่ในรัศมีโจมตีแล้วมีสัตว์อสูรอยู่ด้วยล่ะก็ แทบจะขัดข้องใช้งานไม่ได้ทั้งหมด"
ไอ้เด็กนี่มันพึ่งพาได้จริงไหมเนี่ย
"ผมรู้อยู่แล้วน่า เซตติ้งยอดฮิตในนิยายต่อสู้ยุคไฮเทคนี่นา!"
จี้อี้ไม่ใส่ใจและถามต่อ "ไม่เกี่ยวกับอาวุธ ผมขอถามหน่อยว่าระดับการปศุสัตว์ของพวกคุณเป็นยังไงบ้าง สามารถผลิตเนื้อให้คนกินได้ทุกวันไหม"
ชายวัยกลางคนพูดไม่ออก "ไร้สาระ แกคิดว่าตอนนี้มันยุคไหนแล้ว ห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับต่ำแบบนี้มันพัฒนาจนสมบูรณ์แบบมาตั้งนานแล้ว"
"งั้นก็ดี ผมขอเสนอให้เร่งพัฒนาปศุสัตว์ ขยายขนาดอุตสาหกรรมให้ใหญ่ขึ้นไปอีก"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการหยุดยั้งการรุกรานของสัตว์อสูรล่ะ"
จี้อี้ไม่คิดเลยว่าพูดมาถึงขนาดนี้แล้วอีกฝ่ายจะยังไม่เข้าใจอีก
"เมื่อกี้ผมก็บอกไปแล้วไงว่าสัดส่วนเนื้อของมนุษย์มันต่ำเกินไป ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ในเมื่อป้อนอาหารให้พวกสัตว์อสูรจนอิ่มก็หมดเรื่อง แล้วทำไมไม่เอาเนื้อสัตว์ให้พวกมันกินล่ะ ผมขอเสนอให้พื้นที่รอบนอกกำแพงเมืองทุกแห่งจัดตั้งฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ จะวัว แกะ ไก่ หรือเป็ดก็ได้ทั้งนั้น ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีความพร้อม อย่างเช่นพื้นที่หนาวเย็นทางตอนเหนือ ก็ใช้วิธีขนส่งหญ้าแห้งไปให้ หรือแม้กระทั่งติดตั้งระบบทำความร้อนให้สัตว์พวกนั้นในช่วงฤดูหนาวก็ได้"
"ถึงแม้การทำแบบนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการทำฟาร์มแบบขาดทุนย่อยยับ แต่ถ้าเทียบกับการถูกสัตว์อสูรบุกมาทำลายทั้งเมือง ต้นทุนการบำรุงรักษาแค่นี้มันก็แค่ขนร่วงเส้นเดียวจากวัวเก้าตัวไม่ใช่เหรอ"
ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงและกระจ่างแจ้งในทันที
นั่นสิ
เหตุผลง่ายๆ แค่นี้ ทำไมคนที่นี่ถึงไม่มีใครคิดออกมาก่อนเลย
"ซี๊ด!"
เขารู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ราวกับมีเจตจำนงบางอย่างกำลังจะลบเลือนคำพูดที่เขาเพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่
"ไม่ได้การแล้ว ... ฉันต้องรีบเอาวิธีนี้ไปแจ้งให้ทุกคนรู้"
"สมมติว่าเมืองหนึ่งมีประชากรสามล้านคน แค่เลี้ยงวัวไว้นอกเมืองสักสามแสนตัวก็พอแล้ว คุณคงจะไม่บอกหรอกนะว่ากำลังการผลิตของคนสิบคนเลี้ยงวัวตัวเดียวไม่ได้ ถ้าเป็นงั้นที่นี่ก็ถือว่าล้าหลังพอดู ผมให้คะแนนว่าสู้โลกมนุษย์ไม่ได้เลย"
"อย่างน้อยบนโลกมนุษย์ คนเราก็กินวัวไปประมาณหกสิบล้านตัวต่อปี ปริมาณเนื้อก็เทียบเท่ากับมนุษย์ถึงหกร้อยล้านคน นี่แค่วัวนะ ไก่ เป็ด แกะ พวกนี้ผมยังไม่ได้นับเลย ... "
จี้อี้พูดฉอดๆ อย่างออกรส โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ มืดมิดลงไปอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
[ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่นที่ผ่านดันเจี้ยนเล่นคนเดียวระดับนรกแตก ฝูงสัตว์อสูรปิดล้อมเมือง]
[กำลังสรุปรางวัล ... ]
"หา แค่นี้ก็เคลียร์ด่านแล้วเหรอ"
จี้อี้ทำหน้าเหวอ
"เกมของพวกแกมีบั๊กชัวร์เลย"
[จบแล้ว]