- หน้าแรก
- แดนสังสารวัฏ ฉุดกระชากอีกาทองคำแห่งมหาสุริยัน
- บทที่ 12: การมาถึงของวันที่สี่
บทที่ 12: การมาถึงของวันที่สี่
บทที่ 12: การมาถึงของวันที่สี่
บทที่ 12: การมาถึงของวันที่สี่
ด้วยค่าความแข็งแกร่งที่ต่างกันถึง 4 หน่วย และความอดทนที่ห่างกันอีก 3 หน่วย ทำให้มู่หยางไม่สามารถเข้าปะทะกับกลาตโตนีตรงๆ ได้เลย
ความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวที่มีคือค่าเสน่ห์ซึ่งเขาสูงกว่ามันอยู่ 5 หน่วย แต่เขากลับไม่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับค่าเสน่ห์ จึงไม่สามารถนำจุดแข็งนี้มาใช้ประโยชน์ได้
ในยามนี้ มู่หยางเริ่มเข้าใจถึงความรู้สึกไร้ทางสู้แบบเดียวกับที่รอยแผลเป็นและเจ้าเสียงฮึดฮัดเคยรู้สึกเมื่อตอนเผชิญหน้ากับเขา
"เจ้ากลาตโตนีผู้ร่วงหล่นตนนี้น่าจะเป็นระดับหัวหน้าเขตของโลกนี้ หวังว่าแอร์ดรอปสีทองในวันพรุ่งนี้คงไม่ไปตกลงใกล้ๆ มันนะ" มู่หยางภาวนาอยู่ในใจ
เขารู้สึกว่ากลาตโตนีอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับนักบุญจอมปลอมผู้นั้น เพราะเขาไม่ได้รับแรงกดดันที่ชวนให้หายใจไม่ออกเหมือนตอนนั้น
แน่นอนว่านั่นไม่นับรวมตอนที่ถูกมันกลิ้งทับจนแทบแหลก เพราะแรงกดดันทางกายภาพแบบนั้นไม่ถือเป็นมาตรวัดความเกรงขาม
มู่หยางลากร่างกายที่ปวดร้าวระบมหลบซ่อนตัวไปตามซอกมุมของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ พลังชีวิตของเขาเหลือไม่ถึง 40% แถมอวัยวะภายในยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในสภาพนี้ เพียงแค่ผู้งมงายตะวันโลหิตอีกสองตัวก็เพียงพอจะปลิดชีพเขาได้แล้ว เขาจึงต้องคอยเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดทุกชนิด
จนกระทั่งกลับมาถึงพื้นที่เทวรูป ทุกคนเมื่อเห็นมู่หยางเดินโซเซกลับมาก็รีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเขาไว้ทันที
"แย่แล้ว! บุตรแห่งเทพได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสัตว์ประหลาดตะวันโลหิต!"
ชายคนหนึ่งตะโกนก้องพลางรีบวิ่งนำไปรายงานเหล่าบิชอป
กว่ามู่หยางจะถูกหามมาถึงหน้ามหาวิหารสุริยันโชติช่วง ลอยด์และเวเนียพร้อมด้วยคณะนักบวชลัทธิสุริยันแผดเผาก็มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
[ท่านได้รับผลเสริมพลัง "เยียวยาจุดแสง" 5 ชั้น ความเร็วในการสมานแผลเพิ่มขึ้นอย่างมาก, พลังชีวิต + 88 (ผลลัพธ์จากทักษะเดียวกันไม่สามารถทับซ้อนกันได้ทั้งหมด)]
[ท่านได้รับผลเสริมพลัง "พละกำลังไม่ย่อท้อ" 2 ชั้น อาการบาดเจ็บภายในฟื้นตัวในระดับปานกลาง ความเจ็บปวดลดลงอย่างมาก]
[ท่านได้รับ...]
ทักษะการรักษานับสิบถูกร่ายลงบนร่างของมู่หยางอย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วพริบตา อาการบาดเจ็บจากการถูกกลาตโตนีกลิ้งทับก็หายเป็นปลิดทิ้งราวกับไม่เคยเกิดขึ้น และพลังชีวิตก็กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
ในวินาทีนี้ เขาได้สัมผัสและดื่มด่ำกับการปรนนิบัติในระดับเดียวกับผู้รับสัญญาสายต่อสู้ของพาราไดซ์กลับชาติมาเกิด
มู่หยางลุกขึ้นยืนท่ามกลางฝูงชนพร้อมกับกล่าวขอบคุณ จากนั้นจึงเดินตามเหล่าอัครบิชอปเข้าไปในวิหาร
"เกิดอะไรขึ้น? ด้วยฝีมือระดับเจ้า ไม่น่าจะอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ขนาดนี้เพียงเพราะเจอผู้งมงายตะวันโลหิตธรรมดา"
ลอยด์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ มู่หยางรู้สึกว่าท่าทีของลอยด์ดูเปลี่ยนไป ราวกับว่าเขาได้มองทะลุปรุโปร่งถึงโลกทางโลกย์นี้แล้ว
"ข้าไปเจอเจ้ากลาตโตนีที่สูงกว่าสองเมตรเข้า แค่มันกลิ้งใส่ทีเดียววิญญาณข้าก็แทบจะหลุดออกจากร่าง"
มู่หยางยังคงรู้สึกเย็นสันหลัง เขาไม่อยากสัมผัสความรู้สึกที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นสาบเน่านั่นอีกเป็นครั้งที่สอง
"กลาตโตนีงั้นรึ? มันแข็งแกร่งเพียงใด?"
รั่วหลี่โผล่มาข้างหลังทั้งสามคนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ดูเหมือนนางจะสืบทอดวิชาเดินไร้เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของสองบิชอปมาได้เป็นอย่างดี
มู่หยางเริ่มชินกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เขาไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด และเริ่มอธิบายความแข็งแกร่งคร่าวๆ ของกลาตโตนีด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"มันอ้วนมาก อ้วนจนกลมเหมือนลูกบอลเลยล่ะ เพราะความสามารถของมันคือการใช้ร่างกายที่กลมกลึงนั่นกลิ้งเข้าใส่
ทั้งความแข็งแกร่งและความอดทนของมันสูงกว่าข้า มีเพียงสติปัญญาและเสน่ห์เท่านั้นที่ข้าเหนือกว่า พลังชีวิตของมันน่าจะมากกว่าข้าเกินเท่าตัว แต่ที่ข้าเสียท่าเพราะมันจู่โจมทีผลึก หากเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ข้าอาจจะไม่แพ้ก็ได้"
"ขนาดเทียบกับเจ้าแล้ว ยังถือว่าถูกข่มงั้นรึ..."
รั่วหลี่รู้ดีว่าค่าสถานะทั้งสองอย่างของมู่หยางนั้นแข็งแกร่งเพียงใด แข็งแกร่งพอจะทำให้ชายฉกรรจ์สองคนเงยหน้าไม่ขึ้น แต่ศัตรูที่พวกเขาเผชิญในครั้งนี้ไม่ใช่คน!
"อย่าเพิ่งตระหนกไป ข้าจะเป็นคนลงมือเอง หลังจากที่ข้าจากไปแล้ว เวเนีย เจ้าจงรับตำแหน่งอัครบิชอปแห่งมหาวิหารสุริยันโชติช่วง สาขาเมืองไลลา ต่อไป!"
ลอยด์ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม มือทั้งสองไพล่หลัง พลางแหงนหน้ามองฟ้าทำมุม 45 องศา หลังคาของวิหารแห่งนี้สามารถเปิดปิดได้เพื่อให้มองเห็นดวงตะวันได้ตลอดเวลา
ในขณะนั้น ลมเย็นๆ พัดมาเอื่อยๆ ทำให้อาภรณ์และเส้นผมของเขาปลิวไสว ส่งเสริมให้เขาดูเหมือนวีรบุรุษที่กำลังจะออกไปรบโดยไม่คิดชีวิต
"ท่านบ้าไปแล้วหรือ?"
เวเนียตกใจอย่างมาก แม้นางจะอยากเป็นอัครบิชอปเพียงใด แต่หากเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งคือความตายของลอยด์ นางย่อมปฏิเสธอย่างแน่นอน
อย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นสหายเก่าแก่กันมานานหลายสิบปี และมีความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อกัน
"ข้าไม่ได้บ้า ข้าแค่กำลังทำในสิ่งที่ควรทำ!"
ลอยด์ผายมือออก ราวกับว่าเขากำลังจะร่ายยาวเรื่อง "อำนาจ โชคชะตา และอุดมการณ์" ได้ทุกวินาที
"ลืมมันไปเสียเถอะ อย่าลืมว่าพวกสัตว์ประหลาดตะวันโลหิตไวต่อกลิ่นอายของสุริยันแผดเผามาก หากท่านลงมือเอง มันจะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?"
มู่หยางไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ตัวเขาเองมีกลิ่นอายสุริยันแผดเผาน้อยกว่าเวเนียเสียอีก แต่ขนาดมีทักษะเมฆาหมอกสลัวคอยพรางตัวอยู่ เขาก็ยังดึงดูดเจ้ากลาตโตนีมาจนได้
หากลอยด์ผู้เป็นอัครบิชอปที่มีกลิ่นอายสุริยันแผดเผาเข้มข้นที่สุดออกไปข้างนอก มีหวังได้ดึงดูดบอสตัวใหญ่ที่สุดของเมืองและฝูงมหาภัยตะวันโลหิตมาถล่มที่นี่แน่
"...เจ้าพูดถูก"
ลอยด์หน้าถอดสีทันที เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงถึงทำให้อยากออกไปฟาดฟันกับพวกผู้งมงายตะวันโลหิตขึ้นมา
"บุตรแห่งเทพ ตามข้ามาสักครู่"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ลอยด์ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินนำเข้าไปในส่วนลึกของวิหารโดยไม่หันกลับมามอง
"ท่านอัครบิชอป ท่านไม่เป็นไรแน่หรือ? วันนี้ท่านดูแปลกไปนะ"
มู่หยางเดินตามหลังพลางถามด้วยความฉงน
"ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความทรงจำของข้ามีปัญหาบางอย่าง ข้าเริ่มสงสัยว่าตัวข้ามีตัวตนอยู่จริงๆ หรือไม่..."
ลอยด์กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ก่อนที่มู่หยางจะได้แสดงความตกใจ ลอยด์ก็ได้ยื่นสิ่งหนึ่งส่งมาให้เขา
[หลักฐานแห่งสุริยันแผดเผาของอัครบิชอป]
แหล่งกำเนิด: ตะวันโลหิตสุริยันแผดเผา
ระดับ: ??
ประเภท: กุญแจโลก
ผลลัพธ์: สามารถติดตามกลิ่นอายของสุริยันแผดเผา และเข้าสู่โลกที่เกี่ยวข้องกับสุริยันแผดเผาได้
คำแนะนำ: ผู้รับสัญญาไม่ควรใช้กุญแจนี้ก่อนจะถึงระดับที่ 2 หรือ 3 มิเช่นนั้นหากเกิดผลลัพธ์ใดๆ ขึ้นต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง
คะแนน: ??
คำอธิบาย: หลักฐานยืนยันตัวตนอัครบิชอปแห่งลัทธิสุริยันโชติช่วง บางทีเขาอาจค้นพบอะไรบางอย่าง จึงได้มอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า
ราคา: 100,000 เหรียญพาราไดซ์ + 1 ผลวิญญาณ
...
"เจ้าไปก่อนเถอะ ข้าอยากอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก..."
"ตกลง"
มู่หยางพยักหน้าเงียบๆ แล้วหมุนตัวเดินจากมา
ลอยด์ยืนอยู่ในห้องทำงานของเขา ดวงตาหลุบต่ำ จมดิ่งลงในความคิดอันล้ำลึก
หลังจากผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เขาเริ่มร่ายมนตร์ตราด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย อักขระเวทที่เป็นตัวแทนของการผนึกปรากฏขึ้น แต่เขากลับลังเลที่จะตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
แม้ว่าโลกใบนี้อาจจะเป็นเพียงสิ่งลวงตา แต่อย่างน้อยจิตสำนึกของเขาก็มีอยู่จริง และความสัมพันธ์ของเขาก็เป็นเรื่องจริง...
แน่นอนว่ามู่หยางไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหลังเขา แต่เขาก็ประหลาดใจกับการ "ตื่นรู้" อย่างกะทันหันของท่านอัครบิชอป
บางทีอาจเป็นเพราะโลกต้นแบบที่ถูกฉายออกมานั้นมีความพิเศษเกินไป จนมีช่องโหว่ปรากฏบนพื้นผิวมากมาย ซึ่งทำให้ลอยด์สังเกตเห็นเบาะแสบางอย่าง
ส่วนอีกฝ่ายจะตัดสินใจทำเช่นไรต่อไปนั้น...
เขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ และเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะไปหยุดยั้งมันได้เช่นกัน
มู่หยางสงสัยอย่างหนักว่าตะวันโลหิตอาจมีความเกี่ยวข้องกับห้วงอเวจี เพราะห้วงอเวจีมักจะให้ความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่เย้ายวนให้ผู้คนร่วงหล่นลงไป และผู้ที่ร่วงหล่นลงไปแล้วมักจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ ซึ่งจุดเหล่านี้คล้ายคลึงกับตะวันโลหิตมาก
อย่างไรก็ตาม พาราไดซ์กลับชาติมาเกิดย่อมไม่บ้าคลั่งถึงขนาดไปดึงเอาตะวันโลหิตของจริงมาแน่ อย่างมากก็น่าจะเป็นเพียงการฉายภาพกลิ่นอายเพียงเล็กน้อยของมันออกมาเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรประมาทเด็ดขาด
หลังจากปรึกษาแผนการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้กับรั่วหลี่ ทั้งสองก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากเจอสถานการณ์ที่วิกฤตถึงแก่ชีวิต พวกเขาจะรีบส่งภารกิจหลักและกลับสู่พาราไดซ์กลับชาติมาเกิดทันที ไม่ว่าแอร์ดรอปสีทองจะเย้ายวนเพียงใด แต่พวกเขาก็ต้องมีชีวิตรอดกลับไปใช้รางวัลเหล่านั้นให้ได้
วันเวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปท่ามกลางความเงียบงัน
และแล้ว...
วันที่สี่ก็มาถึง