- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 20 ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ มากินข้าวกันก่อนเถอะ
บทที่ 20 ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ มากินข้าวกันก่อนเถอะ
บทที่ 20 ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ มากินข้าวกันก่อนเถอะ
บทที่ 20 ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ มากินข้าวกันก่อนเถอะ
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลิวฉี่มาเยือนสำนักอู๋ซ่าง พอมาถึงยอดเขาสู่หยุน เขาก็พุ่งตรงไปยังตำหนักใหญ่ นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าแล้วสั่งเสวียนโม่ว่า
"เจ้าน่ะ ไปผัดกับข้าวมาให้ข้าสักสองสามอย่างสิ"
เสวียนโม่หันไปถามเว่ยเหมี่ยว "นี่ศิษย์น้อง เจ้าได้ยินเสียงสุนัขเห่าแถวนี้บ้างไหม"
เว่ยเหมี่ยวพยักหน้า "ดังหนวกหูสุดๆ เลยล่ะ"
หลิวฉี่ทำหน้าเศร้าสร้อย "ศิษย์น้องเว่ยทำไมถึงไปเข้าข้างคนอื่นล่ะ ข้าก็ถือว่าเป็นศิษย์พี่ครึ่งหนึ่งของเจ้านะ"
เจียงซวี่เตะเก้าอี้ของหลิวฉี่ไปหนึ่งที "เลิกเสแสร้งได้แล้ว ศิษย์พี่ของนางก็ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน เจ้าจะมานับญาติเป็นศิษย์พี่อะไร"
หลิวฉี่ยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวเสน่ห์สองซี่ "เจตจำนงกระบี่ของศิษย์น้องเว่ยเมื่อครู่นี้ เหมือนกับเพลงกระบี่ไล่ล่าจันทร์ตามติดลมเป๊ะเลย จะนับว่าเป็นศิษย์น้องของข้าครึ่งหนึ่งก็ไม่แปลกนี่"
"แถมตอนที่ฝึกซ้อม เจ้ายังแอบเอาเพลงกระบี่ไล่ล่าจันทร์ตามติดลม ไปผสมผสานกับกระบวนท่ากระบี่ธรรมดาๆ อีกต่างหาก ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็มองไม่ออกเลยนะ"
เสวียนโม่แค่นยิ้ม "ตอนที่สู้กับข้า เจ้ายังมีกะจิตกะใจไปแอบดูคนอื่นอีกหรือ"
ตอนนั้นพวกเขากำลังประลองกันอย่างดุเดือด จู่ๆ หลิวฉี่ก็เก็บกระบี่แล้วขอยอมแพ้ดื้อๆ จากนั้นก็วิ่งพรวดพราดลงจากลานประลองราวกับพายุพัด เสวียนโม่ยังนึกว่าหลิวฉี่ปวดปัสสาวะกะทันหันเสียอีก
หลิวฉี่ตอบอย่างเปิดเผย "ก็ศิษย์น้องเว่ยน่าดึงดูดใจกว่านี่นา ชายแก่ๆ อย่างเจ้ามีอะไรให้น่าดูชมกัน"
เสวียนโม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "ข้าแก่งั้นหรือ! ปีนี้ข้าเพิ่งจะยี่สิบสองเองนะเว้ย!"
หลิวฉี่ทำหน้าเย้ยหยัน "เหอะ ข้าเพิ่งจะยี่สิบเอง"
เสวียนโม่ตอบโต้ "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ขนหน้าแข้งยังไม่ทันขึ้นด้วยซ้ำ"
ทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกน้ำลายกันอีกรอบ เว่ยเหมี่ยวฟังจนปวดหัว จึงหันหลังเดินหนีไปช่วยเสิ่นมู่ไป๋ทำกับข้าวในครัว อยู่ใกล้ศิษย์พี่รองน่าจะสงบสุขกว่าเยอะ
แต่ทว่า ทันทีที่เว่ยเหมี่ยวก้าวเท้าซ้ายเข้าไปในครัว ก็ถูกเสิ่นมู่ไป๋ไล่ตะเพิดออกมาทันที "ไปๆๆ เด็กๆ ห้ามเข้าครัว"
"ไปเล่นกับศิษย์พี่ของเจ้าไป อีกเดี๋ยวกับข้าวก็เสร็จแล้ว"
ตอนนี้เสวียนโม่กับหลิวฉี่กำลังวางมวยกันอยู่ เจียงซวี่ก็เข้าไปผสมโรงด้วย คอยสาดปราณกระบี่ใส่เป็นระยะๆ สุดท้ายก็กลายเป็นมหกรรมตะลุมบอนสามเส้า สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายสุดๆ
เว่ยเหมี่ยวทำได้เพียงยืนเกาะขอบประตู มองดูเสิ่นมู่ไป๋ทำกับข้าวตาปริบๆ เสิ่นมู่ไป๋ทำอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว กะเกณฑ์ไฟได้อย่างแม่นยำ อาหารยังไม่ทันสุก กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งออกมาแล้ว
เปลวไฟสีเขียวที่ลุกโชนอยู่ในฝ่ามือของเสิ่นมู่ไป๋เป็นระยะๆ ทำให้เว่ยเหมี่ยวเกิดความสนใจ "ศิษย์พี่รอง เปลวไฟในมือท่านคืออะไรหรือ"
"นี่คือเพลิงวิญญาณ เป็นเปลวไฟที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง เมื่อผู้บำเพ็ญโอสถทำให้มันเชื่องได้ ก็จะสามารถนำมาใช้หลอมโอสถได้ ส่วนผู้ฝึกตนสายลมปราณธาตุไฟ ก็สามารถดูดซับมันเพื่อเพิ่มพูนพลังการฝึกตนได้"
เสิ่นมู่ไป๋แบ่งเปลวไฟดวงเล็กๆ ยื่นให้เว่ยเหมี่ยว "ถ้าเจ้าอยากเล่นก็ลองดูสิ ชิงเยว่เชื่องมาก ไม่ลวกมือเจ้าหรอก"
เว่ยเหมี่ยวรับมาอย่างระมัดระวัง เปลวไฟสีเขียวอ่อนเต้นระริกอยู่บนฝ่ามือ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร มันมักจะลอยมาคลอเคลียปลายนิ้วของเว่ยเหมี่ยวเป็นวงกลม และยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปมาได้อีกด้วย
"ชิงเยว่ดูจะชอบเจ้ามากเลยนะ"
เมื่อเห็นดังนั้น เว่ยเหมี่ยวจึงใช้พลังปราณน้ำแข็ง ควบแน่นเป็นก้อนน้ำแข็งรูปทรงเปลวไฟที่มีขนาดใกล้เคียงกับชิงเยว่ขึ้นมาบนฝ่ามือขวา พอชิงเยว่เห็นเข้าก็สั่นระริก ก่อนจะดัง 'ฟุ่บ' แล้วลอยหนีกลับไปหาเสิ่นมู่ไป๋ทันที
เสิ่นมู่ไป๋ประหลาดใจ "เกิดอะไรขึ้น"
เว่ยเหมี่ยวยื่นมือขวาให้เสิ่นมู่ไป๋ดู "ข้าก็แค่ใช้น้ำแข็งปั้นเป็นรูปเปลวไฟให้มีขนาดพอๆ กับมันเท่านั้นเอง"
"ไม่นึกเลยว่าจะทำให้มันตกใจกลัวได้"
ในเวลานั้นเอง บนไหล่ของเสิ่นมู่ไป๋ก็ปรากฏร่างสีเขียวเล็กๆ ขึ้นมา เป็นเด็กชายตัวน้อยขนาดเท่ากำปั้น เขามองเว่ยเหมี่ยวด้วยความหวาดกลัว สองมือจับเสื้อของเสิ่นมู่ไป๋เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เว่ยเหมี่ยวประหลาดใจมาก "เพลิงวิญญาณจำแลงกายได้ด้วยหรือ"
"เพลิงวิญญาณที่มีสติปัญญาสูงจะสามารถจำแลงกายได้ บางดวงถึงขั้นสามารถฝึกบำเพ็ญเพียรได้เหมือนกับมนุษย์เลยทีเดียว"
เสิ่นมู่ไป๋ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย เว่ยเหมี่ยวก็ช่วยยกอาหารไปจัดโต๊ะ ทั้งสองคนเดินไปคุยไป เว่ยเหมี่ยวถามเรื่องเพลิงวิญญาณมากมาย ชิงเยว่ที่เกาะอยู่บนไหล่เสิ่นมู่ไป๋ก็เอียงคอจ้องมองเว่ยเหมี่ยวไม่วางตา
"ผู้บำเพ็ญโอสถที่มีฝีมือล้วนต้องออกตามหาเพลิงวิญญาณกันทั้งนั้น ด้านหนึ่งก็เพราะเพลิงวิญญาณมีอานุภาพร้ายกาจ สามารถใช้ป้องกันตัวได้ อีกด้านหนึ่งก็คือ ยาที่หลอมด้วยเพลิงวิญญาณจะมีสรรพคุณดีกว่ามาก"
"เพลิงวิญญาณแบ่งออกเป็นระดับสูง กลาง และต่ำ ผู้บำเพ็ญโอสถส่วนใหญ่มักจะเลือกเพลิงวิญญาณระดับกลาง ส่วนเพลิงวิญญาณระดับสูง มักจะเป็นเป้าหมายหลักของผู้ฝึกตนสายลมปราณธาตุไฟ"
เสิ่นมู่ไป๋จัดวางอาหารบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อย วันนี้มีกับข้าวเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง เสิ่นมู่ไป๋บอกว่าเป็นเมนูโปรดของหลิวฉี่
"เพลิงวิญญาณที่มีสติปัญญาและสามารถจำแลงกายได้ จัดเป็นเพลิงวิญญาณระดับสูงสุด ซึ่งล้วนมีชื่อติดอยู่ในทำเนียบเพลิงวิญญาณทั้งสิ้น เพลิงวิญญาณระดับสูงสุดสิบอันดับแรก ยังไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน ส่วนใหญ่พวกมันมักจะจำแลงกายเป็นมนุษย์และแฝงตัวปะปนอยู่กับผู้คน ต่อให้ได้พูดคุยกันต่อหน้า ก็แทบจะไม่มีใครล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกมันเลย"
เว่ยเหมี่ยวใช้นิ้วจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของชิงเยว่ พลางถอนหายใจ "ขนาดไฟยังใช้ชีวิตได้อิสระเสรีและมีความสุขกว่าข้าเลย"
ครั้งนี้ชิงเยว่ไม่ได้วิ่งหนี ปลายนิ้วของเด็กสาวเย็นเฉียบ มันสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณน้ำแข็งที่แฝงอยู่ในร่างกายของนางได้อย่างชัดเจน แต่ตราบใดที่พลังนั้นไม่แผ่กระจายออกมา มันก็ยังยินดีที่จะคลุกคลีกับเด็กสาวคนนี้ น้ำแข็งในตัวนางไม่ใช่น้ำแข็งธรรมดาทั่วไป มันไม่ชอบน้ำแข็งแบบนั้นเลย
หลังจากจัดโต๊ะเสร็จ เสิ่นมู่ไป๋ก็ปัดมือ "เอาล่ะ ไปเรียกเจ้าพวกหมาบ้าสามตัวนั้นมากินข้าวได้แล้ว"
เว่ยเหมี่ยวมองออกไปนอกตำหนัก การต่อสู้ของทั้งสามคนดุเดือดเลือดพล่านเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ทำร้ายร่างกายกันอย่างไม่ลดละ
เสวียนโม่ใช้มือซ้ายดึงกางเกงที่หลิวฉี่พยายามจะกระชากลงมาอย่างสุดชีวิต ส่วนมือขวาก็จิกผมเจียงซวี่เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เจียงซวี่เจ็บจนแยกเขี้ยวหน้าเบี้ยวหน้าบูด พยายามจะหยิกต้นขาของเสวียนโม่ สองขาก็หนีบหัวหลิวฉี่เอาไว้แน่น หลิวฉี่มือหนึ่งดึงกางเกงเสวียนโม่ อีกมือก็พยายามจะถอดรองเท้าเจียงซวี่ ปากก็ไม่ยอมว่าง คอยงับก้นเจียงซวี่อยู่เป็นระยะ
เว่ยเหมี่ยว 'ข้าต้องไปล้างตาเสียแล้วล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋เห็นภาพเช่นนี้จนชินตาแล้ว ผู้บำเพ็ญกระบี่ก็คือพวกคนบ้าดีๆ นี่เอง เวลาอยู่ข้างนอกก็ทำได้แค่ประลองกระบี่เพื่อรักษาภาพพจน์ แต่พออยู่กันเองก็ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ กัดกันเป็นหมาบ้าแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
เสิ่นมู่ไป๋ปรายตามองเว่ยเหมี่ยว จินตนาการภาพในหัวว่าถ้าศิษย์น้องเล็กของเขากลายเป็นแบบนั้นบ้าง... ไม่นะ! ศิษย์น้องเล็กต้องไม่เป็นแบบนั้นเด็ดขาด! ถ้าศิษย์น้องเล็กเป็นแบบนั้น โลกใบนี้คงถึงกาลอวสานแน่ๆ
ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ มากินข้าวกันก่อนเถอะ
เสิ่นมู่ไป๋ให้เว่ยเหมี่ยวกินไปก่อน ส่วนตัวเองก็ถลกแขนเสื้อเดินออกไปเรียกพวกนั้น เว่ยเหมี่ยวยังคีบกับข้าวไม่ทันถึงจานที่สอง ก็เห็นเสิ่นมู่ไป๋ลากคอชายหนุ่มทั้งสามคนที่เนื้อตัวมอมแมมฝุ่นเขรอะเข้ามาในห้องอาหารแล้ว
กางเกงของเสวียนโม่ถูกหลิวฉี่ดึงจนย้วย เขาเลยต้องคอยเอามือดึงเอาไว้ตลอดเวลา ต้นขาด้านในถูกหยิกจนเขียวช้ำไปหมด เดินกะเผลกๆ เข้ามา เจียงซวี่เอามือกุมก้นเดินเข้ามา ผมบนหัวร่วงไปหลายกระจุก ถ้าไม่ใช่เพราะผมดกหนา ป่านนี้คงหัวล้านไปแล้ว ส่วนหลิวฉี่... หลิวฉี่ไม่เป็นอะไรเลย นอกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องเป็นมัดๆ ขาวจั๊วะเตะตาเด่นชัด
เห็นได้ชัดว่าผู้ชนะในศึกครั้งนี้คือ หลิวฉี่
หลิวฉี่ฉีกยิ้มกว้างให้เว่ยเหมี่ยว เพิ่งจะมารู้ตัวว่าเสื้อผ้าขาดเป็นรูโหว่ ก็เลยทำท่าทีเขินอายเอามือขึ้นมาปิด แต่ฝ่ามือใหญ่ๆ ของเขาก็ปิดเนื้อหนังได้ไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ
เว่ยเหมี่ยวปรายตามองเพียงแวบเดียว แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป ในสายตาของเธอ กล้ามเนื้อไม่กี่ก้อนของหลิวฉี่ ยังไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับข้าวที่เสิ่นมู่ไป๋ทำเลย
หลิวฉี่ 'เดี๋ยวนะ ทำไมนางถึงไม่เขินเลยล่ะ'
หลิวฉี่ยังไม่ยอมแพ้ เขากระเถิบตัวเข้าไปใกล้เว่ยเหมี่ยวอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับเว่ยเหมี่ยวเหลือเพียงแค่ความยาวของตะเกียบสองคู่
จังหวะนั้นเอง เสวียนโม่ก็เบียดบั้นท้าย กระแทกหลิวฉี่ให้กระเด็นออกไปด้านข้าง เขาสูดดมกลิ่นอาหารฟุดฟิด ดวงตาเป็นประกาย "เจ้าท่อนไม้เสิ่น ฝีมือทำอาหารของเจ้าพัฒนาขึ้นอีกแล้วนะเนี่ย"
เสิ่นมู่ไป๋ไม่ได้สนใจเสวียนโม่ เขามองแผนการตื้นๆ ของหลิวฉี่ออกทะลุปรุโปร่ง จึงโยนเสื้อคลุมให้หลิวฉี่ตัวหนึ่ง แล้วหันไปถามเว่ยเหมี่ยวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ศิษย์น้อง อาหารรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง"
เว่ยเหมี่ยวเคี้ยวเนื้อแก้มตุ่ย ตอบเสียงอู้อี้ "อร่อยฉุดๆ ไปเยย"
ฝีมือการทำอาหารของเสิ่นมู่ไป๋ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ใครได้เขาไปเป็นสามีถือว่าโชคดีสุดๆ
ภายใต้สายตาจับจ้องของเสิ่นมู่ไป๋ หลิวฉี่จำต้องสวมเสื้อคลุมอย่างว่าง่าย แล้วค่อยลงมือกินข้าว พอเห็นเมนูดอกมั่วซ่างที่เขาชื่นชอบ เขาก็คีบไปใส่จานให้เว่ยเหมี่ยว
"ศิษย์น้องเว่ย ลองชิมดูสิ"
เว่ยเหมี่ยวปฏิเสธอย่างสุภาพ "สหายหลิว ข้าคีบเองได้"
หลิวฉี่หน้าสลด "ก็ได้"
สุดท้ายเว่ยเหมี่ยวก็ใจอ่อน ยอมชิมดอกมั่วซ่างตามที่หลิวฉี่คาดหวัง หลิวฉี่ทำตาเป็นประกายวิบวับ ถามเว่ยเหมี่ยวว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง
เว่ยเหมี่ยวค่อยๆ ลิ้มรส "ก็ชาๆ เผ็ดนิดๆ แล้วก็รู้สึกมึนๆ หน่อย..."
"ศิษย์น้อง!"
"เว่ยเหมี่ยว!"
"เจียงซวี่ เอ็งหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ศิษย์น้องสลบไปแล้ว!"