- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 196: จัดการไอ้อันธพาลโรคจิต
บทที่ 196: จัดการไอ้อันธพาลโรคจิต
บทที่ 196: จัดการไอ้อันธพาลโรคจิต
เจียงชิ่นยกแขนขึ้นหลบเขา พร้อมกับลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
"เสี่ยวหู พวกเราสลับที่กันเถอะ"
คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามคือชายหนุ่มแซ่หู เป็นพนักงานของฟาร์มตงอันเหมือนกัน เขาทำงานอยู่แผนกอุปกรณ์ เป็นลูกน้องของฟู่เส้าตั๋ว ปกติเจียงชิ่นก็มักจะเดินสวนกับเขาบ่อยๆ ถือว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่
ในบรรดาคนที่ขอยืมหนังสือจากเจียงชิ่นคราวก่อน ก็มีเสี่ยวหูรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ตอนนี้เสี่ยวหูมองออกแล้วว่าฝั่งตรงข้ามมีอะไรไม่ชอบมาพากล พอเห็นเส้าเหว่ยทำหน้าด้านจะยื่นมือมาแตะต้องเจียงชิ่น เขาก็ของขึ้นทันที นี่มันคนประสาอะไร? นี่มันไอ้อันธพาลโรคจิตชัดๆ!
"คุณมานั่งฝั่งผมเถอะครับ เดี๋ยวผมข้ามไปนั่งเอง"
เสี่ยวหูพูดพลางลุกพรวดขึ้นยืน แล้วสลับที่นั่งกับเจียงชิ่นด้วยท่าทีฮึดฮัดโกรธจัด
พอเส้าเหว่ยเห็นเจียงชิ่นสลับที่กับเสี่ยวหู สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขายังคงโวยวายต่อ "นี่ หมายความว่าไง? ก็แค่หนังสือชุดเดียว จะหวงอะไรนักหนา?"
เก้าอี้ยาวบนรถไฟตัวหนึ่งนั่งได้สามคน ข้างๆ เสี่ยวหูยังมีพนักงานจากฟาร์มตงอันอีกสองคนนั่งอยู่ พวกเขาก็เป็นคนที่เคยยืมหนังสือจากเจียงชิ่นไปเหมือนกับเสี่ยวหู
เมื่อกี้ทั้งสองคนกำลังพิงเก้าอี้หลับอยู่ พอได้ยินเสียงเอะอะก็รีบลืมตาขึ้น พอเห็นว่าเจียงชิ่นกำลังถูกรังแก พวกเขาก็ยอมไม่ได้ทันที ทั้งสามคนลุกขึ้นยืนล้อมกรอบเส้าเหว่ยเอาไว้พร้อมกับเสี่ยวหู
"แกหมายความว่าไงห๊ะ?"
"แกมารังแกสหายเจียงชิ่นทำไม?"
ชายหนุ่มทั้งสามคนล้วนรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน พอยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเส้าเหว่ย จ้องเขม็งลงมา แต่ละคนก็ดูเอาเรื่องสุดๆ
เส้าเหว่ยตกใจจนรีบโบกมือไม้พัลวัน "ฉันไม่ได้รังแกเธอนะ แค่จะขอยืมหนังสืออ่านเฉยๆ"
"อยากยืมหนังสือเหรอ? แต่หนังสือนั่นไม่ได้อยู่ที่สหายเจียงชิ่นหรอกนะ" เสี่ยวหูเอ่ยเสียงเย็น
"ไม่อยู่ที่เจียงชิ่น แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ?"
เสี่ยวหูตบกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองเบาๆ "ก็อยู่ที่นี่ไงล่ะ!"
เส้าเหว่ยอ้าปากค้าง "ทำไมหนังสือถึงไปอยู่ในกระเป๋าแกได้?"
เสี่ยวหูทำหน้าขรึมตอบกลับ "ก็เพราะสหายเจียงชิ่นใจดี ให้พวกเรายืมหนังสือไปอ่านไงล่ะ"
เส้าเหว่ยฟังแล้วก็โกรธจัด เขากำลังจะอ้าปากต่อว่าเจียงชิ่นว่าทำไมถึงให้พวกเสี่ยวหูยืมได้ แต่กลับไม่ยอมให้เขายืม ทว่าพวกเสี่ยวหูทั้งสามคนไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด คว้าคอเสื้อแล้วหิ้วปีกเขาลากออกไปทันที
"พวกแกจะทำอะไร? ฉันจะไปหาตำรวจรถไฟ ฉันจะฟ้องตำรวจรถไฟ" เส้าเหว่ยแหกปากร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว เสียงหลงจนแหบพร่า
หนึ่งในสามคนนั้นเตะเขาไปป้าบหนึ่ง "ไอ้อันธพาลโรคจิต พวกฉันยังไม่ได้ไปตามตำรวจรถไฟเลย แกกลับจะเป็นคนไปเรียกซะเอง ดีเลย อยากเรียกก็ไปเรียกด้วยกัน ให้ตำรวจรถไฟมาจับไอ้โรคจิตอย่างแกไปเลย"
คำขู่คราวนี้ได้ผลชะงัด ยุคสมัยนี้เป็นช่วงกวาดล้างพฤติกรรมเสื่อมเสียอย่างหนัก ข้อหาอันธพาลโรคจิตถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก ถ้าโชคร้ายอาจถึงขั้นโดนจับเป่ากบาลได้เลย
เส้าเหว่ยตกใจจนสะดุ้งเฮือก หุบปากเงียบกริบทันที
ประจวบเหมาะกับที่รถไฟเริ่มชะลอความเร็วลง และค่อยๆ จอดเทียบชานชาลาสถานีหนึ่งพอดี
ทั้งสามคนจับตัวเส้าเหว่ยไว้ กะจะลากเขาลงไปกระทืบสั่งสอนที่ชานชาลาด้านล่างให้เข็ด ระหว่างที่กำลังเดินไปที่ประตู พวกเขาก็เดินสวนกับฟู่เส้าตั๋วที่กำลังเดินกลับมาพอดี
ฟู่เส้าตั๋วเห็นสามคนนั้นกดตัวเส้าเหว่ยเตรียมจะลงจากรถไฟ สัญชาตญาณก็บอกทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ พอเดินเข้าไปถาม ก็มีเรื่องจริงๆ แถมยังเกี่ยวพันกับภรรยาของเขาซะด้วย
สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วพลันดำทะมึนลงทันที
"พวกนายกลับไปเถอะ ทางนี้ปล่อยให้ฉันจัดการเอง"
ฟู่เส้าตั๋วยัดปิ่นโตที่ยังเปียกน้ำอยู่ใส่มือเสี่ยวหู แล้วจัดการอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งจับแขนเส้าเหว่ยบิดไว้ ส่วนมืออีกข้างก็กดคอเส้าเหว่ย ผลักเขาลงจากรถไฟไป
พอเห็นทั้งสองคนลงจากรถไปแล้ว ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เอ่ยถามด้วยความลังเล "ด้วยฝีมือของพี่ฟู่ เขาจะไม่ซ้อมเส้าเหว่ยจนบาดเจ็บสาหัสใช่ไหม? เกิดเรื่องมันกระทบถึงการสอบของพี่ฟู่ขึ้นมาจะทำยังไง?"
เสี่ยวหูหัวเราะเบาๆ ตบไหล่เขาแปะๆ "วางใจเถอะ พี่ฟู่เป็นคนรู้จักหนักเบาที่สุด ไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
ทำงานกับฟู่เส้าตั๋วมาตั้งครึ่งค่อนปี เสี่ยวหูเข้าใจสไตล์การทำงานของเขาเป็นอย่างดี
พอพวกเขากลับมาถึงที่นั่ง เจียงชิ่นมองพวกเขาสลับไปมาแล้วก็ถามด้วยความประหลาดใจ
"ทำไมกลับมากันแค่สามคนล่ะ? แล้วเส้าเหว่ยไปไหนแล้ว? ถูกโยนทิ้งไว้ใต้รถไฟแล้วเหรอ?"
เจียงชิ่นยิงคำถามรัวๆ สามข้อติด
เธอไม่ได้สนใจหรอกนะว่าเส้าเหว่ยจะเป็นตายร้ายดียังไง คนพรรค์นั้นต่อให้หมดสิทธิ์สอบ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอแม้แต่สตางค์แดงเดียว ที่เจียงชิ่นกังวลที่สุดคือ กลัวว่าเรื่องจะบานปลาย ถ้าเกิดเส้าเหว่ยเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ แล้วโบ้ยความผิดมาให้พวกเสี่ยวหูจะทำยังไง มันจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขาน่ะสิ
ระหว่างที่เจียงชิ่นกำลังเป็นกังวลอยู่นั้น ก็เห็นเสี่ยวหูยิ้มแป้นแฉ่ง "วางใจเถอะครับ สหายเจียงชิ่น หัวหน้าฟู่เขารู้ลิมิตดีครับ เดี๋ยวเดียวก็คงกลับมาแล้ว"
"หา? เส้าตั๋วลงไปกับเขาด้วยเหรอ?"
เจียงชิ่นไม่ห่วงเลยสักนิดว่าฟู่เส้าตั๋วจะเสียเปรียบ ฝีมือเขาเป็นยังไง เจียงชิ่นรู้ดีที่สุด ตอนนี้สิ่งที่เธอกังวลก็คือปัญหาเดียวกัน นั่นคือถ้าเรื่องบานปลาย มันจะส่งผลกระทบต่อการสอบของฟู่เส้าตั๋ว
แต่ความกังวลของเจียงชิ่นนั้นสูญเปล่าล้วนๆ
รถไฟจอดเทียบชานชาลานี้สิบสองนาที จนกระทั่งเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น และพนักงานตรวจตั๋วตะโกนบอกว่าจะออกรถแล้ว ฟู่เส้าตั๋วกับเส้าเหว่ยถึงได้เดินกลับขึ้นมา
ฟู่เส้าตั๋วมีสีหน้าราบเรียบ ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
แต่ทางฝั่งเส้าเหว่ยนั้นต่างออกไป ตอนนี้เขาเดินคอตก ก้าวขาเดินกะเผลกๆ แทบจะทรงตัวไม่อยู่
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฟู่เส้าตั๋วไปจัดการเขาท่าไหน สรุปก็คือมองออกแหละว่าโดนสั่งสอนมาแล้ว แต่ตามเนื้อตัวกลับไม่มีบาดแผลอะไรให้เห็นเลย
เจียงชิ่นเข้าใจได้ในทันที ด้วยฝีมือของฟู่เส้าตั๋ว เขาสามารถทำแบบนี้ได้อย่างสบายๆ ทำให้ดูเหมือนไม่มีบาดแผลอะไร แต่ความจริงแล้วเจ็บปวดรวดร้าวทรมานสุดๆ
ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ เสี่ยวหูเป็นคนรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง รีบลุกขึ้นสลับที่กับฟู่เส้าตั๋วทันที
คราวนี้เจียงชิ่นก็เลยได้กลับมานั่งคู่กับฟู่เส้าตั๋วอีกครั้ง
ฟู่เส้าตั๋วจ้องมองเจียงชิ่นด้วยแววตาลึกล้ำ เอ่ยถามว่า "รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ มีตรงไหนอึดอัดไหม?"
เจียงชิ่นขบเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตอบว่า "ก็ดีค่ะ ร่างกายไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกสะอิดสะเอียนขยะแขยงในใจชะมัดเลย"
สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วคล้ำทะมึนลงกว่าเดิม ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็กระซิบที่ข้างหูเจียงชิ่น "รอยช้ำที่ผมทิ้งไว้ให้ไอ้หมอนั่น ถ้าไม่ถึงสี่เดือนไม่มีทางหายสนิทแน่นอน ถือว่าได้ระบายแค้นแทนคุณไปแล้วนะครับ"
สายตาที่เจียงชิ่นมองฟู่เส้าตั๋วในตอนนี้ช่างร้อนแรง
เธอค้นพบว่าฟู่เส้าตั๋วเป็นคนประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เขาก็จะมีขอบเขตของตัวเองอยู่ในใจเสมอ และมักจะลงมือทำเรื่องน่าประหลาดใจด้วยท่าทีสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นอยู่เสมอ
ในตอนนี้ เส้าเหว่ยกกำลังปวดร้าวไปทั้งตัว โดนฟู่เส้าตั๋วซัดไปสองสามหมัด เขาก็เพิ่งจะรู้ซึ้งว่าหมัดของไอ้หมอนี่มันหนักแค่ไหน โดนเข้าไปทีเดียวเจ็บจนจุกพูดไม่ออกเลยทีเดียว
แต่ที่น่าเจ็บใจคือ ภายนอกกลับมองไม่เห็นบาดแผลอะไรเลยสักนิด นึกอยากจะไปฟ้องใครก็ฟ้องไม่ได้
ในเมื่อไม่มีบาดแผลให้เห็นชัดเจน แถมถ้าคิดจะหาพยานล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นเจียงชิ่น หรือชายหนุ่มจากฟาร์มพวกนั้น นอกจากจะไม่มีใครยอมเป็นพยานให้แล้ว แค่ไม่โดนเหยียบซ้ำก็ถือว่าบุญกระหม่อมแล้ว
เส้าเหว่ยนั่งหงอยอยู่ได้แป๊บเดียว ตอนหลังเขาก็ทนนั่งต่อไปไม่ไหว รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงอยู่บนที่นั่ง นั่งท่าไหนก็ไม่สบายตัวไปหมด สุดท้ายเขาก็ต้องหางจุกตูดเดินหนีไป ไม่รู้เหมือนกันว่าหนีไปหาที่นั่งว่างตรงไหน
ถึงยังไงเจียงชิ่นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว การที่เส้าเหว่ยหายหัวไปให้พ้นหูพ้นตาได้ นั่นคือเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว
พอคนน่ารำคาญเดินจากไป เจียงชิ่นถึงได้ถามเสี่ยวหูด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พวกคุณเอาหนังสือชุดนั้นติดตัวมาด้วยจริงๆ เหรอ?"
เสี่ยวหูหัวเราะ "พวกเราไม่ได้เอามาจริงๆ หรอกครับ หนังสือชุดนั้นพวกเราช่วยกันคัดลอกมาคนละชุด เรียกได้ว่ามีกันครบทุกคนเลย ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบ พวกเราหยิบมันมาอ่านทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบมาก จนโจทย์ตัวอย่างข้างใน แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าต้องแก้โจทย์ยังไง"
พูดจบ เสี่ยวหูก็อดไม่ได้ที่จะถามเจียงชิ่นด้วยความอยากรู้
"สหายเจียงชิ่น คุณคงไม่ได้พกหนังสือชุดนั้นมาด้วยหรอกใช่ไหมครับ?"
เจียงชิ่นพลันแย้มยิ้มหวาน "จะบ้าเหรอคะ? คุณก็รู้ว่าหนังสือชุดนั้นมันหนักขนาดไหน ฉันไม่อยากแบกมาให้หนักหรอกค่ะ ที่พูดไปเมื่อกี้ ก็แค่หลอกปั่นหัวไอ้หมอนั่นเล่นเฉยๆ ค่ะ"