- หน้าแรก
- วิถีเซียน เริ่มต้นบำเพ็ญด้วยการแย่งชิงวาสนาตัวเอก
- บทที่ 9 เข้าร่วมการประเมินศิษย์สายนอก
บทที่ 9 เข้าร่วมการประเมินศิษย์สายนอก
บทที่ 9 เข้าร่วมการประเมินศิษย์สายนอก
บทที่ 9 เข้าร่วมการประเมินศิษย์สายนอก
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
ณ เรือนพักของศิษย์สายนอก ในห้องเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตา เสิ่นโม่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เหลยจวิ้นไม่ได้มาหยั่งเชิงเขาอีกเลย แต่เนื่องจากยังหาตัวคนร้ายไม่พบ การสืบสวนของเหลยจวิ้นจึงยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากที่เสิ่นโม่ไปแย่งชิงวาสนาของเหลยจวิ้นจนได้แกนอสูรระดับสองมาสามเม็ด ตบะของเขาก็ไม่เพียงแค่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณขั้นก้าวหน้าเท่านั้น แต่ยังมีทีท่าว่าจะพุ่งไปถึงขั้นสัมฤทธิ์อีกด้วย เขาจึงตัดสินใจดื่มวารีวิญญาณพระแม่ธรณีที่เหลืออยู่จนหมดเกลี้ยง
และก็เป็นไปตามคาด เขาสามารถฝ่าด่านคอขวดและเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตรวมปราณขั้นสัมฤทธิ์ได้สำเร็จ!
ในตอนนี้ เขาอยู่ขอบเขตรวมปราณขั้นสัมฤทธิ์แล้ว แถมยังมีไพ่ตายอย่างเพลงกระบี่เงาอัสนีอีก เหลยจวิ้นไม่ใช่คู่มือของเขาอีกต่อไป!
"วันนี้คือวันประเมินศิษย์สายนอก ข้าจะขอท้าประลองกับเหลยจวิ้นต่อหน้าทุกคน บดขยี้มันให้จมดิน แล้วก็เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในไปในตัว ตราบใดที่ข้าได้เป็นศิษย์สายใน ข้าก็จะได้รับความคุ้มครองจากสำนักชิงเสวียน หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมานั่งเสแสร้งอีกต่อไป ข้าจะเผยพลังที่แท้จริงให้ทุกคนได้เห็น — ว่าตอนนี้ ข้าน่ะ แข็งแกร่งจนน่ากลัวเลยล่ะ!"
เสิ่นโม่แสยะยิ้ม
เขาผลักประตูออกไป ก็เห็นศิษย์สายนอกเดินกันขวักไขว่เป็นกลุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังไหล่เขา สถานที่ประเมินศิษย์สายนอก ก็คือลานประลองที่ไหล่เขานั่นเอง
เมื่อเสิ่นโม่ไปถึง ก็พบว่ามีศิษย์สายนอกมารวมตัวกันอยู่หลายร้อยคนแล้ว เขาปรายตามองก็เห็นร่างของคนสองคนที่ดูโดดเด่นสะดุดตาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เด็กสาวคนหนึ่งเกาะแขนชายหนุ่มไว้แน่นราวกับลูกนกตัวน้อย ทั้งสองคนนี้ก็คือเซียวฝานกับหลิ่วเฟยนั่นเอง
เห็นได้ชัดว่าดวงชะตาสีแดง "กายาเซียนกระดูกหยก" ของเซียวฝานแผลงฤทธิ์เข้าให้แล้ว ถึงได้คว้าเอาหัวใจของหลิ่วเฟยมาครองได้สำเร็จ ศิษย์สายนอกหลายคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็เข้ามารุมล้อมแสดงความยินดีกับเซียวฝาน
"ยินดีด้วยนะศิษย์พี่เซียวที่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน!"
"ศิษย์พี่เซียว วันข้างหน้าอย่าลืมพวกศิษย์น้องตาดำๆ อย่างพวกเราล่ะ!"
เซียวฝานหน้าบานเป็นกระด้ง ตอบกลับด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม "ทุกคนไม่ต้องห่วง ข้าเซียวฝานเป็นคนรู้คุณคน ใครที่เคยช่วยเหลือข้า ข้าจะต้องตอบแทนให้อย่างงามแน่นอน!"
เสิ่นโม่ฟังอยู่สองสามประโยค ถึงได้รู้ว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เซียวฝานเลิกหัวแข็งไปท้าชนกับเหลยจวิ้นแล้ว แต่หันไปท้าประลองกับศิษย์สายในคนที่อ่อนแอกว่าแทน และก็เอาชนะมาได้ ศิษย์สายในคนนั้นจึงถูกถอดยศและลดขั้นลงมาเป็นศิษย์สายนอก ส่วนเซียวฝานก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นศิษย์สายในแทน
ส่วนคำพูดที่เซียวฝานเอาใจพวกศิษย์คนอื่นๆ นั้น เสิ่นโม่ฟังแล้วก็เอาแต่แค่นเสียงหัวเราะ
ถ้าเซียวฝานเป็นคนรู้คุณคนจริงๆ ตอนที่เขารากฐานพังทลาย เจ้านั่นคงไม่เผ่นแน่บเร็วกว่าใครเพื่อนหรอก
ในศาลาพักผ่อนริมลานประลอง ศิษย์สายในสามคนกำลังจิบชาดูการประเมิน หนึ่งในนั้นก็คือเหลยจวิ้น ส่วนอีกสองคนเสิ่นโม่ก็รู้จัก พวกเขามาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มาจากเมืองชิงซาน แต่มาจากเมืองกู่เฟิง
เมืองชิงซาน เมืองกู่เฟิง เมืองซีซาน รวมไปถึงหมู่บ้านและค่ายโจรเล็กๆ อีกหลายร้อยแห่งที่อยู่รายรอบ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของสำนักชิงเสวียน ในดินแดนแถบนี้ สำนักชิงเสวียนคือผู้มีอำนาจเด็ดขาด ชี้เป็นชี้ตายได้
เสิ่นโม่ปรายตามองไปที่กระดานชะตาของเหลยจวิ้นแต่ไกล:
[ชื่อ: เหลยจวิ้น]
[ขอบเขต: รวมปราณ ขั้นก้าวหน้า]
[ดวงชะตา: ลูกหลานตระกูลใหญ่, กายาอัสนี, โชคชะตาน่าทึ่ง]
[วิถีชะตา: ท้ายที่สุดหยุดอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุด ดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสายนอกของสำนักชิงเสวียน อีกสิบเก้าปีให้หลังฝืนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผูกจินตัน บาดเจ็บสาหัสกระอักเลือด และสิ้นใจในอีกไม่กี่วันต่อมา]
[วาสนาในเร็ววัน: ถูกเสิ่นโม่ท้าประลอง พ่ายแพ้ย่อยยับ จุดตันเถียนถูกทำลาย ถูกยึดตำแหน่งศิษย์สายใน และถูกลดขั้นเป็นศิษย์สายนอก]
เสิ่นโม่ลอบยิ้มเยาะในใจ
เขาแย่งชิงวาสนาของเหลยจวิ้นมานับครั้งไม่ถ้วน วิถีชะตาของมันจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยไปถึงขอบเขตผูกจินตัน ตอนนี้กลับหยุดอยู่แค่สร้างรากฐาน และไม่มีวันก้าวหน้าไปได้อีกตลอดชีวิต
พอเห็นวาสนาในเร็ววัน เสิ่นโม่ก็ยิ่งอารมณ์ดี
ข้อมูลที่แสดงบนหน้าต่างคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ เพียงพอที่จะบดขยี้เหลยจวิ้นให้แหลกคามือได้แล้ว!
เสิ่นโม่ปรายตามองเพียงแวบเดียว แล้วหันความสนใจกลับไปที่กลางลานประลอง
ตรงนั้นมีผู้ดูแลหน้าดำคนหนึ่งทำหน้าที่จดบันทึกอยู่ ด้านหลังเขามีเสาวัดพลังตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งต้น
เสาวัดพลังมีความสูงสามเมตร โปร่งใสทั้งต้น ด้านในกลวงโบ๋ ที่ก้นเสามีของเหลวสีเงินขังอยู่
ของเหลวชนิดนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด ยามปกติจะสงบนิ่งไม่ไหวติง แต่เมื่อได้รับแรงกระแทกจากภายนอก ก็จะขยายตัวอย่างรุนแรง ดังนั้นหลายสำนักจึงใช้เสานี้เป็นเครื่องมือวัดระดับความแข็งแกร่ง
ขอเพียงชกออกไปหมัดเดียว แล้วทำให้ของเหลวสีเงินพุ่งขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งฉื่อ ก็ถือว่าผ่านการประเมินขั้นก้าวหน้าแล้ว แต่ถ้าไม่ถึงหนึ่งฉื่อ ก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เก็บข้าวของกลับบ้านไปได้เลย
"คนต่อไป เฉินป๋อ!" ผู้ดูแลตะโกนเรียก ศิษย์คนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง แล้วซัดหมัดเข้าใส่เสาวัดพลัง
วูบ! ของเหลวสีเงินพุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึงสองฉื่อ ผู้ดูแลพยักหน้า "สองฉื่อหนึ่งชุ่น ผ่าน"
"คนต่อไป จ่าวเซี่ย!"
หมัดกระแทกเปรี้ยง ของเหลวสีเงินพุ่งขึ้นไปได้แค่เก้าชุ่น ศิษย์ที่ชื่อจ่าวเซี่ยหน้าซีดเผือด ผู้ดูแลโบกมือไล่ "เก้าชุ่น ไม่ผ่าน เก็บข้าวของไสหัวไปซะ"
"คนต่อไป..."
การประเมินดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปร้อยกว่าคนแล้ว
"คนต่อไป เสิ่นโม่" ผู้ดูแลตะโกนเรียกเสียงดังฟังชัด
พอได้ยินชื่อนี้ ศิษย์สายนอกที่อยู่ด้านล่างก็พากันนึกถึงอดีตศิษย์อันดับหนึ่งของสายนอกขึ้นมาทันที พวกเขาเริ่มซุบซิบนินทากัน บ้างก็เย้ยหยัน บ้างก็หัวเราะเยาะ บ้างก็เวทนา แต่ส่วนใหญ่ก็แค่อยากดูเรื่องสนุกเท่านั้น
เสิ่นโม่ทำหูทวนลม ยืดอกก้าวอาดๆ ขึ้นไปบนลานประลอง
เซียวฝานเหลือบมองแผ่นหลังของเสิ่นโม่ ประกายความประหลาดใจพาดผ่านดวงตา หลิ่วเฟยที่อิงแอบอยู่แนบอกเขาเอ่ยถามเสียงเบา "ศิษย์พี่เซียว ข้าจำได้ว่าคนผู้นั้นเคยให้หินวิญญาณท่านนี่นา แล้วทำไมตอนหลังท่านถึงไม่ช่วยเขาเลยล่ะ?"
เซียวฝานใจเต้นระทึก
คำถามจี้จุดของหลิ่วเฟยทำให้เขาระวังตัวแจ การเนรคุณแบบนี้ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงสำหรับผู้หญิง เขาจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรการฝึกฝนจากหลิ่วเฟย จะปล่อยให้มีจุดด่างพร้อยเรื่องนิสัยใจคอไม่ได้เด็ดขาด
เขารีบกุมมือหลิ่วเฟยไว้แน่น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เฟยเอ๋อร์ เจ้ารู้แค่เปลือกนอก ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ที่หมอนั่นให้หินวิญญาณข้า ก็แค่เห็นว่าข้ามีแวว เลยอยากจะตีสนิทก็เท่านั้น ข้าเกลียดพวกฉวยโอกาสแบบนี้ที่สุด ก็เลยไม่สนใจเขา"
หลิ่วเฟยพยักหน้า "สมกับที่เป็นศิษย์พี่เซียว สายตาเฉียบแหลม มองทะลุธาตุแท้ของเขาได้ในปราดเดียว"
จู่ๆ เซียวฝานก็ถามกลับ "เฟยเอ๋อร์ ที่เจ้าเข้ามาใกล้ชิดข้า ก็เป็นเพราะเห็นว่าข้ามีแวว เลยอยากจะเสี่ยงดวงดูใช่ไหม? ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ข้าคงเสียใจแย่" พูดจบเขาก็แสร้งทำเป็นปล่อยมือจากแขนของนาง
หลิ่วเฟยชะงัก รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ศิษย์พี่เซียว ท่านพูดแบบนี้ได้ยังไง? ข้ารักท่านตั้งแต่แรกพบ ตั้งแต่วันแรกที่ท่านเข้าสำนักมา ข้าก็ชอบท่านแล้ว แต่ท่านพ่อของข้าบอกว่าต้องรอดูแววของท่านก่อน ถึงจะยอมให้ข้าเข้าใกล้ท่านได้"
เซียวฝานรีบดึงนางเข้ามากอดแน่นขึ้นไปอีก "ข้าเข้าใจ ข้ารู้ดี เฟยเอ๋อร์ดีกับข้าที่สุด" หลิ่วเฟยหน้าแดงซ่าน ซบหน้าลงกับอกของเขา
เซียวฝานลอบยิ้มเยาะในใจ
ผู้หญิงที่กำลังมีความรักนี่หลอกง่ายจริงๆ
แน่นอนว่า ที่เขาพูดไปเมื่อกี้ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
ตอนที่เสิ่นโม่รากฐานพังทลาย ตบะดิ่งลงเหว เซียวฝานก็ตีตัวออกห่างทันที เหตุผลง่ายนิดเดียว: ถ้าเสิ่นโม่ยังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสายนอกอยู่ เขาก็จะรักษาน้ำใจไว้ เพื่อจะได้มีทั้งคนหนุนหลังและหินวิญญาณใช้ แต่ในเมื่อเสิ่นโม่ร่วงหล่นลงมาเป็นแค่ขั้นเริ่มต้น ก็หมดประโยชน์ที่จะคบหาต่อไป
สิ่งเดียวที่เซียวฝานคาดไม่ถึงก็คือ เสิ่นโม่ยังไม่ยอมออกจากสำนักไปอีก ถ้าเป็นตัวเขาเองล่ะก็ คงเผ่นกลับบ้านไปตีเหล็กนานแล้ว รากฐานพังทลาย หมดหวังในเส้นทางเซียน แล้วจะอยู่เป็นภาระสำนักชิงเสวียนต่อไปทำไม?
ในศาลาพักผ่อน หลิ่วเยว่เฟิง ศิษย์สายในรูปร่างสูงใหญ่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเหลยจวิ้น ปรายตามองเสิ่นโม่แต่ไกล แล้วเอ่ยเรียบๆ "คนนั้นน่ะหรือเสิ่นโม่? อดีตศิษย์อันดับหนึ่งของสายนอก? เป็นสวะไปแล้วยังจะทนอยู่เป็นภาระสำนักอีก ช่างเปลืองทรัพยากรจริงๆ" พูดจบก็ส่ายหน้าไปมา
เหลยจวิ้นแค่นเสียงเย็นชา "ข้าก็ว่างั้น ถ้าข้าเป็นมัน ข้าคงไปนานแล้ว" น้ำเสียงนั้นช่างเหน็บแนม แตกต่างจากภาพลักษณ์วิญญูชนที่สร้างไว้อย่างสิ้นเชิง "แต่ว่า ข้ามีความรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ อยู่ แต่ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน" เหลยจวิ้นทำหน้าเครียด
เกาเผิง ศิษย์สายในรูปร่างผอมแห้งพูดโพล่งขึ้นมา "เจ้าสงสัยว่ามันเป็นคนฆ่าน้องชายเจ้ารึ?"
เหลยจวิ้นพยักหน้า "มันมีแรงจูงใจที่จะฆ่าเหลยหย่งมากที่สุด แต่ข้าลองหยั่งเชิงมันดูหลายรอบแล้ว มันก็เป็นแค่ขอบเขตชุบกายาขั้นเริ่มต้นจริงๆ"
หลิ่วเยว่เฟิงหัวเราะลั่น "เจ้าคิดมากไปแล้ว รากฐานพังไปแล้ว ไม่มีทางกลับมาฝึกฝนได้อีกหรอก เว้นเสียแต่จะได้โอสถวิเศษระดับเซวียนขั้นสูงมาฟื้นฟูรากฐาน แต่นั่นมันก็ต้องเป็นระดับเซวียนขั้นสูงเชียวนะ"
เกาเผิงเสริม "ใช่ ด้วยน้ำหน้าอย่างมัน อย่าว่าแต่โอสถวิเศษระดับเซวียนเลย แค่โอสถชุบกายาสักเม็ดยังหามาประทังชีวิตยากเลย"
หลิ่วเยว่เฟิงหัวเราะ "ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีมันอาจจะฟลุ๊กเดินไปเตะเจอสักเม็ดก็ได้มั้ง?"
เหลยจวิ้นหัวเราะร่า "โชคชะตาเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ดูจากสารรูปของเสิ่นโม่แล้ว ไม่ใช่คนที่มีวาสนาอะไรหรอก"
"เสิ่นโม่จะวัดพลังแล้ว เดี๋ยวก็รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่ามันแน่สักแค่ไหน" เกาเผิงพูดกลั้วหัวเราะ
สายตาทั้งสามคู่จับจ้องไปที่ลานประลอง