- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 50 - จิตสังหารในเรือน หิมะนอกเรือน
บทที่ 50 - จิตสังหารในเรือน หิมะนอกเรือน
บทที่ 50 - จิตสังหารในเรือน หิมะนอกเรือน
วันนี้เมื่อพ่ายแพ้ให้แก่หลี่ชีเสวียนบนลานประลอง หลังจากกลับมาถึงสำนัก ตู๋กูซานเชวียก็ถูกตู๋กูอีเตาผู้เป็นบิดาลงโทษอย่างหนักตามคาด
สำหรับเรื่องนี้ ตู๋กูซานเชวียเคยชินเสียแล้ว
ตั้งแต่จำความได้ ตู๋กูอีเตาผู้เป็นบิดาก็ไม่เคยยิ้มให้เขาเลย
เขาไม่เคยได้สัมผัสถึงความรักจากบิดา
ไม่ใช่เพียงเพราะเขาพิการแต่กำเนิดเท่านั้น
แต่เป็นเพราะเขาคือบุตรที่เกิดจากภรรยารองซึ่งไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม
มารดาของเขามีฐานะต่ำต้อย เป็นเพียงหญิงคณิกาคนหนึ่งในเมืองเท่านั้น
แม้ว่าในช่วงก่อนที่ตู๋กูอีเตาจะประสบความสำเร็จ หญิงคณิกาผู้นี้จะเคยนำเงินที่ได้จากการขายเรือนร่างมาสนับสนุนตู๋กูอีเตาอยู่นานถึงสามปี นางยอมสูญเสียทรัพย์สินเงินทองเพื่อเขาไปจนหมดสิ้น และท้ายที่สุดก็ต้องตายอย่างอนาถา
นั่นคือหนทางในอดีตของตู๋กูอีเตา
และยังเป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดของเขาอีกด้วย
ส่วนการมีอยู่ของตู๋กูซานเชวีย ก็คือพยานหลักฐานของประวัติศาสตร์อันดำมืดช่วงนี้ ราวกับเป็นการคอยเตือนสติทุกคนอยู่เสมอ ว่าตู๋กูอีเตาในอดีตนั้นน่าสมเพชเพียงใด
หากไม่ใช่เพราะตู๋กูซานเชวียมีฝีมือไม่เลวและยังมีประโยชน์ต่อสำนักดาบเทวะ เกรงว่าเขาคงตายอยู่กลางป่าเขาไปนานแล้ว
ขณะคุกเข่าอยู่ท่ามกลางลมหนาว ทั่วทั้งร่างของตู๋กูซานเชวียเต็มไปด้วยหิมะ
นี่เป็นเพียงหิมะธรรมดาเท่านั้น
ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันกลับทำให้เหน็บหนาวไปถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าพลังเหมันต์น้ำแข็งอันเสียดแทงกระดูกของหลี่ชีเสวียนเสียอีก
เรือนดาบ
แม้จะเป็นเพียงอาคารหินสามชั้นที่ดูธรรมดา ทว่าเนื่องจากมันเป็นสถานที่พักอาศัยและฝึกฝนวิชาของตู๋กูอีเตาผู้เป็นเจ้าสำนัก จึงกลายเป็นสถานที่ที่สูงส่งที่สุดในสำนักดาบเทวะไปโดยปริยาย
ในยามนี้
ชั้นหนึ่งของเรือนดาบ
ตู๋กูอีเตานั่งอยู่บนแท่นหลอมดาบที่สูงส่ง
ยอดฝีมือผู้ทรงอิทธิพลแห่งวิถียุทธ์ที่สั่นสะเทือนเมืองทิงเสวี่ยผู้นี้ มีใบหน้าเหลี่ยม คิ้วสีแดง ผิวสีทองแดง หน้าตาธรรมดา ไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่นเหนือผู้อื่น
สิ่งเดียวที่แตกต่างจากคนทั่วไป ก็คือรูปร่างที่สูงใหญ่จนเกินไปของเขา
"สืบมาแน่ชัดแล้วหรือ"
เสียงของตู๋กูอีเตาดังก้องไปทั่วห้อง
ประดุจเสียงหวีดหวิวของปราณดาบ
"ขอรับ"
จีตู๋สิงผู้อาวุโสสูงสุดผู้มีผมขาวคิ้วพญาอินทรี รูปร่างผอมเล็กราวกับชายชราชาวนา เอ่ยตอบเสียงดังฟังชัด "ยามนี้สามารถยืนยันได้แล้วว่าพรรคหมาป่าแดงถูกหลี่ชีเสวียนกวาดล้างจริงๆ"
ตู๋กูอีเตามีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ช่วงหลายวันมานี้ มีคนเอ่ยชื่อหลี่ชีเสวียนให้เขาได้ยินอยู่หลายครั้งหลายครา
เพียงแค่วันนี้วันเดียว ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว
"หากข้าจำไม่ผิด ตามที่นายท่านเซวียกล่าวไว้ คนของพรรคหมาป่าแดงล้วนถูกยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญวิชาเจ็ดดาบสลาตันของสำนักเราสังหารจนสิ้น"
"ในเมืองทิงเสวี่ย ทั่วทั้งสำนักดาบเทวะ ผู้ที่สามารถฝึกฝนวิชาเจ็ดดาบสลาตันจนบรรลุถึงขั้นนี้ได้ มีเพียงยอดฝีมือระดับสิบผู้คุมกฎขึ้นไปเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ... "
"หลี่ชีเสวียนใช้วิชาเจ็ดดาบสลาตันเป็นอย่างนั้นหรือ"
ตู๋กูอีเตาเอ่ยถามเสียงขรึม
จีตู๋สิงรีบอธิบาย "ผู้ใต้บังคับบัญชาได้สืบประวัติและร่องรอยของหลี่ชีเสวียนแล้ว พบว่าคนผู้นี้เกิดที่หมู่บ้านน้ำดำซึ่งอยู่ห่างออกไปร้อยลี้ เขาเดินทางมาที่เมืองทิงเสวี่ยเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาเดินเท้าฝ่าป่าเขามา เส้นทางนั้นบังเอิญผ่านหมู่บ้านชิงซานพอดี ... "
หมู่บ้านชิงซานอย่างนั้นหรือ
ตู๋กูอีเตาใจกระตุก "เจ้ากำลังจะบอกว่า จีอู๋เยี่ยและศิษย์อีกหกคนที่หายตัวไปนาน ได้พบกับหลี่ชีเสวียนที่หมู่บ้านชิงซานในตอนนั้นอย่างนั้นหรือ"
จีตู๋สิงยืนยัน "เป็นเช่นนั้นขอรับ หลี่ชีเสวียนลงมือสังหารจีอู๋เยี่ยและพวกทั้งหกคนที่หมู่บ้านชิงซาน และได้รับคัมภีร์ลับเจ็ดดาบสลาตันไป"
ตู๋กูอีเตาขมวดคิ้วครุ่นคิด
พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์อันแข็งแกร่งของหลี่ชีเสวียนนั้น บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งเมืองแล้ว
ได้ยินมาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็สามารถฝึกฝนวิชาเก้ากระบวนท่าสยบมารซึ่งมีความร้ายกาจไม่ด้อยไปกว่าวิชาเจ็ดดาบสลาตันจนบรรลุระดับสมบูรณ์แบบได้
จีตู๋สิงกล่าวต่อ "ด้วยพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของหลี่ชีเสวียน การฝึกฝนวิชาเจ็ดดาบสลาตันจนบรรลุระดับสมบูรณ์แบบได้ภายในไม่กี่วันย่อมไม่ใช่เรื่องยาก และช่วงบ่ายก่อนหน้าที่เฉินสุ่ยหัวหน้าแท่นพรรคหมาป่าแดงจะไปล่วงเกินสองพี่น้องตระกูลหลี่ พรรคหมาป่าแดงก็ถูกกวาดล้างในคืนนั้นทันที สองเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน"
ตู๋กูอีเตาพยักหน้า
เขาเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้
"เช่นนั้นก็ไปตอบกลับนายท่านเซวียตามนี้เถอะ"
ตู๋กูอีเตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จีตู๋สิงถาม "หากนายท่านเซวียไม่ยอมรับคำอธิบายนี้เล่าขอรับ"
ตู๋กูอีเตากล่าวน้ำเสียงราบเรียบ "นี่มันยุคสมัยใดแล้ว ขุนนางชั้นผู้น้อยตกกระป๋องคนหนึ่งยังไม่รู้จักเจียมตัว หากเขายังคงดึงดันไม่เลิกรา ก็กวาดล้างตระกูลเซวียทิ้งเสีย"
จีตู๋สิงตกใจยิ่งนัก
จะลงมือกับขุนนางอย่างนั้นหรือ
ในราชวงศ์เทพต้าหยวน การล่วงเกินเบื้องบนหรือเข่นฆ่าขุนนาง นับเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร
ทว่ายามนี้ราชวงศ์เสื่อมโทรม อำนาจการปกครองถดถอยลงไปมาก กองกำลังกบฏลัทธิไท่ผิงยิ่งเหยียบย่ำพระราชอำนาจของราชวงศ์จนจมดิน
มีข่าวลือว่าสำนักใหญ่วิถียุทธ์ในแคว้นต่างๆ ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหว
เรื่องการเข่นฆ่าขุนนางก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว
ในเมื่อท่านเจ้าสำนักเอ่ยปาก ย่อมต้องมีแผนการที่รัดกุมอย่างแน่นอน เขาซึ่งเป็นเพียงตาเฒ่าที่วางมือไปแล้วไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเคลือบแคลงสงสัยอันใด
"รับทราบขอรับ"
จีตู๋สิงขานรับ
เขามีท่าทีลังเลอยากจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าท้ายที่สุดก็อดกลั้นไว้และกำลังจะหันหลังเดินจากไป
ทว่ากลับได้ยินเสียงของตู๋กูอีเตาดังมาจากแท่นหลอมดาบอันสูงลิบ "จีอู๋เยี่ยตายด้วยน้ำมือของหลี่ชีเสวียน เจ้าอยากจะแก้แค้นหรือไม่"
ใบหน้าชราภาพของจีตู๋สิงปรากฏแววโศกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพลางตอบ "อีกเจ็ดวันให้หลังก็จะเป็นวันเหมันต์ละลาย การประลองระหว่างนายน้อยฮั่วกับหลี่ชีเสวียนกำลังจะมาถึง การประลองครั้งนี้คือศึกสร้างชื่อของนายน้อยฮั่ว ทั้งยังมีประโยชน์อย่างมากต่อแผนการของท่านเจ้าสำนัก แม้ผู้ใต้บังคับบัญชาจะเสียใจต่อการตายของอู๋เยี่ย ทว่าก็รู้ดีว่าไม่อาจนำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงานใหญ่ ข้าจะไม่มีทางลงมือโดยพลการจนทำลายการประลองครั้งนี้อย่างแน่นอนขอรับ"
"เช่นนั้นก็ดีมาก เจ้าไปเถอะ" ตู๋กูอีเตาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จีตู๋สิงรีบก้าวเดินออกจากเรือนดาบ
พายุหิมะยามราตรีดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้น
มองเห็นตู๋กูซานเชวียกำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหิมะน้ำแข็ง
"แม้จะเป็นบุตรชายสายเลือดแท้ๆ ของท่านเจ้าสำนัก ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับศิษย์อย่างฮั่วอู๋ซวงเลย พรสวรรค์โดดเด่นเพียงนั้น ทว่ากลับไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเรียนรู้วิชาดาบเทวะสังหาร ... "
จีตู๋สิงส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ
คนในสำนักดาบเทวะหลายคนต่างก็รู้สึกเสียดายแทนตู๋กูซานเชวีย
ทว่าบารมีของท่านเจ้าสำนักตู๋กูอีเตานั้นยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา จึงไม่มีผู้ใดกล้าเคลือบแคลงสงสัยในการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย
เขารีบก้าวเดินจากไป
...
ลานบ้านหลวี่หลิ่ว
เงียบสงบร่มเย็น
ภายในห้อง
"เสี่ยวชี วันนี้เจ้าไม่เชื่อฟังเลยนะ เหตุใดถึงกลับมาดึกปานนี้"
หลี่ลิ่วเยว่ใช้สองมือเท้าคาง
ท่าทางแก้มป่องด้วยความไม่พอใจของนาง ดูคล้ายกับกระรอกน้อยที่ซุกซ่อนเมล็ดถั่วลิสงไว้ที่แก้มซ้ายขวา ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
หลี่ชีเสวียนลูบศีรษะนางเบาๆ พลางตอบ "มัวแต่ไปตีกับผู้อื่น จึงเสียเวลาไปหน่อยน่ะ"
"หา ตีกันหรือ"
หลี่ลิ่วเยว่ยิ่งแสดงท่าทีไม่พอใจ "เรื่องสนุกเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงไม่พาข้าไปด้วย"
หลี่ชีเสวียนงัดไม้ตายออกมาใช้ทันที เขาถามกลับ "ยาต้มคืนนี้ดื่มหมดหรือยัง"
หลี่ลิ่วเยว่กลายร่างเป็นนกคุ่มที่รู้สึกผิดในทันที นางก้มหน้าลงไม่ยอมปริปากพูดอีกเลย
หลี่ชีเสวียนหัวเราะไม่ออก
เขาปรายตามองเสิ่นหลิงเอ๋อร์ที่กำลังยุ่งอยู่กับการอุ่นกับข้าวและข้าวสวยอยู่ด้านข้าง
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ทำให้เด็กสาวผู้นี้ต้องลำบากจริงๆ
นอกจากจะต้องคอยดูแลพี่สาวคนที่หกที่ทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตแล้ว นางยังต้องซักเสื้อผ้า ก่อไฟทำกับข้าว ล้างหม้อล้างชาม และทำความสะอาดบ้านอีก ...
หากบ้านหลังนี้ไม่มีเสิ่นหลิงเอ๋อร์ ...
ไม่ช้าก็เร็วคงต้องกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแน่
ทว่าอาจเป็นเพราะช่วงหลายวันมานี้กินอิ่มนอนหลับ เสิ่นหลิงเอ๋อร์จึงเติบโตขึ้นมาก ใบหน้าอวบอิ่มขึ้น ผิวพรรณก็ขาวขึ้นไม่น้อย
แม้จะไม่ได้กลายเป็นสาวงามสะคราญ ทว่าก็นับว่าเป็นสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอย่างแน่นอน
เมื่อหันกลับมามองหลี่ลิ่วเยว่
หลังจากมาถึงเมืองทิงเสวี่ย ไม่เคยต้องอดอยากเรื่องปากท้อง พี่สาวคนที่หกมีปริมาณการกินอาหารที่สามารถกินวัวได้ทั้งตัวในหนึ่งมื้อ
ทว่ากลับตรงข้ามกับเสิ่นหลิงเอ๋อร์โดยสิ้นเชิง พี่สาวคนที่หกกินของเข้าไปตั้งมากมาย กลับยังคงมีแขนขาเรียวเล็ก ผอมบางจนน่าสงสาร
อาการป่วยจากการถูกผีสิงนี้ ทำร้ายพี่สาวคนที่หกจนทรมานแสนสาหัสจริงๆ
หลี่ชีเสวียนอุ่นยาเสร็จแล้ว เขาก็จ้องมองหลี่ลิ่วเยว่ที่ทำหน้ามุ่ยดื่มยาจนหมด
จากนั้นทั้งสามคนก็ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
หลังรับประทานอาหารเสร็จ หลี่ชีเสวียนก็กล่อมพี่สาวคนที่หกให้เข้านอนอย่างว่าง่าย
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็หันไปเห็นกางเกงขายาวบุรุษสองตัวที่เย็บไปได้เพียงครึ่งทางและยังไม่เสร็จสมบูรณ์วางอยู่ข้างเตียง ...
ทั้งรูปแบบและฝีเข็ม ล้วนคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง
นี่มันสถานการณ์ใดกัน
พี่สาวคนที่หกเหตุใดถึงเริ่มเย็บกางเกงอีกแล้ว
หลี่ชีเสวียนรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
[จบแล้ว]