- หน้าแรก
- วิถีเซียน เริ่มต้นบำเพ็ญด้วยการแย่งชิงวาสนาตัวเอก
- บทที่ 13 สังหารเหลยจวิ้นในพริบตา เลือกศาสตราวุธ
บทที่ 13 สังหารเหลยจวิ้นในพริบตา เลือกศาสตราวุธ
บทที่ 13 สังหารเหลยจวิ้นในพริบตา เลือกศาสตราวุธ
บทที่ 13 สังหารเหลยจวิ้นในพริบตา เลือกศาสตราวุธ
สีหน้าของเหลยจวิ้นยิ่งดูขมขื่นขึ้นไปอีก "ข้าเข้าใจแล้ว..."
เพียงแค่วันเดียวก่อนหน้านี้ เขายังเป็นศิษย์สายในที่ได้รับการยกย่อง เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตระกูลเหลย อนาคตสว่างไสวไร้ขีดจำกัด
ส่วนคนอย่างหลิ่วเยว่เฟิงและเกาเผิงที่มีศักยภาพจำกัด ก็เป็นได้แค่ลูกไล่ที่คอยเดินตามหลังเขามาตลอด
ทว่าเพียงแค่วันเดียว สถานการณ์กลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"ความแข็งแกร่งและอำนาจ!"
"ตราบใดที่ข้ายังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ พวกมันจะกล้าทำกับข้าแบบนี้ได้ยังไง? จะกล้าแบมือขอค่าตอบแทนจากข้าได้ยังไง?"
ภายในใจของเหลยจวิ้น ราวกับมีสัตว์ร้ายกำลังคำรามกึกก้อง
"ข้าต้องรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด เอาเรื่องทั้งหมดไปบอกท่านพ่อ ไม่ว่ายังไง ก็ต้องจับเป็นเสิ่นโม่ให้ได้!"
"ข้าจะทำให้มันต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตอยู่แทบเท้าข้า!"
"ข้าจะต้องเอาโอสถวิเศษลึกลับนั่นมาจากเสิ่นจิ่วติ่งให้จงได้!"
เหลยจวิ้นสูดหายใจลึกหลายครั้ง พยายามระงับอารมณ์ให้สงบลง
ทั้งสามคนเดินทางต่อไป
หลังจากเดินมาได้อีกหลายลี้ จู่ๆ หลิ่วเยว่เฟิงก็พูดขึ้น "พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรไหม? เหมือนมีสัตว์อสูรสะกดรอยตามพวกเรามาเลย"
สีหน้าของเกาเผิงเคร่งเครียดลง "ข้าก็ได้ยิน เสียงฝีเท้าเบากริบ... น่าจะเป็นฝูงหมาป่า"
เสียงหมาป่าหอนดังแหวกอากาศขึ้นมาทันที
ในป่าอันมืดมิด ดวงตาสีเขียวอี๋หลายสิบคู่สว่างวาบขึ้น
ฝูงหมาป่าที่หิวโซกำลังตีวงล้อมเข้ามาหาพวกเขาทั้งสาม
หลิ่วเยว่เฟิงแค่นเสียงเย็น "ถ้าเป็นฝูงหมาป่า ข้าก็คงจะระวังตัวอยู่หรอก แต่แค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งหกตัว ก็คิดจะมาลอบกัดผู้ฝึกตนขอบเขตรวมปราณงั้นเรอะ?"
ทั้งสองคนตั้งท่าเตรียมพร้อมทันที ในมือกระชับกระบี่เหล็กและดาบยาวไว้แน่น เตรียมรับมือฝูงหมาป่า
เหลยจวิ้นรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
ที่แท้ก็แค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งที่หิวจนตาลาย
ตอนแรกเขายังนึกว่ามีคนมาดักซุ่มโจมตีเสียอีก
ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นเข้ามาในหัว เหลยจวิ้นก็สัมผัสได้ถึงสายลมแรงปะทะเข้าที่ด้านหลัง
เขาสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ
ภาพที่เห็นคือเงาดำทะมึนที่พุ่งเข้ามาดุจสายฟ้าแลบ
ฉัวะ!
ประกายกระบี่รวดเร็วและเด็ดขาด แทงทะลุขั้วหัวใจของเหลยจวิ้นในดาบเดียว
อานุภาพอันร้ายกาจของทักษะยุทธ์ระดับเซวียน ทำลายลมหายใจแห่งชีวิตของเขาจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
เงาดำคว้าศพของเหลยจวิ้นไว้ กระโดดแผล็วไปมาเพียงไม่กี่ครั้ง ก็เร้นกายหายเข้าไปในป่าทึบอันมืดมิด
หลิ่วเยว่เฟิงและเกาเผิงได้ยินเสียงกระบี่แหวกอากาศถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าเกิดเรื่องผิดปกติ หันขวับไปมองจุดที่เหลยจวิ้นเคยยืนอยู่
ทว่ากลับเหลือเพียงกองเลือดที่ยังอุ่นๆ ทิ้งไว้บนพื้น — ส่วนคนหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว
ทั้งสองสบตากัน ต่างก็เห็นความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย
เกาเผิงถามเสียงสั่น "คนล่ะ? ใครเป็นคนทำ?"
หลิ่วเยว่เฟิงตอบ "ถึงจุดตันเถียนของเหลยจวิ้นจะถูกทำลาย แต่สัญชาตญาณการตอบสนองระดับรวมปราณก็ยังอยู่ แต่กลับโดนฆ่าตายโดยที่ยังไม่ทันได้ร้องออกมาสักแอะ..."
สีหน้าของเกาเผิงเขียวคล้ำ "นี่ก็แสดงว่า คนที่ลงมือ ต้องเก่งกว่าพวกเราแน่ๆ"
"เจ้าคงไม่ได้คิดว่าเป็น... มันหรอกนะ?" เขาพาลนึกไปถึงเสิ่นโม่
หลิ่วเยว่เฟิงรีบตะครุบปากเกาเผิงไว้ทันที พร้อมกับส่งซิกทางสายตา "เหลยจวิ้นโดนโจรป่าที่ผ่านมาลักพาตัวไป"
เกาเผิงเก็ตทันที "ใช่ๆ โดนโจรป่าลักพาตัวไป! พวกเราตามไม่ทันแล้ว ต้องรีบกลับสำนัก"
ทั้งสองคนไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ รีบจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
ในเงามืด ร่างหนึ่งทอดสายตามองพวกเขาจากไปพลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"ไอ้สองคนนี้มันก็หัวไวใช้ได้ รู้จักเอาตัวรอดเป็น"
"ข้าไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย ต่อให้พวกมันกลับไปที่สำนัก ก็หาหลักฐานมาเอาผิดข้าเรื่องฆ่าเหลยจวิ้นไม่ได้หรอก"
ที่ใต้เท้าของเขา คือร่างอันไร้วิญญาณและเย็นเฉียบของเหลยจวิ้น
ร่างนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเสิ่นโม่!
เขาสะกดรอยตามทั้งสามคนมาตลอดทาง รอจนกระทั่งฝูงหมาป่าปรากฏตัวถึงค่อยลงมือ
"คุณชายเหลย ข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับบ้านไปลากคนมาช่วยได้ยังไงล่ะ"
เสิ่นโม่งมองศพด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ตระกูลเหลยย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวในภายหลังอย่างแน่นอน
แต่ด้วยความเร็วในการพัฒนาฝีมือของเสิ่นโม่ กว่าตระกูลเหลยจะรู้ตัวว่าเหลยจวิ้นหายตัวไปและเริ่มสงสัยมาที่เขา เขาก็คงจะแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับตระกูลเหลยได้สบายๆ แล้ว
เสิ่นโม่ค้นตัวศพของเหลยจวิ้น และได้ของติดมือมาไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างแรกคือถุงผ้าไหมใบเล็กที่ตัดเย็บอย่างประณีต ด้านในมีหินวิญญาณระดับกลางที่ใสปิ๊งอยู่สามก้อน แล้วก็มีหินระดับที่รองลงมาอีกหลายสิบก้อน
"หินวิญญาณระดับกลาง!"
เสิ่นโม่ยิ้มกริ่ม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหลยจวิ้นคงเก็บหอมรอมริบไว้ไม่น้อย ตอนที่หนีออกจากสำนักก็คงเอาหินวิญญาณระดับต่ำไปแลกเป็นระดับกลางหมด จะได้พกพาง่ายๆ
ตอนนี้ ก็เลยเสร็จเสิ่นโม่ไปโดยปริยาย
"หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน มีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำร้อยก้อน"
"พวกนี้รวมๆ กันก็ปาเข้าไปสามร้อยสามสิบก้อนแล้ว พอเอาไปแลกทักษะยุทธ์ระดับเซวียนได้เลยนะเนี่ย!"
อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของหินวิญญาณ โดยประมาณแล้ว หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนจะแลกหินวิญญาณระดับต่ำได้ประมาณ 100-120 ก้อน
เสิ่นโม่พยักหน้าเล็กน้อย
แน่นอนว่าเขามี 'เพลงกระบี่เงาอัสนี' อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาหินวิญญาณทั้งหมดไปแลกทักษะยุทธ์ระดับเซวียนวิชาอื่นอีก
นอกจากหินวิญญาณแล้ว เสิ่นโม่ยังเจอขวดโอสถบนตัวเหลยจวิ้นอีกสี่ขวด
โอสถอัสนีหนึ่งขวด
โอสถปฐพีหนึ่งขวด
ส่วนอีกสองขวดที่เหลือเป็นโอสถรวมปราณ
เสิ่นโม่เก็บกวาดเรียบ
ก่อนจะจากไป เขาไม่ลืมที่จะใช้กระบี่กรีดสร้างรอยแผลนับไม่ถ้วนบนร่างของเหลยจวิ้นเหมือนเช่นเคย
กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วป่าอย่างรวดเร็ว ปลิวว่อนไปตามสายลมภูเขา
ไม่นานนัก สัตว์อสูรจำนวนมากก็จะแห่กันมาที่นี่
พวกมันจะช่วยเสิ่นโม่จัดการเก็บกวาดศพให้เอง
เสิ่นโม่ยืนมองฝูงสัตว์อสูรรุมทึ้งซากศพจนเหลือแต่กระดูกขาวโพลนอยู่ห่างๆ ถึงได้ยอมจากไปอย่างพึงพอใจ
ต่อให้มีใครอยากจะสืบ ก็สืบหาสาเหตุการตายของเหลยจวิ้นไม่เจอหรอก
ต่อให้หลิ่วเยว่เฟิงกับเกาเผิงเอาเรื่องไปฟ้อง แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน สำนักก็คงไม่เอาผิดเสิ่นโม่เพียงเพราะคำให้การลอยๆ ของพวกเขาสองคนแน่ๆ
"เหลยหย่งกับเหลยจวิ้นตายไปหมดแล้ว ภาระอันหนักอึ้งบนบ่าข้าก็ถือว่ายกออกไปได้เสียที"
ขณะเดินไปตามทางเดินแคบๆ ในป่าทึบ เสิ่นโม่รู้สึกได้ว่าตัวเองเบาสบายขึ้นเยอะ
...
วันรุ่งขึ้น
เสิ่นโม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มอย่างหาได้ยากยิ่ง หลังจากตื่นขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปาก เขาก็เดินตรงไปที่โรงอาหาร
ตลอดทาง ศิษย์สายนอกที่เดินสวนมาต่างก็โค้งคำนับให้ด้วยความเคารพยำเกรง
สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเกรงขาม
เสิ่นโม่เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ
พอเขาเดินคล้อยหลังไป ศิษย์สายนอกเหล่านั้นก็จับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส เรื่องผลงานการต่อสู้อันน่าทึ่งของศิษย์พี่สายในป้ายแดงคนนี้เมื่อวาน
ตอนที่นั่งกินข้าวเช้าอยู่ในโรงอาหาร สายตาที่ทอดมองมายังเสิ่นโม่ก็เต็มไปด้วยความเคารพและเลื่อมใสเช่นเดียวกัน
เขาลอบทอดถอนใจอยู่ในใจ
สถานะและความแข็งแกร่งต่างหาก ถึงจะเป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ก่อนหน้าเมื่อวานนี้ เขายังเป็นแค่ศิษย์สายนอกที่ใครๆ ก็รังแกได้ ไม่มีใครเหลียวแล
ทว่าเพียงแค่วันเดียว เขาก็กระโดดขึ้นมาเป็นศิษย์สายในคนใหม่แล้ว
ตอนนี้ พวกศิษย์สายนอกต่างก็โค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อม
แม้แต่ศิษย์สายในบางคนที่เดินสวนกัน ก็ยังเป็นฝ่ายประสานมือทักทายเขาก่อนเลย
นั่นก็เพราะศิษย์สายในพวกนั้น อ่อนแอกว่าเหลยจวิ้นในอดีต
ในเมื่อเอาชนะเหลยจวิ้นได้ เสิ่นโม่ก็ย่อมต้องเอาชนะพวกเขาได้เช่นกัน
กินข้าวเช้าเสร็จ เสิ่นโม่ก็พุ่งตรงไปที่หอศาสตราทันที
เมื่อวานศิษย์พี่ผู้ดูแลคนนั้นเคยบอกไว้ ว่าหลังจากได้เป็นศิษย์สายในแล้ว จะมีข้อดีหลายอย่าง
หนึ่งในนั้นก็คือ การใช้ป้ายประจำตัวศิษย์สายใน ไปเลือกอาวุธและรับโอสถรวมปราณสองขวดได้ฟรีที่หอศาสตรา
กระบี่เหล็กในมือของเสิ่นโม่ เป็นแค่ของหยาบๆ ที่ซื้อมาด้วยหินวิญญาณระดับต่ำเพียงก้อนเดียว ไม่มีค่าอะไรให้พูดถึง
หลังจากใช้ร่ายรำ 'เพลงกระบี่เงาอัสนี' ไปไม่กี่ครั้ง ตัวกระบี่ก็เริ่มมีรอยร้าวแล้ว
เขาต้องเปลี่ยนกระบี่เล่มใหม่ที่มันดีกว่านี้
ที่ชั้นหนึ่งของหอศาสตรามีผู้ดูแลประจำอยู่
พอเห็นป้ายประจำตัวศิษย์สายในของเสิ่นโม่ ผู้ดูแลคนนั้นก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม แล้วเชิญเขาเข้าไปด้านใน
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเด็กสาวใสแจ๋วที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นดังมาจากด้านหลัง
"ศิษย์พี่เซียวฝาน ถ้าอยากได้อาวุธดีๆ ก็บอกข้ามาตรงๆ สิ จะต้องถ่อมาที่หอศาสตราทำไมให้เหนื่อย? ข้าบอกให้ท่านพ่อเลือกอันที่ดีที่สุดให้ท่านก็ได้นี่นา!"
ตามมาด้วยเสียงของเซียวฝาน "ไม่ได้หรอก หากข้าต้องพึ่งพาเจ้าไปเสียทุกเรื่อง ข้ามิกลายเป็นพวกเกาะผู้หญิงกินหรอกหรือ? ทุกสิ่งทุกอย่างของข้าเซียวฝาน ล้วนต้องหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งนั้น!"
"อีกอย่าง ข้าเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน มีสิทธิ์มารับอาวุธได้ฟรี ไม่แน่ว่าอาจจะฟลุ๊กได้กระบี่วิญญาณจากหอศาสตรากลับไปก็ได้นะ!"
หลิ่วเฟยมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ศิษย์พี่เซียวฝาน ข้าชอบนิสัยที่พึ่งพาตัวเองและเข้มแข็งของท่านจริงๆ มันช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน!"
ทั้งสองคนเดินตัวติดกันแจก้าวเข้ามาในหอศาสตราเช่นเดียวกัน
ประกายความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาของเสิ่นโม่
เจ้านี่ก็มาด้วยงั้นรึ?
เซียวฝานนี่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีดวงชะตา "บุตรแห่งสวรรค์" เลยนะ
การที่เขาโผล่มาที่หอศาสตรา จะต้องมีวาสนาครั้งใหญ่รอเขาอยู่อย่างแน่นอน!