- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 181: ย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มใหญ่
บทที่ 181: ย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มใหญ่
บทที่ 181: ย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มใหญ่
"อ้อ จริงสิ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกคุณน่ะครับ"
สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วพลันจริงจังขึ้นมา
เจียงชิ่นก็เลยพลอยมีสีหน้าจริงจังตามไปด้วย "เรื่องอะไรเหรอคะ?"
"ก่อนที่ผู้จัดการหลิวจะเดินทางไป เขาเรียกผมไปคุยมาครั้งนึง เขาอยากจะย้ายผมไปประจำที่ฟาร์มใหญ่ ให้รับผิดชอบดูแลเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตรของฟาร์มน่ะครับ"
เจียงชิ่นตกใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจ "นี่มันเป็นเรื่องดีเลยนะคะเนี่ย ถ้าคุณถูกย้ายไปที่นั่นด้วย ต่อไปพวกเราก็จะได้ทำงานที่ฟาร์มใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ ไปกลับก็สะดวกขึ้น คุณจะได้ไม่ต้องคอยขับรถไปส่งฉันให้เหนื่อยด้วย" ฟู่เส้าตั๋วพยักหน้ารับ
จู่ๆ เจียงชิ่นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แล้วฟาร์มเราไปเอาเครื่องจักรกลการเกษตรมาจากไหนเยอะแยะล่ะคะ? ฉันจำได้ว่าเครื่องจักรที่ฟาร์มใหญ่มีไม่เกินสามคันเองนะ ของแค่นี้ถึงขั้นต้องย้ายคุณไปดูแลโดยเฉพาะเลยเหรอ?"
สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วดูแปลกพิลึกไปเล็กน้อย เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า "จำนวนเครื่องจักรของฟาร์มใหญ่ตอนนี้ มีมากกว่าเมื่อก่อนเป็นสิบกว่าคันเลยล่ะครับ"
"สิบกว่าคันเลยเหรอคะ?" เจียงชิ่นเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
เครื่องจักรเป็นสิบๆ คันนั่นมันต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่กันล่ะ ฟาร์มใหญ่ไปมีงบประมาณเยอะแยะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
"ฟาร์มเราไม่ได้ซื้อมาเองหรอกครับ แต่ผู้จัดการหลิวเป็นคนบอกว่า ถ้าอยากได้เสบียงก็ให้เอาเครื่องจักรมาแลก ฟาร์มอื่นๆ เพื่อให้มีข้าวกินประทังชีวิต ก็เลยเอาเครื่องจักรกลการเกษตรของฟาร์มตัวเองมาแลกกับเสบียงอาหารน่ะครับ"
เจียงชิ่นยังคงทำหน้าช็อกไม่หาย "เดี๋ยวนะ เครื่องจักรพวกนั้นมันเป็นทรัพย์สินของประเทศไม่ใช่เหรอคะ จะบอกว่ายกให้ก็ยกให้กันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?"
"ไม่ใช่ยกให้ครับ แต่เป็นการให้พวกเรายืมใช้ชั่วคราว ถ้าใช้คำพูดของผู้จัดการหลิวก็คือ จะยอมยกเสบียงอาหารให้พวกนั้นไปฟรีๆ ได้ยังไงล่ะ"
เจียงชิ่นแทบอยากจะยกนิ้วกดไลก์ให้ผู้จัดการหลิวรัวๆ เลยทีเดียว
การเดินหมากตานี้มันสุดยอดไปเลย อยากมีข้าวกิน ก็ต้องเอาเครื่องจักรของตัวเองมาแลก
ปีที่แล้วฟาร์มตงอันทำผลผลิตได้เป็นอันดับหนึ่งของดินแดนรกร้างทางเหนือ ถึงแม้ปีนี้ฟาร์มอื่นๆ จะได้ใช้เมล็ดพันธุ์ซูเปอร์ที่ทางมณฑลแจกจ่ายลงมาให้เหมือนกัน แต่ฟาร์มตงอันก็ไม่หวั่นเลยสักนิด
ในเมื่อไม่มีเครื่องจักรกลคอยทุ่นแรง ฟาร์มเหล่านั้นก็ทำได้แค่ใช้แรงงานคนล้วนๆ ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดฮวบลงอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น อันดับหนึ่งก็ยังคงตกเป็นของฟาร์มตงอันอยู่ดี สบายๆ ไร้ความกดดัน
เจียงชิ่นหันไปมองฟู่เส้าตั๋ว "แล้วคุณตกลงรับปากผู้จัดการหลิวไปหรือยังคะ?"
"อืม" ฟู่เส้าตั๋วพยักหน้า "ถ้าพวกเราได้ทำงานที่ฟาร์มใหญ่ทั้งคู่ มันก็จะสะดวกขึ้นเยอะเลย ผู้จัดการหลิวรับปากว่าจะจัดสรรบ้านพักให้เราหนึ่งหลัง เป็นแบบมีสองห้องนอนด้วยนะ ทีนี้เรากับแม่ก็จะได้อยู่ด้วยกันแล้วล่ะ"
เจียงชิ่นดีใจจนเนื้อเต้น นี่มันเป็นข่าวดีสุดๆ ไปเลย
พอได้บ้านพัก พวกเขาก็ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาให้เหนื่อยอีกต่อไป ลดความยุ่งยากไปได้เยอะ แถมยังไม่ต้องทนแยกกันอยู่อีกด้วย
"ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยสิคะ!"
พอความดีใจเริ่มจางลง เจียงชิ่นก็เริ่มคำนวณในหัวว่าต้องขนของอะไรไปที่ฟาร์มใหญ่บ้าง ของบางอย่างที่เก่าหรือพังแล้วก็คงต้องโละทิ้ง ไม่ต้องขนไปด้วย ข้าวของในบ้านมีเยอะแยะไปหมด ไม่รู้เหมือนกันว่ารถแทรกเตอร์เที่ยวเดียวจะขนไปหมดไหม
ไม่นานคำสั่งโยกย้ายของฟู่เส้าตั๋วก็ถูกส่งลงมา ทุกคนในทีมเจ็ดต่างก็รู้กันทั่วว่าเขาจะถูกย้ายไปรับตำแหน่งหัวหน้าแผนกอุปกรณ์ที่ฟาร์มใหญ่ รับผิดชอบดูแลเครื่องจักรกลทั้งหมดของฟาร์ม
ทุกคนย่อมต้องรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา ตั้งแต่ฟู่เส้าตั๋วขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม ทีมเจ็ดก็มีแต่ความราบรื่นอุดมสมบูรณ์ ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนก็ดีวันดีคืน
ซึ่งในความสำเร็จเหล่านี้ เจียงชิ่นก็มีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย ทุกคนจึงอาลัยอาวรณ์เธอเช่นเดียวกัน
การต้องจากทีมเจ็ดที่คุ้นเคยไป เจียงชิ่นเองก็รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่ทะลุมิติมาเธอก็อยู่ที่นี่มาตลอด ความผูกพันกับทีมเจ็ดจึงหยั่งรากลึกไปแล้ว
ก่อนจะย้ายไป เจียงชิ่นได้เรียกเหอชุนผิงกับอู๋ตานมาที่บ้าน เพื่อจัดงานเลี้ยงอำลาเล็กๆ กันสามคน
เหอชุนผิงเอาแต่ปาดน้ำตา พอคิดว่าเจียงชิ่นจะต้องย้ายไปก็รู้สึกเศร้าใจ
อู๋ตานมีสีหน้าซูบผอมหมองคล้ำ หล่อนร้องไห้ปาดน้ำตาตามเหอชุนผิงไปด้วย แถมยังร้องไห้หนักและดูเศร้าสลดกว่าเหอชุนผิงซะอีก
เจียงชิ่นเห็นสภาพของหล่อนแล้ว ก็รู้สึกหดหู่ใจตามไปด้วย
เธอเป็นคนที่คอยเฝ้ามองอู๋ตานมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่ใบหน้ายังเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข จนกลายมาเป็นคนซูบผอมหมองคล้ำแทบไม่เหลือเค้าเดิมแบบนี้
"วันข้างหน้าถ้ามีเรื่องอะไร ก็ไปหาฉันที่ฟาร์มใหญ่นะ ถึงจะย้ายไปแล้ว แต่ฟาร์มใหญ่กับทีมเจ็ดก็อยู่ห่างกันไม่ไกลหรอก" เจียงชิ่นยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาพลางกล่าว
ตอนแรกเธอตั้งใจจะดื่มเหล้าขาวสักหน่อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายังต้องให้นมลูก ขืนดื่มเข้าไปเดี๋ยวเด็กๆ จะพาลเมาไปด้วย ก็เลยต้องพับความตั้งใจนั้นเก็บไป
พอเห็นสภาพของอู๋ตานแล้ว เจียงชิ่นก็ทนดูไม่ได้ สุดท้ายก็เลยเอ่ยเตือนสติไปสองสามประโยค
"สถานการณ์วันข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ยังไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้ความวุ่นวายก็จบลงแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพราะฉะนั้นพวกเราก็ควรจะต้องเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีสักวันได้งัดออกมาใช้ก็ได้นะ"
คำพูดของเจียงชิ่นทำเอาเหอชุนผิงกับอู๋ตานถึงกับชะงักไป
"แล้วมันจะได้ใช้ตอนไหนกันล่ะจ๊ะ? สมัยนี้ต้องอาศัยการเสนอชื่อถึงจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ต่อให้เราเรียนเก่งแค่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก โควตาพวกนั้นไม่มีทางหลุดรอดมาถึงหัวพวกเราได้หรอก" เหอชุนผิงเอ่ยแย้ง
แต่ไม่นานหล่อนก็พูดต่อว่า "แต่สำหรับเธอมันก็มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงนะเจียงชิ่น เธอทำความดีความชอบให้ฟาร์มตั้งเยอะแยะขนาดนั้น ถ้ามีโควตามาเมื่อไหร่ ก็ต้องถึงคิวเสนอชื่อเธอแน่ๆ"
เจียงชิ่นยิ้มบางๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว "ฉันยังห่างชั้นอีกเยอะค่ะ ถ้ามีโควตามาจริงๆ ก็ยกให้คนอื่นไปเถอะ"
เธอไม่อยากถูกเสนอชื่อให้ไปเป็น 'นักศึกษากรรมกร-ชาวนา-ทหาร' เลยจริงๆ
นักศึกษากรรมกร-ชาวนา-ทหาร ก็แค่ได้หน้าได้ตาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากเอาไปเทียบกับนักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยตัวเองในยุคหลัง มันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
สังคมส่วนใหญ่มองว่านักศึกษากรรมกร-ชาวนา-ทหาร นั้นไม่มีคุณภาพ เอาไปเทียบกับคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยความสามารถของตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เจียงชิ่นอยากจะชดเชยความเสียดายในชาติก่อนของตัวเอง
ชาติก่อนเธอสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่ใฝ่ฝัน ชาตินี้เธอจึงอยากจะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้
และการที่เธอตั้งใจพยายามอย่างหนักในตอนนี้ ก็เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งนั่นเอง
การสอบเกาเข่า ครั้งแรกในช่วงปลายปี 1977 เนื่องจากเป็นการสอบครั้งแรกหลังจากที่มีการฟื้นฟูระบบการสอบขึ้นมาใหม่ ข้อสอบจึงไม่ได้ยากมากนัก
แต่คำว่า 'ไม่ยาก' ในที่นี้ หมายถึงสำหรับนักเรียนที่ตั้งใจเรียนมัธยมปลายมาเต็มๆ สามปีนะ อย่างเช่นพวกรุ่นพี่ ม.ปลาย สามรุ่นแรก ผู้ที่จบการศึกษาก่อนเกิดความวุ่นวายทางการเมือง
แต่สำหรับพวกที่เรียนในช่วงสิบปีแห่งความวุ่นวายหลังจากนั้น วันๆ นอกจากการเรียนรู้งานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมแล้ว ก็มีแต่การไปใช้แรงงานทั้งนั้น
แทบจะไม่มีพื้นฐานความรู้ทางวิชาการเลยสักนิด
ดังนั้นสำหรับคนกลุ่มนี้ ข้อสอบเกาเข่าจึงถือว่ายากหินสุดๆ
โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ภูเขาสามลูกนี้กดทับลงมาไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะ
เจียงชิ่นจึงให้ความสำคัญกับวิชาเหล่านี้เป็นพิเศษ
หลังจากทบทวนวิชาเหล่านี้เสร็จ เธอถึงจะหยิบเอาตำราเรียนและข้อสอบเกาเข่าเก่าๆ ที่อวี๋เฟิ่งเจียส่งมาให้ ออกมาท่องจำเนื้อหาในส่วนของวิชาภาษาจีนและวิชาการเมือง
เวลาหลังเลิกงานในแต่ละวัน นอกจากการเล่นกับลูกๆ พักหนึ่งแล้ว เวลาที่เหลือเธอก็ทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือทั้งหมด
เหอชุนผิงยกนิ้วโป้งให้เธอ
เห็นๆ อยู่ว่าเป็นสหายที่ทำคุณประโยชน์ให้ฟาร์มมากที่สุด แต่กลับยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และวางตัวถ่อมตนไม่โอ้อวดอยู่เสมอ การได้มีสหายที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ ถือเป็นความโชคดีของฟาร์มตงอันทั้งฟาร์มเลยล่ะ
วันที่ย้ายบ้าน พนักงานของทีมเจ็ดแทบจะทุกคนต่างพากันมาส่งพวกเขา
บรรดาสหายชายช่วยกันขนของ ส่วนสหายหญิงก็เข้ามาบอกลาเจียงชิ่น พร้อมกับบอกให้พวกเขาหมั่นกลับมาเยี่ยมเยียนกันบ้าง เมื่อข้าวของถูกขนขึ้นรถแทรกเตอร์จนหมด ตอนที่ครอบครัวของพวกเขาเดินทางจากไป พนักงานทั้งทีมเจ็ดต่างก็พากันน้ำตาร่วง บนรถแทรกเตอร์ เจียงชิ่นเองก็ร้องไห้น้ำตาร่วงเช่นกัน
เธอเช็ดน้ำตาปอยๆ แล้วหันไปมองฟู่เส้าตั๋ว ก็พบว่าผู้ชายที่เคยแข็งแกร่งและไม่เคยเสียน้ำตาให้ใครอย่างเขา ตอนนี้ขอบตาก็แดงก่ำเช่นเดียวกัน เจียงชิ่นเอ่ยลากึกก้องอยู่ในใจ ลาก่อนนะ ทีมเจ็ด!
ตอนที่รถแทรกเตอร์แล่นมาถึงบ้านหลังใหม่ในฟาร์มใหญ่ ที่นั่นก็มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่มากมายแล้ว
ในบรรดานั้นมีสิบกว่าคนที่ผู้จัดการหลิวจัดแจงมาให้ช่วยขนของ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ก็มากันเองเพื่อต้อนรับสองสามีภรรยาฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่น
สำหรับเจียงชิ่นคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ ส่วนฟู่เส้าตั๋วเองก็มีชื่อเสียงในแง่ดีที่ฟาร์มใหญ่เช่นกัน เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่สุขุมเยือกเย็น และเป็นที่พึ่งพาได้มากที่สุดคนหนึ่งในฟาร์ม
การที่เขาถูกย้ายมาประจำที่ฟาร์มใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับทุกคนเลย ทุกคนต่างก็คิดอยู่แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องถูกย้ายมาแน่ๆ แค่รอเวลาเท่านั้นเอง