- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 33 ยังมีชีวิตอยู่
บทที่ 33 ยังมีชีวิตอยู่
บทที่ 33 ยังมีชีวิตอยู่
บทที่ 33 ยังมีชีวิตอยู่
เยี่ยเซียวอวิ๋นรอจนกระทั่งเรือพายลำน้อยแล่นห่างออกไปจนลับสายตา ถึงได้ยอมก้าวเท้าขึ้นเรือเหาะ ระหว่างที่เดินไป เขาก็พิมพ์ข้อความส่งลงในกลุ่มแชทไปด้วย
'ปีนี้โหลวซวงซิ่นเป็นคนมารับแขกแฮะ'
กลุ่มแชทแทบจะระเบิด ข้อความจากเสิ่นมู่ไป๋ เสวียนโม่ และเจียงซวี่ เด้งรัวๆ ไม่หยุด ป้ายหยกสื่อสารของเว่ยเหมี่ยวส่งเสียงเตือนดังติ๊ดๆ ตลอดเวลา แต่นางก็ไม่ได้รีบร้อนหยิบขึ้นมาดู เอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของโหลวซวงซิ่นพลางขมวดคิ้วมุ่น
บางทีอาจจะเป็นเพราะสายตาของเว่ยเหมี่ยวที่จ้องมองมาอย่างร้อนแรงเกินไป โหลวซวงซิ่นจึงหยุดฝีพาย แล้วหันกลับมามองนาง เขาไม่ได้เอ่ยคำใด นัยน์ตาก็ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เอาแต่จ้องมองเว่ยเหมี่ยวอยู่อย่างนั้น
นัยน์ตาสีดำขลับตัดกับตาขาวอย่างชัดเจน แต่กลับดูเลื่อนลอยไร้ประกาย ทั้งที่ยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่เว่ยเหมี่ยวกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนตายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ขนตาที่งอนยาวทาบเงาเป็นรูปพัดจางๆ ลงบนโหนกแก้มภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง
เรือพายลำน้อยโคลงเคลงไปมาตามจังหวะลูกคลื่นของแม่น้ำสวรรค์ น้ำในแม่น้ำทั้งใสและเย็นเฉียบ สาหร่ายใต้ผืนน้ำพลิ้วไหวไปตามกระแสน้ำ ดูกลมกลืนไปกับเกลียวคลื่นสีเขียวมรกต
ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดเว่ยเหมี่ยวก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
"ข้างหลังท่านมีผู้หญิงคนหนึ่งตามมาด้วยนะ"
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นผู้หญิงที่ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาซีดเซียว และมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับโหลวซวงซิ่นราวกับฝาแฝด เท้าของนางไม่ติดพื้น ลอยล่องอยู่กลางอากาศ ร่างกายดูโปร่งแสงกว่าคนปกติมาก
ตอนแรกที่มองจากที่ไกลๆ เว่ยเหมี่ยวเห็นแค่เงาดำตะคุ่มๆ แต่พอเข้ามาใกล้ๆ ถึงได้เห็นรูปร่างหน้าตาชัดเจน ทีแรกนางก็ตกใจอยู่ไม่น้อย แต่พอสังเกตไปสังเกตมา ก็พบว่าเหมือนจะมีแค่นางคนเดียวที่มองเห็นหญิงสาวผู้นั้น และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงคนนี้มักจะเลียนแบบท่าทางของโหลวซวงซิ่นอยู่ตลอดเวลา แถมยังชอบมองเขาด้วยสายตาที่หลงใหลคลั่งไคล้อีกด้วย
เว่ยเหมี่ยวแอบมโนพล็อตเรื่องรักรันทดระหว่างชายหนุ่มรูปงามกับวิญญาณหญิงสาวขี้หึงขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
โหลวซวงซิ่นยังคงตีหน้าตายไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ในขณะที่เว่ยเหมี่ยวเริ่มรู้สึกเบื่อ และเตรียมจะหยิบป้ายหยกสื่อสารขึ้นมาถามศิษย์พี่ในกลุ่มแชท เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เว่ยเหมี่ยวเห็นเพียงแค่เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านหน้าไป วินาทีต่อมา น้ำในแม่น้ำสวรรค์อันเย็นเฉียบก็ทะลักเข้าปากเข้าจมูกของนางจนมิด
'เฮ้ย!'
น้ำที่ทะลักเข้าไปในโพรงจมูก ทำให้เว่ยเหมี่ยวรู้สึกแสบจมูกและสำลักจนแทบขาดใจ นางรีบดึงสติ กลั้นหายใจ แล้วพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ เรือพายลำน้อยยังคงจอดลอยลำอยู่ที่เดิม โหลวซวงซิ่นก็ยังคงยืนอยู่บนนั้น และยังคงก้มลงมองเว่ยเหมี่ยวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
"ฮะ"
เว่ยเหมี่ยวด้วยความโมโห นางว่ายน้ำเข้าไปเกาะที่ขอบเรือ โหลวซวงซิ่นไม่ได้มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน ยังคงยืนนิ่งจ้องมองนางอยู่อย่างนั้น เว่ยเหมี่ยวจึงออกแรงกระชากขอบเรือเข้าหาตัวอย่างแรง
เรือพายเอียงวูบ โหลวซวงซิ่นรีบจัดระเบียบร่างกายเพื่อทรงตัวตามสัญชาตญาณ เว่ยเหมี่ยวอาศัยจังหวะนั้น ซัดยันต์ตรึงร่างใส่โหลวซวงซิ่นทันที ในขณะที่โหลวซวงซิ่นกำลังพยายามจะทำลายยันต์แผ่นนั้น เว่ยเหมี่ยวก็ว่ายน้ำพุ่งเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว กระโจนเข้าตะครุบขากางเกงของโหลวซวงซิ่น แล้วออกแรงกระชากสุดชีวิตเพื่อลากเขาลงน้ำ
ตู้ม! น้ำแตกกระจายกระเซ็นไปทั่ว
เว่ยเหมี่ยวไม่สนหรอกว่าโหลวซวงซิ่นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางปีนขึ้นไปบนเรือ แปะยันต์วายุคลั่งลงบนกราบเรือ แล้วจ้ำกรรเชียงพายเรือมุ่งหน้าไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างไม่คิดชีวิต ทุกท่วงท่าการกระทำเป็นไปอย่างลื่นไหลและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เว่ยเหมี่ยวจ้ำฝีพายหนีไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ณ ฝั่งตรงข้าม ผู้อาวุโสแห่งหอหลิงเซียวที่มารอรับรองแขก ยังคงยืนรอคอยข่าวดีอย่างอารมณ์ดี
การที่หอหลิงเซียวส่งโหลวซวงซิ่นไปรับรองแขกนั้น ถือเป็นการข่มขวัญสำนักอู๋ซ่างทางอ้อม โหลวซวงซิ่นมีร่างกายเป็นตัวกาลกิณี ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย สถานเบาก็ซวยซ้ำซวยซ้อน สถานหนักก็ถึงขั้นสิ้นชื่อ แต่ทว่าเขากลับเป็นศิษย์ผู้บำเพ็ญยันต์ที่เก่งกาจที่สุดของหอหลิงเซียว เรียกได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของสำนักเลยทีเดียว
การส่งโหลวซวงซิ่นไปรับแขก มองเผินๆ อาจจะดูเหมือนเป็นการให้เกียรติ เพราะหอหลิงเซียวอุตส่าห์ส่งศิษย์ที่เก่งที่สุดไปต้อนรับ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังก็คือความจงใจที่จะกลั่นแกล้งและหยามเกียรติสำนักอู๋ซ่าง
เว่ยเหมี่ยวกับโหลวซวงซิ่นเพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก คงไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตมาทิ้งหรอก หอหลิงเซียวเองก็คงไม่มีความกล้าพอที่จะทำให้ศิษย์ที่มาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ต้องมาตายในถิ่นของตัวเอง แต่เรื่องความซวยนี่สิ ใครจะไปรับประกันได้ ขอแค่ไม่ถึงตายก็พอ สำนักอู๋ซ่างก็ทำได้แค่น้ำท่วมปาก กลืนเลือดตัวเองลงคอไปเงียบๆ
ผู้อาวุโสแห่งหอหลิงเซียวชะเง้อคอรออยู่นานสองนาน ในที่สุดก็เห็นเรือพายลำน้อยแล่นเข้ามาใกล้ แต่บนเรือลำนั้นกลับมีเพียงเงาร่างของเด็กสาวในชุดขาวเพียงคนเดียว ที่กำลังจ้ำกรรเชียงพายเรือมุ่งหน้าเข้าฝั่งมาด้วยความเร็วสูง
พอเรือเทียบท่า เว่ยเหมี่ยวก็ก้าวขึ้นฝั่ง ร่ายมนตร์ทำความสะอาดร่างกายจนแห้งสนิท แล้วเดินตรงดิ่งไปยังประตูทางเข้าของหอหลิงเซียว ผู้อาวุโสแห่งหอหลิงเซียวชะโงกหน้ามองหาโหลวซวงซิ่นแต่ก็ไม่พบ จึงจำต้องร้องเรียกเว่ยเหมี่ยวเอาไว้
"แม่นางน้อย ท่านคือศิษย์ที่มาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้จากสำนักอู๋ซ่างใช่หรือไม่ ข้าคือผู้อาวุโสสวี่แห่งหอหลิงเซียว"
เว่ยเหมี่ยวพยักหน้ารับ "เว่ยเหมี่ยว แห่งสำนักอู๋ซ่าง"
ผู้อาวุโสสวี่รีบถามต่อ "แม่นางน้อยเห็นผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีดำบ้างหรือไม่ นั่นคือศิษย์ที่หอหลิงเซียวส่งไปคอยต้อนรับแขก เหตุใดเขาถึงไม่กลับมาพร้อมกับแม่นางน้อยล่ะ"
เว่ยเหมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นหัวเราะเบาๆ "ท่านผู้อาวุโสหมายถึงสหายโหลวใช่หรือไม่"
"ถูกต้องแล้ว"
เว่ยเหมี่ยวชี้มือไปที่แม่น้ำสวรรค์ "สหายโหลวพายเรือมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ เขาก็บอกว่าคันคะเยอไปทั้งตัว ก็เลยกระโดดลงไปอาบน้ำในแม่น้ำสวรรค์น่ะ"
ผู้อาวุโสสวี่ "?"
ผู้อาวุโสสวี่ยังไม่ทันจะได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ ก็เห็นเงาร่างสีดำทะมึนค่อยๆ ว่ายน้ำเข้าฝั่งมา ซึ่งก็คือโหลวซวงซิ่นนั่นเอง ผู้อาวุโสสวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทำท่าจะเดินเข้าไปดูอาการ แต่แล้วก็ชะงักฝีเท้า ยกเลิกความคิดนั้นไป
โหลวซวงซิ่นมีร่างกายเป็นตัวกาลกิณี ขนาดผู้อาวุโสอย่างเขายังต้องหวั่นเกรง ยิ่งมีพลังฝึกตนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสิทธิ์ซวยหนักขึ้นเท่านั้น ขณะที่ผู้อาวุโสสวี่กำลังลังเลอยู่นั้น โหลวซวงซิ่นก็ปีนขึ้นฝั่ง แล้วเดินตรงเข้ามาหาเว่ยเหมี่ยว
เส้นผมสีดำขลับเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ ชุดคลุมสีดำเปียกแนบลู่ไปกับลำตัว โหลวซวงซิ่นมีผิวพรรณขาวจัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอสวมชุดคลุมสีดำ ยามที่แสงแดดสาดส่องลงมา ก็ยิ่งขับให้ผิวของเขาดูสว่างไสวตัดกับสีเสื้ออย่างชัดเจน
เว่ยเหมี่ยวยืนกอดอกมองโหลวซวงซิ่น โหลวซวงซิ่นปรายตามองเว่ยเหมี่ยวเพียงแวบเดียว แล้วก็หันไปประสานมือคารวะผู้อาวุโสสวี่
ผู้อาวุโสสวี่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน ก่อนจะพูดกับโหลวซวงซิ่นว่า "ในเมื่อไม่เป็นไรแล้ว ก็ไปกันเถอะ พาแม่นางเว่ยไปเดินชมหอหลิงเซียวเสียหน่อย"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที หน้าที่ของเขาคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ศิษย์ที่มาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้จากสำนักอู๋ซ่างได้พบและมีปฏิสัมพันธ์กับโหลวซวงซิ่นแล้ว และเพื่อประเมินฝีมือของศิษย์ที่สำนักอู๋ซ่างส่งมาในปีนี้ด้วย
ส่งศิษย์ที่ยังไม่บรรลุขั้นปราณทองคำมาเนี่ยนะ สงสัยจะส่งศิษย์สายนอกมาเป็นตัวแทนให้ครบๆ จำนวนไปอย่างนั้นเองแหละมั้ง เดี๋ยวเขากลับไปรายงานให้ท่านเจ้าสำนักฟังก็พอแล้ว อ้อ แล้วก็ต้องไปแช่น้ำสมุนไพรล้างซวยเสียหน่อยด้วย
เว่ยเหมี่ยวมองตามหลังผู้อาวุโสสวี่ที่เดินจากไป แล้วหันกลับมามองโหลวซวงซิ่น โหลวซวงซิ่นร่ายมนตร์ทำความสะอาดร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีเพียงปลายผมที่ยังเปียกชื้นอยู่เล็กน้อย ดูเหมือนจะยังไม่แห้งสนิทดี
เขายกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้า เป็นการส่งสัญญาณให้เว่ยเหมี่ยวเดินตามไป โหลวซวงซิ่นเดินนำหน้า เว่ยเหมี่ยวเดินตามหลัง พลางหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมาพิมพ์ข้อความลงในกลุ่มแชท
[ความหวังใหม่แห่งสำนักอู๋ซ่าง]
มุ่งมั่นร้อยวันฉันต้องบรรลุหยวนอิง: 'ข้ายังมีชีวิตอยู่นะทุกคน'
บุรุษที่หล่อที่สุดในเผ่ามาร: 'แล้วโหลวซวงซิ่นหล่อเหมือนที่เขาลือกันไหม หล่อสู้ข้าได้หรือเปล่า'
ข้าไม่เคยหลงทาง: 'เจ้าเป็นเผ่ามาร จะไปเปรียบเทียบกับมนุษย์ทำไมกัน'
มุ่งมั่นร้อยวันฉันต้องบรรลุหยวนอิง: 'เรื่องหล่อไม่หล่อนี่เอาไว้ก่อนเถอะ แต่ข้าว่าหมอนี่มันน่าจะมีปัญหาทางจิตนะ'
'พายเรือมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็โยนข้าลงน้ำเฉยเลย ให้ข้าสำลักน้ำแม่น้ำสวรรค์ไปอึกใหญ่ แถมยังพูดจาตีหน้าตาย ถามคำตอบคำ พวกท่านแน่ใจนะว่าเขาคืออัจฉริยะ ไม่ใช่คนใบ้น่ะ'
ป้ายหยกสื่อสารของเว่ยเหมี่ยวส่งเสียงเตือนดังติ๊ดๆ ไม่หยุดหย่อน โหลวซวงซิ่นปรายตามอง เว่ยเหมี่ยวจึงหยุดเดิน แล้วส่งสายตาเป็นเชิงตั้งคำถามว่ามีปัญหาอะไรไหม
โหลวซวงซิ่นหลุบตาลง หันหน้ากลับไป เว่ยเหมี่ยวเดินตามหลังเขาไป พลางเก็บป้ายหยกสื่อสารลง แล้วเริ่มกวาดสายตาสำรวจดูหอหลิงเซียว
หอหลิงเซียวมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากสำนักอู๋ซ่าง สำนักอู๋ซ่างจะเน้นสร้างตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า แต่ที่หอ
หลิงเซียวแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยหอคอยมากมาย หอคอยแต่ละหลังมีความสูงต่ำลดหลั่นกันไป ดูสลับซับซ้อนและมีมิติ แต่สิ่งที่ทุกหอคอยมีเหมือนกันหมดก็คือ ดอกรุ่งอรุณที่ปลูกไว้จนเต็มไปหมด ดอกไม้สีส้มอมแดงบานสะพรั่งตัดกับใบสีเขียวสด ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
บริเวณสำนักสายนอกเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าและร้านรวงต่างๆ ถนนปูด้วยหินแกรนิตสีเขียวอมเทา บ้านเรือนสองข้างทางดูเก่าแก่คร่ำคร่า แต่ก็ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิตผู้คน มีต้นไม้ดอกไม้ปลูกเรียงรายอยู่สองข้างถนน ส่งกลิ่นหอมหวนชื่นใจ เว่ยเหมี่ยวรู้สึกว่าสำนักสายนอกที่นี่ คล้ายคลึงกับเมืองโบราณในโลกก่อนของนางมาก
เว่ยเหมี่ยวค่อนข้างจะชอบบรรยากาศของสำนักสายนอกนะ นางสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสำนักอู๋ซ่างหรือหอ
หลิงเซียว สำนักสายนอกมักจะเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาและมีสีสันของวิถีชีวิตผู้คนมากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากสำนักสายในอย่างลิบลับ
ยังเหลือระยะทางอีกพอสมควรกว่าจะถึงสำนักสายใน เว่ยเหมี่ยวเดินทอดน่องไปตามร่มเงาของต้นไม้ดอกไม้ พลางอ่านข้อความในกลุ่มแชทจากป้ายหยกสื่อสาร
เจียงซวี่ประกาศกร้าวว่าจะนำทัพเผ่ามารไปถล่มหอหลิงเซียวให้ราบเป็นหน้ากลอง เสวียนโม่ก็โวยวายว่าจะใช้กระบี่ฟันคอโหลวซวงซิ่นให้ขาดกระเด็นเอามาเตะเล่นเป็นลูกหนัง เสิ่นมู่ไป๋สอบถามด้วยความเป็นห่วงว่าเว่ยเหมี่ยวได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า พอรู้ว่าปลอดภัยดี เขาก็แนะนำให้เว่ยเหมี่ยวฉวยโอกาสตอนโหลวซวงซิ่นหลับ เอายาพิษยัดใส่ปากให้ตายๆ ไปซะ ส่วนเยี่ยเซียวอวิ๋นก็เสนอแนะให้เว่ยเหมี่ยวเอายันต์ปาอัดหน้าโหลวซวงซิ่นให้แหลกไปเลย
เว่ยเหมี่ยว '...'
เว่ยเหมี่ยว 'แต่ละคนช่างสรรหาวิธีชั่วร้ายมานำเสนอกันทั้งนั้น'
จู่ๆ โหลวซวงซิ่นก็หยุดเดิน เว่ยเหมี่ยวจึงหยุดชะงักตาม ทั้งสองคนรักษาระยะห่างจากกันพอสมควร โหลวซวงซิ่นหันไปมองเว่ยเหมี่ยวที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ดอกไม้ เว่ยเหมี่ยวสบตาเขาตรงๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบสายตาเลยแม้แต่น้อย
เนิ่นนานผ่านไป โหลวซวงซิ่นก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปก่อน "ใกล้จะถึงสำนักสายในแล้ว"