- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 36 ข้ามาหลบฝน
บทที่ 36 ข้ามาหลบฝน
บทที่ 36 ข้ามาหลบฝน
บทที่ 36 ข้ามาหลบฝน
"ต้องขออภัยแม่นางเว่ยด้วยจริงๆ หูเฟิงมันเป็นเด็กไม่รู้จักกาลเทศะ พูดจาล่วงเกินเจ้าไปบ้าง"
การเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหันของผู้อาวุโสสวี่ ทำเอาเว่ยเหมี่ยวถึงกับทึ่งเลยทีเดียว สมแล้วที่เขาว่ากันว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อำนาจบารมีและความสามารถก็คือใบเบิกทางชั้นดี การทำตัวประจบสอพลอคนใหญ่คนโตนี่มันมีให้เห็นอยู่ทุกที่จริงๆ
ตอนแรกเว่ยเหมี่ยวก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่า การเอาชื่อท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวมาแอบอ้างแบบนี้ มันจะส่งผลเสียอะไรหรือเปล่า แต่เยี่ยเซียวอวิ๋นกลับบอกให้นางสบายใจได้ เพราะอีกไม่เกินสองวัน ท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวก็จะประกาศปิดด่านบำเพ็ญเพียรแล้ว
เว่ยเหมี่ยวรู้สึกประหลาดใจมาก ทั้งเสิ่นมู่ไป๋และเยี่ยเซียวอวิ๋นต่างก็รู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของหอหลิงเซียวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเยี่ยเซียวอวิ๋น ส่วนเสิ่นมู่ไป๋นั้นเคยมาอาศัยอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะถูกตระกูลอัปเปหิ แต่เยี่ยเซียวอวิ๋นนี่สิ เหมือนจะเคยมาที่นี่ด้วยเหมือนกัน แต่พอถามเข้าก็เอาแต่อ้ำอึ้งไม่ยอมบอกความจริง
ช่างเถอะ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก สักวันความจริงก็ต้องปรากฏอยู่ดี
เว่ยเหมี่ยวดึงสติกลับมา ผู้อาวุโสสวี่ก็เริ่มบรรยายเรื่องยันต์แล้ว นางมองซ้ายมองขวา ก็พบว่ามีแค่นางคนเดียวที่ไม่มีตำราเรียน เว่ยเหมี่ยวจึงสะกิดเซี่ยหมู่ที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ แล้วกระซิบถามว่า
"สหาย ขอดูตำราของเจ้าด้วยคนได้ไหม ข้าไม่มีตำราน่ะ"
เซี่ยหมู่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนตำราไปทางเว่ยเหมี่ยวเล็กน้อย เว่ยเหมี่ยวกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ แล้วก็เริ่มตั้งใจฟังการบรรยาย
แต่พอฟังไปได้ไม่ถึงครึ่ง เว่ยเหมี่ยวก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สิ่งที่ผู้อาวุโสสวี่กำลังสอนอยู่คือยันต์ระดับกลางและระดับสูง ซึ่งมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดเยอะมาก ลำพังแค่ยันต์แผ่นเดียวก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึงสามสี่วันแล้ว แต่ผู้อาวุโสสวี่กลับสอนเร็วเป็นจรวด ทำให้เว่ยเหมี่ยวตามเนื้อหาไม่ทันเลย
เห็นทีนางคงต้องกลับไปฝึกเขียนยันต์ระดับต่ำตามเดิมแล้วล่ะมั้ง การปูพื้นฐานให้แน่นๆ ไว้ก่อน น่าจะดีกว่าการฝืนกระโดดข้ามขั้น
เว่ยเหมี่ยวส่งยิ้มบางๆ ให้เซี่ยหมู่ "เจ้าดูไปเถอะสหาย ข้าไม่ดูแล้วล่ะ"
เซี่ยหมู่ทำหน้างง "อ้าว ทำไมล่ะ"
เว่ยเหมี่ยวยักไหล่ "อ่านไม่รู้เรื่องน่ะสิ"
เซี่ยหมู่ "..."
แต่พอเซี่ยหมู่มาลองคิดดูดีๆ ก็รู้สึกว่ามันก็สมเหตุสมผลอยู่นะ เว่ยเหมี่ยวเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นจู้จี (สร้างรากฐาน) ตอนปลาย ตามหลักแล้วก็ควรจะกำลังเรียนเรื่องยันต์ระดับกลางอยู่ ถ้าอย่างนั้น ยันต์ระดับกลางนางก็น่าจะพอเข้าใจบ้างสิ
เซี่ยหมู่ชำเลืองมองดูแผ่นกระดาษที่เว่ยเหมี่ยวกำลังฝึกเขียนอยู่ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง มันเต็มไปด้วยยันต์วายุคลั่งระดับต่ำที่เขียนไว้จนเบียดเสียดยัดเยียด แถมยังมีลวดลายยันต์ระดับต่ำชนิดอื่นๆ ปะปนอยู่ด้วย
สิ่งที่ทำให้เซี่ยหมู่รับไม่ได้มากที่สุดก็คือ อุปกรณ์ที่เว่ยเหมี่ยวใช้สำหรับฝึกเขียน พู่กันที่ใช้ก็บานจนขนแตกปลาย หมึกก็เป็นหมึกราคาถูกที่สุดในตลาด แถมกระดาษที่ใช้ก็ยังเป็นกระดาษคุณภาพต่ำตมสุดๆ พอหยดหมึกลงไปปุ๊บก็ซึมเลอะเทอะไปหมด
ถ้าเยี่ยเซียวอวิ๋นมาเห็นเข้าล่ะก็ คงได้สวดส่งนางชุดใหญ่แน่ๆ เพราะพู่กัน หมึก และกระดาษที่เขาเตรียมมาให้เว่ยเหมี่ยวนั้น ล้วนแต่เป็นของชั้นยอดทั้งสิ้น แต่ว่ยเหมี่ยวกลับมองว่าของดีๆ แบบนั้น ควรเอาไว้ใช้ตอนที่เขียนยันต์จริงจังจะดีกว่า ขืนเอามาใช้ซ้อมขีดๆ เขียนๆ แบบนี้ มันก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไปหน่อย
ก็แค่ฝึกซ้อมนี่นา เหมือนตอนที่ทดเลขในกระดาษทดสมัยก่อนนั่นแหละ จะเขียนให้มันยุ่งเหยิงขยุกขยุยแค่ไหนก็ช่างมันเถอะ เอาไว้ตอนลงสนามจริงค่อยเขียนให้มันสวยงามเป็นระเบียบก็พอแล้ว
ผู้อาวุโสสวี่บรรยายอยู่หน้าชั้นเรียนจนน้ำลายแตกฟอง ส่วนเว่ยเหมี่ยวก็ก้มหน้าก้มตาฝึกเขียนยันต์อยู่หลังห้องอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทั้งยันต์วายุคลั่ง ยันต์ชำระล้าง ยันต์อสนีบาต และอื่นๆ อีกมากมาย เว่ยเหมี่ยวเปิดตำรายันต์ระดับต่ำดู แล้วก็ลงมือเขียนตามอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตลอดทั้งคาบเรียน เว่ยเหมี่ยวฝึกเขียนยันต์ระดับต่ำไปจนเกือบครบทุกชนิด พลังจิตในทะเลวิญญาณถูกดึงไปใช้เพียงครึ่งเดียว ถือว่าไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรมากมายนัก เว่ยเหมี่ยวขยี้ตาที่เริ่มจะแห้งผาก เตรียมตัวจะเก็บของกลับห้องพัก
เซี่ยหมู่เดินออกจากห้องเรียนไปก่อนเว่ยเหมี่ยว เขารีบพุ่งตรงไปหาท่านเจ้าสำนัก เพื่อจะไปถามให้รู้เรื่องว่าเมื่อคืนนี้ท่านเจ้าสำนักได้เรียกพบเว่ยเหมี่ยวจริงหรือไม่ แต่เพิ่งจะเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็บังเอิญไปเจออวี่เหลียนเข้าเสียก่อน
"ท่านเจ้าสำนักอยู่ไหน ข้ามีธุระด่วนจะไปถามท่านน่ะ" เซี่ยหมู่ถามอย่างร้อนรน
อวี่เหลียนชูม้วนคัมภีร์ในมือขึ้นแกว่งไปมา "เจ้ามาไม่ทันแล้วล่ะ ท่านเจ้าสำนักเพิ่งจะประกาศปิดด่านบำเพ็ญเพียรเมื่อกี้นี้เอง คาดว่าคงจะใช้เวลาสักประมาณหนึ่งเดือน คำสั่งเพิ่งจะถูกส่งลงมา ข้าก็กำลังจะเอาไปติดประกาศอยู่นี่ไง"
"มีอะไรหรือเปล่า เจ้ามีธุระด่วนอะไร"
เซี่ยหมู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องที่เว่ยเหมี่ยวพูดในห้องเรียนให้อวี่เหลียนฟัง เขาแอบสงสัยว่าเว่ยเหมี่ยวต้องแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกแน่ๆ
อวี่เหลียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะให้ความเห็น "ท่านเจ้าสำนักอาจจะเคยเรียกพบนางจริงๆ ก็ได้นะ ก่อนที่จะปิดด่าน ท่านก็ยังกำชับข้าให้คอยดูแลนางเป็นพิเศษเลย"
เซี่ยหมู่ถามกลับอย่างระแวง "เจ้าแน่ใจนะว่าท่านเจ้าสำนักไม่ได้พูดประชดน่ะ"
อวี่เหลียนเริ่มจะมีน้ำโห "ข้าคอยรับใช้ท่านเจ้าสำนักมาตั้งสิบเก้าปี ทำไมข้าจะไม่รู้ล่ะว่าท่านหมายความว่าอย่างไร"
เซี่ยหมู่กอดอก "สิบเก้าปีที่ผ่านมา เจ้าตีความคำสั่งผิดไปตั้งกี่ครั้งแล้ว เจ้าจำไม่ได้หรือไง ไม่รู้ว่าท่านเจ้าสำนักทนใช้คนแบบเจ้ามาได้ยังไง"
อวี่เหลียนหยิบม้วนคัมภีร์อีกม้วนขึ้นมา ฟาดเข้าที่อกของเซี่ยหมู่ "อย่ามาปากดีนะ ขี้เกียจเถียงด้วยแล้ว เอาลายมือของท่านเจ้าสำนักไปดูเองเลยไป"
เซี่ยหมู่คลี่ม้วนคัมภีร์ออกดู ก็พบว่าในตอนท้ายของคัมภีร์ มีข้อความที่เขียนกำกับไว้เกี่ยวกับเว่ยเหมี่ยวจริงๆ
'หากศิษย์เว่ยเหมี่ยวจากสำนักอู๋ซ่างไม่ได้มีพฤติกรรมน่าสงสัย ก็จงดูแลนางฉันมิตรในฐานะศิษย์แลกเปลี่ยนทั่วไป แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ให้คอยจับตาดูและรายงานความเคลื่อนไหวของนางให้ข้าทราบทุกวัน'
เซี่ยหมู่เงยหน้าขึ้นมองอวี่เหลียน "ท่านเจ้าสำนักต้องการจะสื่ออะไรเนี่ย"
"ก็คงจะวางใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงกับเชื่อใจเต็มร้อยกระมัง โรคเก่าของท่านเจ้าสำนักก็กำเริบหนักขึ้นทุกวัน สติสัมปชัญญะก็เริ่มจะเลอะเลือน ไม่รู้ว่างานประลองสำนักครั้งนี้ ท่านจะสามารถออกไปเป็นประธานได้หรือเปล่า บรรดาผู้อาวุโสก็พากันจ้องจะงาบตำแหน่งกันตาเป็นมันเชียวล่ะ"
อวี่เหลียนรับม้วนคัมภีร์คืนมา แหงนหน้ามองดอกรุ่งอรุณที่ห้อยระย้าลงมา พลางถอนหายใจด้วยความกังวล "เมื่อไม่นานมานี้ หนิงจื้อเพิ่งจะทำนายดวงชะตาของหอหลิงเซียวเอาไว้ว่า กำลังจะมีพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำเข้ามา หวังว่าในช่วงหนึ่งเดือนนี้ จะไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นนะ ลำพังแค่ปัญหาความวุ่นวายภายในหอหลิงเซียวก็หนักหนาสาหัสพออยู่แล้ว"
เซี่ยหมู่ขมวดคิ้ว "คำทำนายของหนิงจื้อน่ะแม่นยำแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ แล้วนางได้บอกวิธีแก้เคล็ดไว้บ้างไหม"
"นางบอกว่าวิธีแก้อยู่ในหอหลิงเซียวนี่แหละ พวกเราต้องช่วยกันตามหาให้เจอ"
เซี่ยหมู่ทอดถอนใจออกมาเบาๆ แสงแดดที่สาดส่องลงมาในวันนี้ช่างเจิดจ้าเสียเหลือเกิน ความเน่าเฟะที่ซุกซ่อนอยู่ภายในหอหลิงเซียว ช่างขัดแย้งกับภาพความเจริญรุ่งเรืองที่เห็นอยู่ภายนอกอย่างสิ้นเชิง เขามีลางสังหรณ์ว่า ในเร็วๆ นี้ หอหลิงเซียวคงจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเป็นแน่
เว่ยเหมี่ยวนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง พลางหยิบป้ายหยกสื่อสารขึ้นมาดู เสิ่นมู่ไป๋ส่งข้อความมาบอกว่า ปลายเดือนนี้จะมีศิษย์พี่คนใดคนหนึ่ง เดินทางมาที่หอหลิงเซียวด้วย แต่ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเป็นใคร
มุ่งมั่นร้อยวันฉันต้องบรรลุหยวนอิง: 'พวกท่านจะมาทำอะไรที่หอหลิงเซียวเนี่ย จะมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยหรือ'
ข้าไม่เคยหลงทาง: 'ตาเฒ่าสวินเป็นคนจัดการน่ะ ท่านบอกว่าวิญญาณบรรพชนสัมผัสได้ถึงลางร้ายบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในหอหลิงเซียว ก็เลยส่งพวกเรามาคอยคุ้มครองเจ้าน่ะสิ'
มุ่งมั่นร้อยวันฉันต้องบรรลุหยวนอิง: 'วิญญาณบรรพชนมีญาณหยั่งรู้ถึงขนาดนี้เลยหรือเนี่ย สุดยอดไปเลย! แล้วทำไมไม่รีบเรียกตัวข้ากลับสำนักไปเลยล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋: 'วิญญาณบรรพชนมีญาณหยั่งรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าน่ะ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่ไม่ยอมเรียกตัวเจ้ากลับมาตอนนี้ ก็เพราะว่าในวิกฤติมักจะมีโอกาสซ่อนอยู่ ท่านอยากให้เจ้าฉวยโอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดไงล่ะ'
เว่ยเหมี่ยว "..." ถึงกับพูดไม่ออก สมแล้วที่เป็นวิญญาณบรรพชนของนางจริงๆ
เยี่ยเซียวอวิ๋น: 'วันนี้เจ้าไปเรียนที่หอหลิงเซียวมา เป็นอย่างไรบ้าง'
มุ่งมั่นร้อยวันฉันต้องบรรลุหยวนอิง: 'ก็ดีกว่าชีวิตหมานิดนึง'
บุรุษที่หล่อที่สุดในเผ่ามาร: 'ความเป็นจริงมันมักจะเลวร้ายกว่านั้นเสมอแหละ ก็แปลว่าชีวิตบัดซบยิ่งกว่าหมาสินะ'
เว่ยเหมี่ยวคร้านจะต่อปากต่อคำกับเจียงซวี่ นางโยนป้ายหยกสื่อสารทิ้งไปไว้ข้างตัว พลิกตัวนอนหงาย แล้วเริ่มปล่อยความคิดให้ล่องลอย
หอหลิงเซียวกำลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่นะ โหลวซวงซิ่นกับน้องชายฝาแฝดของเขามีความลับอะไรซ่อนอยู่ แล้วทำไมท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวถึงมาประกาศปิดด่านบำเพ็ญเพียรเอาในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ทำให้เว่ยเหมี่ยวหลุดออกจากภวังค์ นางเดินไปที่หน้าต่าง แล้วผลักบานหน้าต่างออก ท้องฟ้าที่เมื่อเช้ายังสว่างไสว ตอนนี้กลับถูกเมฆดำทะมึนปกคลุมไปทั่ว สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ในหมู่เมฆเป็นระยะๆ บ่งบอกว่าพายุฝนฟ้าคะนองกำลังจะเทกระหน่ำลงมาในไม่ช้านี้
"ก๊อกๆๆ"
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เว่ยเหมี่ยวจึงร้องถามออกไป "ใครน่ะ มีธุระอะไรหรือ"
ไม่มีเสียงตอบรับ
รังสีอำมหิตที่แฝงมากับความหนาวเย็นยะเยือก พุ่งทะลุผ่านบานประตูเข้ามาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะเลือนหายไป เว่ยเหมี่ยวรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพียงชั่วพริบตา ยันต์สังหารทั้งห้าแผ่นที่เยี่ยเซียวอวิ๋นเคยมอบให้ ก็มาปรากฏอยู่ในมือของนางอย่างพร้อมเพรียง ยันต์แต่ละแผ่นมีอานุภาพที่แตกต่างกันไป แต่ล้วนแล้วแต่สามารถปลิดชีพศัตรูได้ในพริบตา
"ใครน่ะ ทำไมถึงไม่ยอมพูด"
"ก๊อกๆๆ"
เสียงตอบรับที่ได้ มีเพียงเสียงเคาะประตูที่ดังก้องเป็นจังหวะเดิมๆ
เว่ยเหมี่ยวพยายามย่องฝีเท้าให้เบาที่สุด เดินเข้าไปใกล้ประตู มือขวาที่กำยันต์เอาไว้แอบซ่อนอยู่ด้านหลัง นางอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมรบขั้นสูงสุด หัวใจเต้นรัวแรงราวกับตีกลองรบ
รังสีอำมหิตเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปจะสามารถแผ่ซ่านออกมาได้อย่างแน่นอน เว่ยเหมี่ยวไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า หากอีกฝ่ายลงมือโจมตี นางจะสามารถซัดยันต์ออกไปได้ทันท่วงทีหรือไม่
ขณะที่มือของเว่ยเหมี่ยวจวนจะเอื้อมไปแตะบานประตูนั้นเอง
"แอ๊ด" จู่ๆ บานประตูก็ถูกเปิดออก
สายลมที่อบอ้าวและชื้นแฉะของพายุฝน พัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า ลมพัดให้บานประตูแง้มออกกว้างขึ้นอีกนิด เงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเอาเว่ยเหมี่ยวถึงกับชะงักงัน
นางรีบซ่อนยันต์ไว้ในแขนเสื้อ ดึงบานประตูให้เปิดกว้างขึ้น แล้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย
"สหายโหลวหรือ"
นอกจากชุดที่เปลี่ยนเป็นสีขาวแล้ว โหลวซวงซิ่นก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเย็นชาและไร้อารมณ์เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่ที่ทำให้เว่ยเหมี่ยวรู้สึกทึ่งก็คือ น้องชายฝาแฝดในคราบวิญญาณของเขา วันนี้กลับมาในชุดกระโปรงสีดำสนิท ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้นางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่เว่ยเหมี่ยวเพิ่งรู้ว่าวิญญาณก็สามารถเปลี่ยนชุดได้ด้วย
โหลวซวงซิ่นอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะยืนจ้องหน้าเว่ยเหมี่ยวเงียบๆ
"สหายโหลว มีธุระอะไรหรือ ถ้าไม่มีข้าจะขอตัวไปพักผ่อนแล้วนะ"
เว่ยเหมี่ยวแทบอยากจะสวนกลับไปว่า 'ถ้ามีอะไรก็รีบพ่นออกมา ถ้าไม่มีก็ไสหัวไปซะ' แต่ด้วยความที่โหลวซวงซิ่นมีฝีมือร้ายกาจ นางจึงกลัวว่าถ้าไปยั่วโมโหเขาเข้า อาจจะทำให้นางต้องเจอแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนไม่จบไม่สิ้น
เมื่อเห็นว่าโหลวซวงซิ่นยังคงปิดปากเงียบ เว่ยเหมี่ยวจึงตัดสินใจจะเอ่ยปากไล่อีกครั้ง
"สหายโหลว ท่าน..."
"ข้ามาหลบฝน"
เป็นน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม เว่ยเหมี่ยวแทบจะคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง นางเงยหน้าขึ้นมองโหลวซวงซิ่น แววตาของเขาฉายแววสับสนและซับซ้อนอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะรีบหลุบตาลง เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง