เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42: เสี่ยวหลาง

บทที่ 42: เสี่ยวหลาง

บทที่ 42: เสี่ยวหลาง


บทที่ 42: เสี่ยวหลาง

เฉินซงส่ายหน้าอย่างจนใจ เรื่องที่เขากังวลที่สุดเกิดขึ้นจนได้ อุตส่าห์หา ‘วัด’ เจอแล้วแท้ๆ แต่ ‘พระ’ กลับหนีไปเสียก่อน

ถงหลวนจื่อมองหน้าเขา เขาก็มองหน้าถงหลวนจื่อ ทั้งคู่ต่างยืนจ้องตากันปริบๆ ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

"ท่านอาจารย์ เราจะเอาอย่างไรกันดีขอรับ?"

"จะทำอะไรได้อีกล่ะ? ถ้ารู้แบบนี้ตอนแรกน่าจะซื้อยันต์รวมปราณจากเฟิงสุยก้านติดมือมาสักสองสามใบ... อ้อ เมื่อกี้ข้าเห็นในตลาดยังมีแผงอื่นขายยันต์อยู่ เดี๋ยวลองกลับไปดูว่ามียันต์รวมปราณขายบ้างหรือเปล่า"

ถงหลวนจื่อพยักหน้าเห็นพ้อง "เอาตามนั้นก็ได้ขอรับ"

เฉินซงโบกมือ "แต่เดี๋ยวค่อยว่ากัน ตอนนี้กินข้าวกันก่อนเถอะ เดินวนไปวนมาตั้งนาน ข้าหิวจะแย่แล้ว"

เด็กหนุ่มในลานบ้านยังคงมองทั้งคู่อย่างระแวดระวัง ในเมื่อเข้าไปในบ้านไม่ได้และแถวนี้ก็ไม่มีคนรู้จัก พวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งหาอะไรกินรองท้องอยู่ที่หน้าประตู

โชคดีที่บ้านของซงหลินจื่อตั้งอยู่ตรงปากซอยพอดี บริเวณนั้นมีต้นหลิวใหญ่ขึ้นอยู่ต้นหนึ่ง เฉินซงจึงกวักมือเรียกถงหลวนจื่อให้มานั่งพักด้วยกันใต้ร่มไม้

เสบียงที่เขาซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่เป็นอาหารสำเร็จรูป เพียงแค่เข้าไมโครเวฟอุ่นสักนิดก็กินได้แล้ว แม้เขาจะหยิบเตาไมโครเวฟจากคฤหาสน์ติดมือมาด้วยเครื่องหนึ่ง แต่ปัญหาคือจะเอาไฟฟ้าจากไหน? หรือจะใช้พลังแห่งความรักผลิตไฟฟ้างั้นรึ?

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ทำได้แค่ก่อไฟย่างกินแบบดั้งเดิมเท่านั้น

ถงหลวนจื่อเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์ ให้ศิษย์ปรุงโอสถอิ่มท้องให้สักสองเม็ดดีไหมขอรับ?"

เฉินซงโบกมือปฏิเสธ "ช่างเถอะ ปราณวิญญาณที่มีอยู่ต้องประหยัดไว้หน่อย เรากินอะไรเล่นๆ รองท้องไปก่อนแล้วกัน"

เขาหยิบโอสถปราณน้อยสองเม็ดออกมาป้อนให้ไก่หยินหยางร่ำไห้ เจ้าลูกเจี๊ยบทั้งสองตัวอ้าปากงับลงคอทันที ไม่นานนักพวกมันก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

สมกับที่เป็นสัตว์วิญญาณจริงๆ เพราะพวกมันฉลาดแสนรู้มาก พอเริ่มมีแรงก็เริ่มหาของกินเองทันที พวกมันส่งเสียงจิ๊บๆ เจี๊ยบๆ พยายามมุดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเฉินซงเพื่อแย่งชิงโอสถปราณน้อยที่เหลืออยู่ข้างใน

เฉินซงโบกมือไล่ "ไปๆๆ อยู่เฉยๆ เลยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะจับพวกเจ้าเผากินซะให้เข็ด"

ถงหลวนจื่อเปิดห่อผ้าพลางถาม "ท่านอาจารย์จะทานอะไรดีขอรับ?"

เฉินซงตอบ "ข้าจำได้ว่ามีไส้กรอกอยู่ เราย่างไส้กรอกกินกันเถอะ"

เขาหาเศษฟืนแห้งมาวางกองไว้ ถงหลวนจื่อเพียงสะบัดมือทีเดียว เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันที

ไส้กรอกเหล่านี้เป็นแบบเนื้อล้วน ทรงสั้นป้อมดูอวบอัด เฉินซงนำไม้สะอาดมาเสียบแล้วย่างบนกองไฟ ไม่นานนักน้ำมันข้างในก็เริ่มไหลออกมา หยดลงบนถ่านร้อนๆ จนเกิดเสียงฉี่ฉ่า

ไส้กรอกสีแดงเข้มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเกรียม ชิ้นเนื้อฉ่ำวาวด้วยน้ำมันที่ซึมออกมา กลิ่นหอมของเครื่องเทศเข้มข้นถูกลมพัดกระจายไปทั่วบริเวณ

ถงหลวนจื่อสูดดมกลิ่นพลางยิ้ม "หอมเหลือเกินขอรับ"

เฉินซงแบ่งไส้กรอกที่สุกได้ที่ให้เขาพลางกล่าวว่า "นี่แค่ไส้กรอกเกรดต่ำ มีดีแค่กลิ่นเครื่องเทศเท่านั้น ไส้กรอกชั้นยอดจริงๆ ย่างออกมาแล้วจะมีแต่กลิ่นเนื้อที่หอมหวน คราวหน้าข้าจะเอามาให้ท่านลองชิม จะได้รู้ว่าเสน่ห์ของอาหารรสเลิศที่แท้จริงเป็นยังไง"

เนื้อร้อนๆ เข้าไปในปาก น้ำมันกระจายตัวรสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว เฉินซงเคี้ยวคำใหญ่พลางเป่าลมออกจากปาก "ฮูๆ... ร้อนชะมัด"

เขาหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาอีกห่อ บี้ให้แตกแล้วเทเครื่องปรุงลงไป "อันนี้ก็อร่อย กินแบบแห้งได้เลย แต่ก่อนกินต้องเขย่าก่อนนะ"

ถงหลวนจื่อรับบะหมี่ห่อนั้นไปแล้วลุกขึ้นยืนพลางส่ายหัวและลำตัวไปมา

เฉินซงมองด้วยความประหลาดใจ "ท่านทำอะไรน่ะ?"

ถงหลวนจื่อตอบกลับ "ข้ากำลังเตรียมตัวจะกินนี่ไงขอรับ"

"กินก็กินไปสิ แล้วจะยืนโยกทำไม?"

"ก็ท่านบอกว่าก่อนกินต้องเขย่าก่อนไม่ใช่รึขอรับ?"

เฉินซงกลอกตาขึ้นฟ้า "ข้าหมายถึงให้เขย่าซอง!"

ไก่หยินหยางร่ำไห้สองตัวใช้ดวงตาสีดำขลับจ้องมองไส้กรอกในมือเขาตาไม่กะพริบ ในจังหวะที่เขาเผลอ พวกมันก็กระโดดตัวลอยเหมือนคางคก พุ่งเข้ามาอ้าปากหมายจะจิกไส้กรอกทันที

เฉินซงตกใจรีบดึงไส้กรอกหนี "เฮ้ย! ลูกเจี๊ยบพวกนี้กินเนื้อด้วยเหรอเนี่ย?"

ถงหลวนจื่ออธิบาย "ไก่หยินหยางร่ำไห้ปกติต้องกินปราณวิญญาณเป็นอาหารเพื่อเติบโตขอรับ หากไม่มีปราณวิญญาณก็กินอย่างอื่นแทนได้ เพียงแต่ร่างกายนจะไม่พัฒนา"

เฉินซงกำลังจะแบ่งไส้กรอกให้พวกมันกิน แต่เจ้าสองตัวนั้นกลับไม่อยู่เฉย ทันใดนั้นพวกมันก็หันขวับแล้วกระพือปีกวิ่งแจ้นเข้าไปในซอยอย่างรวดเร็ว

"แย่แล้วท่านอาจารย์! ไก่หนีไปแล้วขอรับ!"

"ปล่อยมันวิ่งไปเถอะ จะไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน? เมื่อก่อนข้าเคยวิ่งร้อยเมตรได้ในเวลาสิบเอ็ดวินาทีกว่าๆ นะ ลูกเจี๊ยบแค่นี้จะวิ่งเร็วกว่าข้าได้ยังไง?"

ทว่าขาดคำ ไก่หยินหยางร่ำไห้ก็หายวับไปกับตา! พวกมันวิ่งเร็วมากจนทิ้งฝุ่นไว้เบื้องหลัง นี่มันคนละชั้นกับลูกเจี๊ยบบนโลกเลย ดูแล้วเหมือนหนูสองตัวที่เอาขนปุยมาติดไว้มากกว่า!

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?" เฉินซงยืนอึ้ง

ถงหลวนจื่อตอบซื่อๆ "ไก่หนีไปแล้วไงขอรับ"

เฉินซงผุดลุกขึ้นตะโกน "ข้ารู้แล้วว่ามันหนีไป! ข้าหมายถึงทำไมพวกมันถึงวิ่งเร็วขนาดนี้!"

"ก็ไก่หยินหยางร่ำไห้เป็นสัตว์วิญญาณนี่ขอรับ..."

"ไม่ต้องมาอธิบายตอนนี้! ในเมื่อรู้ว่ามันวิ่งเร็วแล้วจะมัวนั่งบื้ออยู่ทำไม? ตามไปสิ!"

ไก่สองตัวนี้เขาตั้งใจจะนำกลับไปทดลองเลี้ยงที่คฤหาสน์ จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด

ทั้งคู่รีบวิ่งตามไปทันที แต่ผ่านไปสองแยกถนนก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหรือขนไก่สักเส้น

เฉินซงเริ่มร้อนรน "เหล่าถง ทำยังไงดี?"

ถงหลวนจื่อตะโกนตอบ "ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งใจเสีย ไก่สองตัวนั้นเคยกินโอสถปราณที่ข้าปรุง ข้ายังพอจะสัมผัสถึงร่องรอยปราณวิญญาณบนตัวพวกมันได้!"

"ท่านสัมผัสไป ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน!"

เฉินซงวิ่งตามไปอีกสองซอยจนเจอทางแยก เขาไม่รู้ว่าพวกมันเลี้ยวไปทางไหน จึงได้แต่กระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ พยายามก้มมองหารอยเท้าบนพื้นอย่างละเอียด

จังหวะนั้นเอง มีหญิงคนหนึ่งเปิดประตูออกมาชนเขาเข้าอย่างจัง นางทำหน้าตกใจพลางถามด้วยความระแวง "พ่อหนุ่มนั่น... เจ้ากำลังมองหาอะไรอยู่รึ?"

"ข้ากำลังตามหาไก่อยู่!" เฉินซงตอบอย่างร้อนรน

หญิงคนนั้นได้ยินเข้าก็หัวเราะร่าทันที "ที่แท้ก็พ่อหนุ่มที่อยากจะหาความสำราญนี่เอง งั้นเจ้าก็มาผิดที่แล้ว ตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาไปที่เด็ดๆ!"

เฉินซงรีบโบกมือปฏิเสธ "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ากำลังหาไก่วิญญาณจริงๆ ไก่หยินหยางร่ำไห้น่ะ!"

หญิงคนนั้นทำหน้าลังเล "นางโลมวิญญาณอะไรรุ่นนั้นข้าไม่รู้จักหรอก แต่ข้ารู้จักนางโลมชื่อดังคนหนึ่ง นางชื่อแม่นางเสี่ยวอวี้ เจ้าเชื่อข้าเถอะ นางน่ะ 'เด็ด' กว่านางโลมวิญญาณอะไรนั่นของเจ้าแน่นอน"

เฉินซงคร้านจะอธิบายต่อ พอดีกับที่เขาได้ยินเสียงถงหลวนจื่อตะโกนเรียกมาจากไกลๆ จึงรีบปลีกตัววิ่งตามเสียงนั้นไป

เมื่อวิ่งกลับมาถึงใต้ต้นหลิวที่พวกเขานั่งกินข้าวกันเมื่อครู่ เฉินซงก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าเจ้าลูกไก่หยินหยางร่ำไห้สองตัวนั้นกลับมาแล้ว ขาของพวกมันถูกมัดด้วยเชือกป่านเส้นเล็กและถูกโยนทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ กำลังดิ้นรนไปมาอย่างไร้ทางสู้

เฉินซงถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านไปจับพวกมันกลับมาได้ยังไง?"

ถงหลวนจื่อกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ "โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่ศิษย์จับพวกมันได้หรอกขอรับ แต่นี่มันเป็นแผน 'ล่อเสือออกจากถ้ำ' ชัดๆ!"

"หา? หมายความว่ายังไง?"

"ศิษย์ใช้วิชาเล็กน้อยสัมผัสร่องรอยปราณวิญญาณของไก่แล้วตามไปตลอดทาง จนพบว่าพวกมันถูกมัดทิ้งไว้ แต่พอหันกลับมา ห่อผ้าเสบียงของพวกเราก็ถูกขโมยไปแล้ว! นี่มันเป็นแผนการแน่ๆ มีคนตั้งใจใช้เหยื่อล่อให้ไก่หนีไปเพื่อให้พวกเราวิ่งตาม จากนั้นก็นำไก่มาคืนที่เดิมแล้วชิงห่อผ้าของพวกเราไปแทน!"

เมื่อได้ฟังคำพูดรัวเร็วของเขา เฉินซงก็เลิกคิ้วขึ้น "เหล่าถง... ท่านไม่ลิ้นพันกันแล้วรึ?"

ถงหลวนจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มกระทืบเท้าต่อด้วยความโมโห "มันใช่เวลามาสนใจเรื่องนั้นไหมขอรับ!"

เฉินซงหลุดขำ "ได้ไก่หยินหยางร่ำไห้คืนมาก็ถือว่าดีแล้ว อาหารน่ะมีเยอะแยะ ถูกขโมยไปก็ช่างมันเถอะ"

ถงหลวนจื่อรีบส่ายหน้า "ไม่ได้ขอรับ เราต้องตามเอาคืนมาให้ได้!"

"ทำไมล่ะ?"

"เพราะในห่อผ้านั้นมี 'ถุงสมบัติ' ของศิษย์อยู่ด้วย! นั่นน่ะเป็นของวิเศษประจำสำนักของศิษย์เลยนะขอรับ!"

การตามหาอาหารที่หายไปอาจจะยาก แต่การตามหาของวิเศษนั้นง่ายนิดเดียว เพราะบนของชิ้นนั้นมีตราประทับอาคมของสำนักถงหลวนจื่ออยู่ เขาเริ่มร่ายรำนิ้วทำอินวิชาอยู่สองสามท่า ก่อนจะยืนนิ่งไป

"เป็นอะไรไป?" เฉินซงถามอย่างเป็นห่วง

ถงหลวนจื่อชี้ไปที่กระท่อมของซงหลินจื่อแล้วเอ่ยว่า "ของอยู่ในนั้นขอรับ"

เฉินซงไม่รอช้า วิ่งไปใช้สองมือยันกำแพงดินเตี้ยๆ แล้วกระโดดข้ามไปทันที เขาเห็นเด็กหนุ่มผอมดำคนเดิมกำลังกอดแฮมแท่งหนึ่งกินอย่างมูมมามอยู่ในกระท่อมมุงจาก เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายกัดแฮมคำโตเข้าปากไปอีกหนึ่งคำ

ถงหลวนจื่อเหาะข้ามกำแพงตามมาด้วยท่วงท่าราวกับเซียนผู้ทรงภูมิ พลันเหลือบเห็นห่อผ้าที่ถูกโยนทิ้งไว้ในบ้านก็รีบเข้าไปเก็บขึ้นมา แล้วตวาดใส่เด็กหนุ่มคนนั้น "เจ้าหัวขโมยน่าตาย! ไม่นึกเลยว่าศิษย์พี่ซงหลินจื่อจะรับศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องอย่างเจ้าไว้!"

เด็กหนุ่มไม่โต้ตอบอะไร ทำเพียงก้มหน้าก้มตาเคี้ยวแฮมต่อไป

ถงหลวนจื่อด่าทออย่างเผ็ดร้อน ไล่ตั้งแต่เรื่องวิถีสวรรค์ไปจนถึงมารยาทโลกและจรรยาบรรณของศิษย์อาจารย์ วิจารณ์ยับเยินแบบ 360 องศาไม่มีเว้นว่าง

แต่ท่าทีของเด็กหนุ่มยังคงเหมือนเดิมคือ: ท่านอยากพูดอะไรก็พูดไป ส่วนข้าจะกินของข้าต่อ

ในที่สุดถงหลวนจื่อก็ทนไม่ไหว เขาโกรธจนตัวสั่น "เจ้าเป็นเปรตกลับชาติมาเกิดรึไง? รู้จักแต่กินๆๆ! หรือเจ้าเป็นอสูรเทาเที่ยกันแน่ ของตั้งเยอะขนาดนั้น ทำไมเจ้าถึงกินหมดเกลี้ยงในเวลาสิบนาทีแบบนี้!"

เขาเขย่าห่อผ้าดู พบว่าข้างในไม่เหลืออะไรติดอยู่เลย

เมื่อเห็นถงหลวนจื่อทำท่าจะด่าต่อ เฉินซงก็รีบห้ามไว้ "พอแล้วๆ เหล่าถง เด็กคนนี้คงจะหิวมาก เขาคงแค่หาอะไรประทังชีวิตเท่านั้นแหละ"

"ลูกไม่สั่งสอนเป็นความผิดของพ่อ ข้าจะปล่อยให้ศิษย์ของสหายเก่ากลายเป็นหัวขโมยไม่ได้!"

เฉินซงโบกมือ "เกินไปแล้ว คนที่ตั้งใจขโมยสิถึงจะเรียกว่าหัวขโมย แต่คนที่ทำไปเพราะแค่อยากอิ่มท้องน่ะเขาเรียกว่าคนน่าสงสาร ดูสิ เด็กคนนี้ยังอุตส่าห์มัดไก่คืนไว้ให้เราไม่ใช่รึ? อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้กะจะเอาชีวิตพวกมัน เขาไม่นับว่าเป็นหัวขโมยเต็มตัวหรอก"

พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม "อาหารอื่นๆ ในห่อผ้า เจ้าเอาไปแจกจ่ายให้คนอื่นหมดแล้วใช่ไหม?"

เด็กหนุ่มปาดจมูกแล้วตอบว่า "ยังไงพวกท่านก็หาไม่เจอแล้วละ"

เฉินซงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ข้าไม่สนหรอกว่าอาหารพวกนั้นไปอยู่ที่ไหน แต่ข้าสงสัยมากกว่าว่า เมื่อครู่เจ้าใช้อะไรล่อไก่หยินหยางร่ำไห้ไป?"

เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มแสดงท่าทีประหม่า เขาประคองตัวลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองทั้งคู่เขม็ง

เฉินซงกวาดสายตามองไปรอบกระท่อม เห็นกระดาษยันต์แขวนไว้เต็มไปหมด บนแผ่นกระดาษแต่ละใบเขียนอักขระยึกยือดูแปลกตา ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือ 'ยันต์'

และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือ... มันเป็นยันต์ที่ไร้ซึ่งปราณวิญญาณ

เมื่อเห็นดังนั้น เฉินซงก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขาเอ่ยถามว่า "นี่เจ้าหนู เจ้าชื่ออะไร?"

เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น ไม่ยอมปริปาก

เฉินซงหัวเราะเบาๆ "จูนิเบียวจริงๆ เลยนะเรา อย่ามองข้าด้วยสายตาเกลียดชังขนาดนั้นสิ เจ้าเป็นคนเอาอาหารของพวกเราไปนะ ไม่ใช่พวกเราไปหาเรื่องเจ้าเสียหน่อย"

เด็กหนุ่มชะงักไป บนใบหน้าเริ่มปรากฏร่องรอยของความอับอาย "ข้า... ข้าชื่อเสี่ยวหลาง สำนักยังไม่ได้ประทานนามเต๋าให้"

ถงหลวนจื่อตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ "เจ้าคือเสี่ยวหลางรึ? ข้านึกออกแล้ว ศิษย์พี่ซงหลินจื่อเคยเขียนถึงเจ้าในจดหมาย บอกว่าเจ้าเป็นเด็กฉลาดหลักแหลม ตวัดพู่กันได้เฉียบคมราวกับดาบ เป็นต้นกล้าปรมาจารย์ยันต์อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง"

เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซงก็ยิ่งสนใจมากขึ้น "เจ้าฝากตัวเป็นศิษย์กับซงหลินจื่อมานานเท่าไหร่แล้ว?"

เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ "หกปีกับอีกแปดเดือน"

เฉินซงถามต่อ "แล้วตอนนี้ฝีมือของเจ้า เมื่อเทียบกับอาจารย์แล้วเป็นยังไง?"

เด็กหนุ่มย้อนถาม "ท่านถามถึงเรื่องไหนล่ะ? เรื่องต่อสู้หรือเรื่องการทำยันต์?"

"ทั้งสองอย่างนั่นแหละ"

"หากเป็นเรื่องต่อสู้ ข้าคนเดียวสู้เขาได้ถึงสองคน ส่วนเรื่องทำยันต์ ข้าคนเดียวก็ยังมีความรู้ทัดเทียมเขาได้ถึงสองคนเช่นกัน"

ถงหลวนจื่อหัวเราะเยาะ "ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!"

เด็กหนุ่มสวนกลับทันควัน "เส้นชีพจรของอาจารย์ข้าเหือดแห้งไปหมดแล้ว ตอนนี้เขาก็ไม่ต่างจากคนแก่ธรรมดาๆ อายุหกสิบ ที่ข้าบอกว่าสู้เขาได้สองคนน่ะ ยังถือว่าพูดน้อยไปด้วยซ้ำ"

ถงหลวนจื่อเถียงต่อ "แล้ว... แล้วฝีมือการทำยันต์ของเจ้าจะไปเทียบกับอาจารย์ได้ยังไง? นี่มันคุยโวชัดๆ!"

เด็กหนุ่มตอบอย่างเย็นชา "ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ พรสวรรค์ของอาจารย์ข้านั้นมีจำกัดจริงๆ ข้าตามเขาแค่ปีเดียวก็เรียนรู้วิชาทั้งหมดได้จนสิ้นแล้ว แถมยังเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับสร้างรากฐานขั้นสามเหมือนกันอีก ถ้าไม่ใช่เพราะมหันตภัยปราณวิญญาณเหือดแห้ง อาจารย์คงตั้งใจจะเสนอชื่อข้าให้เข้าสำนักใหญ่เพื่อฝากตัวกับท่านเจ้าสำนักไปนานแล้ว"

เฉินซงเริ่มเห็นแวว "ในเมื่ออาจารย์ของเจ้าฝีมือพื้นๆ ขนาดนั้น ให้ข้าหาอาจารย์ใหม่ให้เจ้าดีไหม?"

เด็กหนุ่มเหลือบมองถงหลวนจื่อแล้วตอบกลับ "อาจารย์ของท่านยังดูอ่อนหัดกว่าอีก แล้วทำไมท่านไม่เปลี่ยนล่ะ?"

เฉินซงรีบตอบ "ก็เพราะเขาไม่ใช่อาจารย์ข้าน่ะสิ!"

"และข้าก็ไม่ได้อ่อนหัดด้วย!" ถงหลวนจื่อเสริมอย่างไม่ยอมแพ้ "หัดให้ความเคารพข้าหน่อย ข้าเป็นถึงศิษย์อาของเจ้านะ!"

เด็กหนุ่มมองด้วยสายตาดูแคลน "อายุขนาดนี้แล้วยังก้าวข้ามไปไม่ถึงขั้นแก่นทองคำ แบบนี้ไม่เรียกว่าอ่อนหัดแล้วจะเรียกว่าอะไร?"

"เจ้า... เจ้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าศิษย์อาอย่างข้ายังไม่บรรลุขั้นแก่นทองคำ?"

"ถ้าท่านบรรลุขั้นแก่นทองคำได้จริง ป่านนี้ท่านคงสิ้นใจไปตั้งนานแล้ว จะยังมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้รึ?"

ถงหลวนจื่อถึงกับพูดไม่ออก เพราะนั่นคือความจริงอันโหดร้ายของยุคปราณวิญญาณเหือดแห้ง

จบบทที่ บทที่ 42: เสี่ยวหลาง

คัดลอกลิงก์แล้ว