- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 182: สหายที่ยอดเยี่ยม ควรได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญกว่า
บทที่ 182: สหายที่ยอดเยี่ยม ควรได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญกว่า
บทที่ 182: สหายที่ยอดเยี่ยม ควรได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญกว่า
วุ่นวายครึกครื้นกันอยู่กว่าค่อนวัน ในที่สุดพนักงานของฟาร์มใหญ่ก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานของตัวเองต่อ
ภายในบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เจียงชิ่นถึงได้มีเวลาเดินชมบ้านหลังใหม่ของตัวเอง
บ้านพักที่ฟาร์มใหญ่จัดสรรให้ มีห้องเพิ่มขึ้นมาจากบ้านที่ทีมเจ็ดหนึ่งห้อง แถมพื้นที่ของทั้งสองห้องก็ยังกว้างกว่าบ้านหลังเดิมอีกด้วย
พอบวกห้องครัวกับห้องเก็บของเข้าไปด้วยแล้ว พื้นที่โดยรวมก็กว้างกว่าเดิมตั้งเท่าตัวเลยทีเดียว
บ้านที่กว้างขวาง มองดูแล้วก็ทำให้รู้สึกสบายตาพานให้สบายใจ
แม่ฟู่เดินชมบ้านจนทั่วแล้วก็รู้สึกพอใจมาก เทียบกับหลังเดิมแล้วดีกว่ากันเยอะเลย
ส่วนจ้านอวี้หมิ่นกลับเบ้ปาก ทำหน้าตาเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
"บ้านน่ะกว้างดีอยู่หรอก แต่ก็ยังไม่มีส้วมชักโครกอยู่ดี วันข้างหน้าเสี่ยวชิ่นก็ยังต้องออกไปเบียดเสียดเข้าส้วมหลุมเหม็นหึ่งข้างนอกนั่นอีก ถ้าให้ฉันพูดนะ จะทำบ้านให้มันกว้างใหญ่ไปทำไม สู้เอาเวลาไปสร้างห้องน้ำดีๆ สักห้องยังจะดีซะกว่า"
พอได้ยินหล่อนบ่นกระปอดกระแปด แม่ฟู่ก็ทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบไว้ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เจียงชิ่นเดินเข้ามาพอดี จึงได้ยินคำพูดของจ้านอวี้หมิ่นเข้า
ความจริงตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ เจียงชิ่นก็เคยบ่นเรื่องที่ไม่มีชักโครกเหมือนกัน ช่วงแรกๆ ที่ต้องไปเข้าส้วมหลุม เธอโดนกลิ่นเหม็นตีแสกหน้าจนแทบอ้วกอยู่หลายรอบ แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า เธอก็เริ่มปรับตัวและชินไปเอง
แล้วเธอก็เข้าใจด้วยว่าทำไมถึงไม่มีส้วมชักโครก ก็ที่นี่มันไม่มีแม้กระทั่งท่อระบายน้ำทิ้งเลยนี่นา แล้วจะไปสร้างส้วมชักโครกได้ยังไงล่ะ อีกอย่าง ทรัพยากรน้ำที่นี่ก็มีค่ามาก ต้องเอาไปใช้รดน้ำทำนา จะเอามาใช้กดชักโครกทิ้งไปเปล่าๆ ได้ยังไง มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว
"แม่คะ พวกเรามาที่นี่เพื่อดิ้นรนต่อสู้ พัฒนาพื้นที่รกร้างทางเหนือเพื่อประชาชนทั้งประเทศนะคะ ไม่ได้มาหาความสุขใส่ตัว ถึงจะไม่มีส้วมชักโครกก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอแค่สามารถพัฒนาพื้นที่รกร้างทางเหนือให้เจริญรุ่งเรืองได้ จะต้องทนลำบากแค่ไหนพวกเราก็ทนได้ค่ะ"
คำพูดที่ดูมีอุดมการณ์สูงส่งของเจียงชิ่น ทำเอาจ้านอวี้หมิ่นถึงกับอึ้งไปเลย
แต่หล่อนก็ไม่ได้โกรธหรือหงุดหงิดอะไร กลับหัวเราะร่วนออกมาแทน
"เสี่ยวชิ่นของบ้านเรานี่เยี่ยมยอดที่สุดเลยนะ ทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุดตลอด ดูจิตสำนึกทางความคิดนี่สิ คนทั่วไปเทียบไม่ติดหรอก"
แม่ฟู่พยักหน้าเห็นด้วย แล้วเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ "เสี่ยวชิ่นมีจิตสำนึกทางความคิดที่สูงส่งจริงๆ แหละจ้ะ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ยอมมาตกระกำลำบากใช้ชีวิตอยู่ในที่ทุรกันดารแบบนี้กับเส้าตั๋วหรอก"
ในจุดนี้ แม่ฟู่รู้สึกขอบคุณเจียงชิ่นจากใจจริง หญิงสาวอายุยังน้อย ยอมจากเมืองหลวงใหญ่โตมาอยู่ในพื้นที่รกร้างทางเหนือที่สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้นแสนลำบาก แถมยังมาตั้งรกรากปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่เคยบ่นเหนื่อยบ่นลำบากเลยสักคำ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่ายๆ นะ
ต่อให้ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองจะดูเก่งกาจในสายตาหล่อน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริง ฟู่ซานก็คงทนไม่ได้แบบนี้แน่ๆ
"มันแน่อยู่แล้ว ในจุดนี้เสี่ยวชิ่นของเราเสียเปรียบเห็นๆ เลยนะ..."
พอเห็นจ้านอวี้หมิ่นชักจะพูดจาไปกันใหญ่ เจียงชิ่นก็รีบเอ่ยขัดขึ้นมาทันที
"แม่คะ แม่บอกว่าจะช่วยฉันทำมื้อเย็นไม่ใช่เหรอคะ นี่ก็เย็นมากแล้ว พวกเราไปเตรียมของกันเถอะค่ะ"
"ใช่ๆ เรื่องทำกับข้าวนี่ชักช้าไม่ได้ รีบไปกันเถอะ"
ในที่สุดเจียงชิ่นก็สามารถลากจ้านอวี้หมิ่นออกมาจากพื้นที่เสี่ยงได้สำเร็จ
เย็นวันนั้น เจียงชิ่นเป็นแม่ครัวใหญ่ โดยมีจ้านอวี้หมิ่นคอยเป็นลูกมือ ครอบครัวร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำอันแสนอร่อยและอุดมสมบูรณ์กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
อาหารมื้อนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อฉลองขึ้นบ้านใหม่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อฉลองที่ฟู่เส้าตั๋วได้เลื่อนตำแหน่ง
ฟู่เส้าตั๋วได้เลื่อนตำแหน่งจริงๆ การถูกย้ายมาเป็นหัวหน้าแผนกอุปกรณ์ที่ฟาร์มใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาหนึ่งระดับ จ้านอวี้หมิ่นและแม่ฟู่ต่างก็มีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ก็แน่ล่ะ ลูกเขยกับลูกชายได้เลื่อนตำแหน่ง คนเป็นแม่ย่อมพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย
กินข้าวเสร็จ เจียงชิ่นก็ไปให้นมลูกแฝดทั้งสอง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลจากการกินยาเสริมกำลังหรือเปล่า น้ำนมของเธอถึงได้มาเยอะเป็นพิเศษ ให้เด็กสองคนกินก็ยังเหลือเฟือ
ตอนแรกจ้านอวี้หมิ่นยังกังวลอยู่เลยว่าน้ำนมเธอจะไม่พอ ถึงขั้นหอบนมผงมาจากปักกิ่งตั้งเจ็ดแปดถุง แต่พอเห็นว่าน้ำนมเจียงชิ่นมีเยอะพอให้เด็กสองคนกินอิ่ม หล่อนก็เลยเอานมผงพวกนั้นมาชงให้เจียงชิ่นดื่มแทน
ถ้าอ้างอิงจากคำพูดของจ้านอวี้หมิ่นก็คือ กินอะไรก็บำรุงอันนั้น เจียงชิ่นสูญเสียน้ำนมไปตั้งเยอะ ร่างกายจะต้องสึกหรอมากแน่ๆ จึงต้องดื่มนมผงเพื่อบำรุงชดเชยกลับคืนมา
ดังนั้น หล่อนจึงชงนมผงให้เจียงชิ่นดื่มทุกเช้า กลางวัน และเย็น แถมยังยืนคุมให้ดื่มจนหมดแก้ว ห้ามเหลือทิ้งแม้แต่หยดเดียว นมผงมันมีประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ เจียงชิ่นก็เลยยอมทำตามที่แม่บอก ดื่มจนเกลี้ยงแก้วทุกครั้ง คืนนี้พอให้นมลูกเสร็จ จ้านอวี้หมิ่นก็ไล่เจียงชิ่นให้ไปนอนอีกห้องหนึ่ง บอกให้เธอกับฟู่เส้าตั๋วรีบพักผ่อน
ก่อนจะไล่ไป หล่อนยังดึงตัวเจียงชิ่นมากระซิบเสียงเบา "ตัดสินใจย้ายมาอยู่ฟาร์มใหญ่น่ะถูกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง ขืนยังทนอยู่บ้านหลังเก่า พวกเธอสองคนจะทำ 'ธุระ' อะไรกันก็ไม่สะดวก ปล่อยไว้นานๆ เดี๋ยวก็กระทบความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันพอดี"
"แม่คะ แม่พูดอะไรของแม่เนี่ย ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง!"
เจียงชิ่นกระทืบเท้าด้วยความเขินอาย พวงแก้มสองข้างแดงปลั่ง
"ก็แค่คนเป็นแม่สั่งสอนนิดหน่อยเอง จะอายอะไรกันหนักหนา"
จ้านอวี้หมิ่นตอบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็ดันหลังไล่เธอออกจากห้องไป
ตกกลางคืน เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วนอนอยู่บนเตียงคัง ทั้งสองคนนอนจ้องตากันอยู่นาน ในที่สุดก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ตั้งแต่ลูกเกิด แล้วคุณแม่ทั้งสองคนมาอยู่ช่วยเลี้ยง พวกเขาก็แทบจะไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเลย คราวนี้ในที่สุดก็มีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองสักที ตอนนี้สภาพจิตใจของทั้งคู่จึงเบิกบานและตื่นเต้นสุดๆ
"ช่วงที่ผ่านมา ตอนกลางคืนคิดถึงฉันบ้างไหมคะ?" เจียงชิ่นเอ่ยถาม
ฟู่เส้าตั๋วจ้องมองเธอด้วยแววตาลึกซึ้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "คิดถึงสิ ไม่ใช่แค่ตอนกลางคืนนะ กลางวันก็คิดถึง"
เจียงชิ่นหันหน้าหนี เบ้ปากนิดๆ "ฉันไม่เชื่อหรอก"
แววตาของฟู่เส้าตั๋ววูบไหวไปด้วยความปรารถนาอันลึกล้ำ เขาดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น แล้วกระซิบที่ข้างหู "งั้นผมจะใช้วิธีอื่นทำให้คุณเชื่อก็แล้วกัน"
เจียงชิ่นแสร้งทำเป็นผลักอกเขาเบาๆ "คนบ้า"
วินาทีต่อมาริมฝีปากของเธอก็ถูกประกบจูบอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน
ศึกรักครั้งนี้กินเวลายาวนานไปกว่าค่อนคืน เช้าวันรุ่งขึ้นเจียงชิ่นแทบจะลุกไม่ขึ้น
ต่อให้รีบลุกรีบแต่งตัวไปทำงาน ก็ยังคงไปสายอยู่ดี สายไปตั้งห้านาที แถมยังบังเอิญจ๊ะเอ๋กับหัวหน้าโจวเข้าพอดิบพอดีอีกต่างหาก
เจียงชิ่นแอบบ่นงุบงิบอยู่ในใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนบางคนเล่นงานเธอซะหนักหน่วง สถิติการมาทำงานตรงเวลาอันดีเยี่ยมของเธอก็คงไม่ถูกทำลายลงแบบนี้หรอก ฮึ่ม! ถ้าโดนหักโบนัสล่ะก็ ต้องโทษเขาคนเดียวเลย
เจียงชิ่นเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลงที่โต๊ะทำงาน หัวหน้าโจวก็มายืนเรียกเธออยู่ที่หน้าประตูซะแล้ว
ไม่จริงน่า แค่มาสายครั้งเดียว ถึงขั้นต้องถูกหัวหน้าโจวเรียกไปอบรมเลยเหรอ?
เจียงชิ่นบ่นพึมพำขณะเดินออกไป ตอนแรกนึกว่าจะต้องเจอกับสีหน้าบึ้งตึงของหัวหน้าโจว แต่ที่ไหนได้ หัวหน้าโจวกลับยิ้มแย้มแจ่มใส ดูอารมณ์ดีสุดๆ
"ผู้จัดการหลิวเรียกให้เธอไปพบหน่อยน่ะ รีบไปเถอะ อย่าให้ท่านรอนาน"
"เอ๊ะ ผู้จัดการหลิวเรียกฉันเหรอคะ?" เจียงชิ่นชะงักไปนิดหนึ่ง
"ใช่แล้วล่ะ รีบไปเถอะ"
เจียงชิ่นไม่กล้าชักช้า รีบสับเท้าเดินตรงไปที่ห้องทำงานของผู้จัดการฟาร์มทันที
ห้องทำงานของผู้จัดการหลิวอยู่ชั้นสี่ ระหว่างทางขึ้นไป เธอเดินสวนกับคนรู้จักไม่น้อย ทุกคนต่างก็เอ่ยทักทายเธออย่างเป็นมิตร
เจียงชิ่นส่งยิ้มตอบรับคำทักทายของทุกคน ในใจก็ขบคิดไปด้วยว่าผู้จัดการหลิวเรียกเธอไปพบด้วยเรื่องอะไร
พอไปถึงห้องทำงาน ผู้จัดการหลิวก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับบอกให้เธอนั่งลงคุยกัน เจียงชิ่นถึงค่อยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าทางคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร ไม่อย่างนั้นผู้จัดการหลิวคงไม่มีสีหน้าผ่อนคลายแบบนี้หรอก
"สหายเจียงชิ่น ที่ฉันเรียกเธอมาวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องอยากจะปรึกษาขอความเห็นจากเธอหน่อยน่ะ เธอได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่นของฟาร์มเราติดต่อกันถึงสองปีซ้อน แถมยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากทางมณฑลอีก ฉันกับผู้บริหารฟาร์มคนอื่นๆ ได้ปรึกษาหารือกันแล้ว และเห็นพ้องต้องกันว่า สหายหญิงที่ยอดเยี่ยมอย่างเธอนั้น ไม่สมควรที่จะอุดอู้อยู่แต่ในแผนกประชาสัมพันธ์ตลอดไป พวกเราควรจะย้ายเธอไปอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญกว่านี้ เพื่อให้เธอได้เปล่งประกายและแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่"
ผู้จัดการหลิวพูดจบ ก็นึกว่าเจียงชิ่นจะกระโดดโลดเต้นดีใจ
ที่ไหนได้ เจียงชิ่นกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีปฏิกิริยาตื่นเต้นดีใจอะไรเลย
"ผู้จัดการคะ หนู... ขอปฏิเสธได้ไหมคะ?"