- หน้าแรก
- กลับสู่หมู่บ้านบนภูเขาเล็กๆ
- บทที่ 1 ยอดพธูของคนเถื่อน
บทที่ 1 ยอดพธูของคนเถื่อน
บทที่ 1 ยอดพธูของคนเถื่อน
บทที่ 1 ยอดพธูของคนเถื่อน
ฉินฉยงเพิ่งจะเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมกระบองคู่ในลานประลองวรยุทธดอกเหมย ทันใดนั้นม้าตัวหนึ่งก็ควบตะบึงออกมาจากภายใต้ธงเหลืองฝั่งตรงข้าม...
เกาหมิงเฉิงหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงเล่าขานตำนานวีกรรมแห่งราชวงศ์สุยและถังจากวิทยุภายในบ้านอย่างตั้งใจ หลังจากฟังไปได้เพียงไม่กี่ประโยค เขาก็รู้ได้ทันทีว่าขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว
ทุกวันในช่วงเวลาเที่ยงถึงเที่ยงครึ่ง ผู้คนจะตั้งใจรอฟังนิยายเรื่องตำนานราชวงศ์สุยและถังผ่านทางวิทยุ ในยามนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านมักจะมารวมตัวกันตามบ้านที่มีวิทยุเพื่อรับฟังไปพร้อมกัน
ทว่าเกาหมิงเฉิงไม่ได้หยุดฟังต่อ เขาสะพายปลาตัวผู้ที่มีน้ำหนักราวห้าถึงหกชั่ง แล้วเดินไปตามทางเดินเล็กๆ มุ่งหน้าสู่เนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง
บนเนินเขานั้นมีบ้านชั้นเดียวขนาดสามห้องตั้งอยู่
ส่วนล่างของบ้านก่อด้วยอิฐหิน ขณะที่ส่วนบนประกอบขึ้นจากแผ่นไม้ บ้านทั้งหลังดูเหมือนการนำวัสดุต่างชนิดมาปะติดปะต่อกัน จนแลดูซอมซ่อและยากจนข้นแค้น
แต่เมื่อเกาหมิงเฉิงมองเห็นบ้านหลังนี้ หัวใจของเขากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
เขาขยับปลาตัวใหญ่ในมือเพื่อหยั่งน้ำหนัก ความกล้าพลันบังเกิดขี้นมาทันที ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงไปยังบ้านหลังนั้น
ทว่าเพียงแค่ก้าวพ้นธรณีประตู เขาก็ต้องเผชิญกับไม้กวาดที่ฟาดลงมาอย่างดุดัน
เกาหมิงเฉิงนั้นว่องไวไม่เบา เขารีบถอยหลังกลับไปสองก้าวแล้วเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด
ในจังหวะนั้นเอง หญิงวัยห้าสิบเศษคนหนึ่งถูกไม้กวาดฟาดจนต้องถอยกฤดออกมาอย่างเสียหลัก หากเกาหมิงเฉิงหลบไม่ทัน เขาคงชนเข้ากับนางอย่างจัง
"ออกไปนะ! ถ้ายังไม่ไป ฉันจะตีให้ฟันร่วงหมดปากเลย!" ผู้ที่ถือไม้กวาดอยู่นั้นคือหญิงสาวผู้งดงามคนหนึ่ง แก้มของนางแดงระื่อด้วยแรงอารมณ์ รัศมีรอบกายแผ่ซ่านไปด้วยความงามที่เผ็ดร้อนดั่งไฟ
เกาหมิงเฉิงที่ยืนอยู่ตรงประตู เมื่อได้เห็นหญิงสาวผู้นี้ ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย
ภรรยาของเขาในยามสาวช่างงดงามเหลือเกิน ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกดาราดังๆ เหล่านั้นเลยสักนิด!
"สวีตัวเหมย! นังเด็กไม่มีพ่อแม่ นังตระกูลไร้ทายาท! เป็นบุญหัวของแกแค่ไหนแล้วที่ลูกชายฉันมาชอบ อย่าหวังเลยว่าในหมู่บ้านนี้จะมีใครหน้าไหนเอาแกอีกนอกจากลูกฉัน!" หญิงวัยห้าสิบกว่าคนนั้นเป็นพวกเจนโลก นางเท้าสะเอวด่าทออย่างเกรี้ยวกราดในขณะที่ยังคอยหลบหลีกคมไม้กวาดไปด้วย
"ถุย! นังแก่หน้าไม่อาย! ลูกชายป้าเป็นคนประเภทไหนกันเชียว หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาเสียบ้าง!"
สวีตัวเหมยหาได้หวาดกลัวไม่ มารดาของนางจากไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ส่วนบิดาก็เพิ่งสิ้นใจไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ครอบครัวมีเพียงพี่น้องสี่สาวพี่น้อง ไร้ซึ่งพี่ชายน้องชายคอยคุ้มครองบ้าน นางจึงคุ้นชินกับการถูกชาวบ้านรังแกมาตั้งแต่เด็ก
แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ สวีตัวเหมยกลับไม่ได้มีนิสัยอ่อนแอหรือขี้ขลาด ตรงกันข้าม นางกลับกลายเป็นคนใจเด็ดเผ็ดร้อน ใครที่กล้ามาหาเรื่องรังแกกันต่อหน้า นางเป็นต้องถลกแขนเสื้อสู้ตายทุกรายไป!
"ลูกชายป้าอายุก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว แถมยังตีเมียเก่าจนตายคามือ ยังกล้าเสนอหน้ามาขอน้องแต่งงานอีกเหรอ? ฝันไปเถอะ! ออกไปให้พ้น!" สวีตัวเหมยกวัดแกว่งไม้กวาดฟาดใส่หญิงคนนั้นไปหลายที จนอีกฝ่ายต้องถอยกรูดไม่เป็นขบวน
ในขณะนั้นเอง ดูเหมือนนางจะสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
"โอ๊ย!"
เป็นการล้มที่แรงเอาการจนกระดูกสะโพกของนางส่งเสียงประท้วงด้วยความเจ็บปวด
"อ้าว ป้าหวงนี่เอง เสียใจด้วยนะจ๊ะ พอดีฉันมองไม่เห็น" เกาหมิงเฉิงชักเท้าที่ยื่นออกมากลับคืนแล้วกล่าวอย่างไม่ยี่หระ เมื่อป้าหวงสบตากับเขาเข้า ปากที่เตรียมจะพ่นคำด่าก็พลันหุบสนิททันที
เหตุใดเกาหมิงเฉิงถึงมาอยู่ที่นี่? นางเหลือบมองเกาหมิงเฉิงที มองสวีตัวเหมยที ในใจเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา
ป้าหวงไม่พอใจนักที่จัดการเรื่องแต่งงานให้ลูกชายไม่สำเร็จ แต่ต่อหน้าเกาหมิงเฉิง นางก็ไม่กล้าโอ้เอ้อยู่นาน เพราะเกาหมิงเฉิงคนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมาล้อเล่นด้วยได้ เขาเป็นพวกชอบหาเรื่องและได้ชื่อว่าเป็นชายหนุ่มที่น่าเกรงขามที่สุดในหมู่บ้าน
ด้วยความขยาดในตัวเกาหมิงเฉิง ป้าหวงจึงได้แต่พ่นลมหายใจฮึดฮัด แล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
สวีตัวเหมยเองก็เห็นเกาหมิงเฉิงเช่นกัน ความโกรธของนางยังไม่มอดดับลง นางโยนไม้กวาดลงพื้นอย่างแรง
นางไม่ได้สนใจเกาหมิงเฉิง แต่กลับหันไปมองในบ้านแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง "พี่รอง! พี่เขย! ทำไมไม่มาช่วยฉันสู้บ้างล่ะ?"
นางรู้สึกไม่พอใจและสายตาก็ฉายแววตัดพ้อ
เกาหมิงเฉิงมองเข้าไปในบ้านเช่นกัน มีคนสองคนยืนอยู่ด้านใน คนหนึ่งคือสวีตู้ พี่สาวคนที่สองของสวีตัวเหมย ส่วนอีกคนคือจางเฉิงหยวน สามีของสวีตู้ ทว่าเนื่องจากจางเฉิงหยวนแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง สวีตัวเหมยจึงไม่ได้เรียกเขาว่าพี่เขย แต่เรียกว่าพี่เฉยๆ
จางเฉิงหยวนเป็นคนเก็บตัว เป็นประเภทที่ต่อให้เอาไม้สามฟุตมาฟาดก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ ด้วยนิสัยเช่นนี้บวกกับการเป็นลูกเขยที่แต่งเข้าบ้าน เขาจึงมักถูกคนในหมู่บ้านรังแกอยู่บ่อยครั้ง ในชาติปางก่อน หลังจากเกาหมิงเฉิงและสวีตัวเหมยแต่งงานกัน เขาก็มักจะเข้ามาคอยช่วยเหลือเสมอ
อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีเขา ครอบครัวของพี่สาวคนที่สองของสวีตัวเหมยคงยากที่จะตั้งตัวได้ในหมู่บ้านแห่งนี้
หลังจากถูกสวีตัวเหมยคาดคั้น สวีตู้ก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน นางกระซิบตอบเบ่าๆ "พี่ชายของป้าหวงเป็นถึงรองกรรมาธิการทหารของฟาร์มดาวแดงเชียวนะ..."
สวีตัวเหมยยิ่งโกรธจัดและแผดเสียงขึ้น "แล้วยังไง? เป็นรองกรรมาธิการทหารแล้วยังไงล่ะ? ฟาร์มดาวแดงจะข้ามเขตมาปกครองหมู่บ้านสกุลเกาของเราได้หรือไง? มันอยู่ไกลกันเป็นหมื่นๆ ลี้!"
ฟาร์มดาวแดงนั้นไม่ได้อยู่ไกลจากหมู่บ้านสกุลเกาเป็นหมื่นลี้หรอก แต่มันห่างออกไปราวห้าสิบถึงหกสิบหลี่
เกาหมิงเฉิงก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวแล้วยื่นมือไปลูบหลังสวีตัวเหมยเพื่อปลอบโยน "อย่าโกรธเลยนะ อย่าโกรธเลย"
แต่สวีตัวเหมยหาได้รับไมตรีนั้นไม่ นางรีบเบี่ยงตัวหลบ ดวงตากลมโตเป็นประกายน้ำจ้องมองเกาหมิงเฉิงอย่างไม่เป็นมิตร
ทว่าแม้จะถูกถลึงตาใส่ เกาหมิงเฉิงกลับไม่โกรธเลยสักนิด ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม มีเพียงประกายแห่งความถวิลหาที่วูบไหวอยู่ในส่วนลึกของดวงตา
การได้เป็นหนุ่มอีกครั้งมันช่างดีเหลือเกิน การมีพละกำลังเช่นนี้มันช่างวิเศษนัก!
มันดีกว่าความอ่อนแอในยามที่ต้องนอนรอความตายบนเตียงเหมือนในชาติก่อนเป็นไหนๆ!
สวีตัวเหมย ในชาตินี้ฉันจะไม่ยอมให้เธอต้องเป็นมะเร็งเต้านมอีก และจะไม่ยอมให้เธอต้องแบกรับความคับข้องใจและความทุกข์ยากเพียงลำพังเด็ดขาด!
เกาหมิงเฉิงสาบานในใจเงียบๆ ก่อนจะส่งปลาตัวผู้ในมือให้สวีตัวเหมย "เอ้า เอาไปกินเสียซิ! รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง?"
สวีตัวเหมยจ้องมองปลาตัวโต ประกายแห่งความยินดีพาดผ่านดวงตาของนางวูบหนึ่ง ครอบครัวของนางยากจน ได้กินเนื้อเพียงปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น วันปกติอย่างมากก็ได้เพียงปลาน้อยกุ้งฝอยมาพอแก้ขัด แต่ปลาตัวผู้ขนาดใหญ่เช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก
นางรับปลาไปแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัว แต่ก็ยังไม่วายพึมพำ "มีอะไรน่าดีใจกัน? ไม่มีน้ำมันทำออกมาก็ไม่อร่อยหรอก แล้วกว่าจะทำให้อร่อยได้ ไม่รู้ต้องเปลืองน้ำมันไปเท่าไหร่!"
เกาหมิงเฉิงเดินตามหลังนางไปติดๆ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
หลังจากการเกิดใหม่ สิ่งแรกที่เขาปรารถนาจะทำคือการได้เห็นหน้าภรรยาในอนาคต
ดูเถิด ภรรยาของเขาช่างดูอ่อนเยาว์ งดงาม และแข็งแรงเหลือเกินในยามนี้!
"เธอแค่ทอดปลาก็พอ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันฉันจะเอาน้ำมันมาส่งให้เอง!"
"เงินก็ไม่มี จะไปเอาน้ำมันมาจากไหน?"
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน!"
สวีตัวเหมยเหลือบมองเขาอย่างไม่เชื่อถือ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เกาหมิงเฉิงก็โพล่งขึ้นมาว่า "ตัวเหมย แต่งงานกับฉันไหม?"
สวีตัวเหมยที่กำลังขูดเกล็ดปลาอยู่ถึงกับชะงัก มีดทำครัวในมือเกือบจะบาดนิ้วตัวเอง
นางเงยหน้าขึ้นมองเกาหมิงเฉิง ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกและประหลาดใจ และแน่นอนว่าลึกๆ แล้วมีความยินดีซ่อนอยู่
พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เกาหมิงเฉิงเป็นคนเที่ยงธรรมที่คอยช่วยเหลือนางมาตั้งแต่เด็ก และมักจะส่งอาหารมาให้บ้างเป็นครั้งคราว หากจะบอกว่านางไม่ชอบเขาก็คงจะเป็นคำโกหก
แต่การที่เกาหมิงเฉิงมาขอแต่งงานตรงๆ เช่นนี้ นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ
การถูกขอแต่งงานอย่างกะทันหันทำให้แก้มของสวีตัวเหมยร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน นางอยากจะหลบสายตา แต่ทว่าสายตาของเกาหมิงเฉิงนั้นช่างเร่าร้อนและตรงไปตรงมาเสียนจนนางไม่อาจละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว
เกาหมิงเฉิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ในชาติก่อน กว่าที่เขาและสวีตัวเหมยจะได้แต่งงานกันก็ล่วงเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีแปดเจ็ด แต่ในเมื่อเขาได้โอกาสเกิดใหม่แล้ว เขาย่อมต้องรีบรับภรรยาเข้าบ้านให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสิ!