- หน้าแรก
- โต้วหลัว เกิดใหม่เป็นจูจู๋ชิง สู่เส้นทางจักรพรรดินี
- บทที่ 23: สามจอมยุทธ์แห่งสื่อไหลเค่อ
บทที่ 23: สามจอมยุทธ์แห่งสื่อไหลเค่อ
บทที่ 23: สามจอมยุทธ์แห่งสื่อไหลเค่อ
บทที่ 23: สามจอมยุทธ์แห่งสื่อไหลเค่อ
จูจู๋ชิงที่เดินมาได้สักพักก็ขมวดคิ้ว ความรู้สึกรังเกียจผุดขึ้นในใจเมื่อมองไปยังร่างสีแดงที่ขวางทางนางอยู่
หม่าหงจวิ้นเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน ปราณชั่วร้ายของเขาสะสมมาทั้งวัน เขาจึงวางแผนจะมาระบายมันในเมืองสั่วทัวภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาล
แต่เขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าเมืองสั่วทัวมาได้ไม่ทันไร ก็ดันมาเจอช้างเผือกเข้าให้แล้ว!
เอ้อ!
ที่บอกว่าเป็นช้างเผือกก็เป็นแค่ความรู้สึกน่ะนะ เพราะจูจู๋ชิงถูกซ่อนอยู่ใต้หมวกไผ่จนมิดชิด เขาจำแนกนางว่าเป็นช้างเผือกได้ก็จากสัญชาตญาณต่อเพศตรงข้ามล้วนๆ
ด้วยแรงขับเคลื่อนจากปราณชั่วร้าย หม่าหงจวิ้นจึงไปขวางทางจูจู๋ชิงอย่างเป็นธรรมชาติ
แม้ว่าปีนี้หม่าหงจวิ้นจะอายุแค่ประมาณสิบขวบ แต่ภายใต้การกระตุ้นของพลังวิญญาณและปราณชั่วร้าย ลักษณะทางสรีรวิทยาของเขาก็เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น คำสอนของฝูหลันเต๋อยังทำให้เขาเข้าใจเรื่องระหว่างชายหญิงอย่างถ่องแท้
เขาหมุนตัวอย่างฉูดฉาด ร่างกายอันอวบอ้วนของเขาพลิ้วไหวกลางอากาศ เมื่อเขาหยุดชะงัก ดอกกุหลาบสีแดงก็คาบอยู่ที่ปากของเขาเรียบร้อยแล้ว
สายตาที่เต็มไปด้วยความหยอกล้อของเขา จ้องเขม็งไปที่จูจู๋ชิง
"แม่นาง ค่ำคืนนี้..."
ปัง!
หม่าหงจวิ้นยังพูดประโยคจีบสาวไม่ทันจบ ร่างของจูจู๋ชิงก็หายวับไปจากจุดเดิม
จากนั้น นางก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือหัวหม่าหงจวิ้นอย่างกะทันหัน
เรียวขายาวหนึ่งเมตรหกสิบเซนติเมตรของนางฟาดลงมาจากกลางอากาศ
นางเตะเข้าที่หัวของหม่าหงจวิ้นอย่างจัง ส่งร่างเขากระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมรูปคน
"โชคร้ายอะไรขนาดนี้เนี่ย! วันเดียวเจอสวะถึงสองคน ดูเหมือนเมืองสั่วทัวนี่จะไม่ใช่สถานที่ดีๆ จริงๆ ด้วย!"
จูจู๋ชิงถูรองเท้ากับพื้นอย่างแรงสองสามครั้ง รู้สึกว่าลูกเตะเมื่อกี้ทำให้รองเท้าของนางสกปรก
จากนั้นนางก็แอบสาบานในใจว่า ถ้านางกลับมาเหยียบเมืองสั่วทัวอีก ขอให้กลายเป็นหมาเลยเอ้า!
เคร้ง!
ทันใดนั้น เสียงของหล่นก็แว่วเข้าหู จูจู๋ชิงเงยหน้าขึ้นและเห็นชายหนุ่มหนวดเคราเฟิ้มกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาว่างเปล่า ไส้กรอกชิ้นหนึ่งตกอยู่ข้างเท้าของเขาอย่างเงียบงัน
จ๊าก!
เมื่อสายตาของจูจู๋ชิงจับจ้องมาที่เขา เอ้าซื่อข่าก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขายืนแข็งทื่อ ราวกับถูกแช่แข็งและระเหิดหายไปในอากาศ
ฟุ่บ!
ในวินาทีต่อมา เอ้าซื่อข่าก็ราวกับระเบิดพลังคอสโมในตัวออกมา สองมือจับรถเข็นขายไส้กรอกแน่น แล้วพุ่งตัวออกไปพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในชีวิต เพียงพริบตาเดียว ทั้งเขาและรถเข็นก็หายวับไปจากสายตาของจูจู๋ชิง
เมื่อมองดูเอ้าซื่อข่าจากไป จูจู๋ชิงก็เลือกที่จะไม่รั้งเขาไว้ เอ้าซื่อข่าน่าจะเป็นคนเดียวในสื่อไหลเค่อที่มีศีลธรรมพอใช้ได้
เขาไม่ได้สร้างปัญหาอะไรมากมาย และประวัติของเขาก็ค่อนข้างใสสะอาด
นางปรายตามองหม่าหงจวิ้นที่นอนจมกองดินอยู่ในหลุม ลูกเตะเมื่อกี้ของนางไม่ได้ออมแรงสักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากไม่ได้ใช้พลังวิญญาณ เขาจึงไม่ตายคาที่
แต่ลูกเตะนั่นก็ทำให้เขาสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง คงจะไม่ฟื้นไปอีกสิบวันถึงครึ่งเดือนแน่ๆ
เอาล่ะ ทีนี้ก็เห็นหน้าค่าตาสามคนจากสื่อไหลเค่อครบแล้ว จะพูดยังไงดีล่ะ? ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรสูงอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยิ่งผิดหวังหนักกว่าเดิมอีก!
คนขี้ขลาด ไอ้หื่นกาม แล้วก็คนขี้ปอดแหกที่ดูจะปกติที่สุด สื่อไหลเค่อนี่สมคำร่ำลือที่ว่ารับแต่สัตว์ประหลาดจริงๆ!
จูจู๋ชิงเดินเลี่ยงหม่าหงจวิ้นที่นอนหมอบกระแตอยู่ แล้วมุ่งหน้าไปยังที่จอดรถม้าของนางต่อไป
หลังจากจูจู๋ชิงจากไปได้สักพัก เอ้าซื่อข่าที่เผ่นแน่บไปก่อนหน้านี้ก็พาฝูหลันเต๋อกลับมา
"ท่านผอ. ตรงนี้แหละครับ!"
เอ้าซื่อข่ายังพูดไม่ทันจบ ฝูหลันเต๋อก็เห็นหม่าหงจวิ้นนอนจมอยู่ในหลุมเสียแล้ว
เขาพุ่งตัวไปอยู่ข้างๆ หม่าหงจวิ้น สัมผัสถึงลมหายใจอย่างเงียบๆ และเมื่อพบว่ายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ใช้พลังวิญญาณประคองหม่าหงจวิ้นขึ้นมาอย่างเบามือ
เขาวางมือขวาลงบนตัวหม่าหงจวิ้น อัดฉีดพลังวิญญาณเข้าไปในร่างของหม่าหงจวิ้นเพื่อตรวจสอบอาการ
"ซี๊ดดด ลงมือโหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้ ถ้าโดนคนธรรมดาเข้าไป มีหวังกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเลยไม่ใช่หรือไง?!"
ฝูหลันเต๋อกล่าวด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวสุดขีด
"ใคร ใครเป็นคนทำ?!"
ฝูหลันเต๋อคำรามลั่น มีแต่พวกเขานี่แหละที่ไปรังแกคนอื่น ไม่เคยมีประวัติว่าคนอื่นมารังแกพวกเขามาก่อน
"ขะ... ข้าไม่รู้ครับ นางใส่หมวกไผ่สีดำ ข้าเลยไม่เห็นหน้าตาของนาง!"
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวของฝูหลันเต๋อ เอ้าซื่อข่าก็รีบส่ายหัวดิก
"หมวกไผ่สีดำงั้นหรือ?"
สีหน้าโกรธเกรี้ยวของฝูหลันเต๋อพลันแข็งค้างทันที บนทวีปโต้วหลัวมีคนใส่หมวกไผ่ไม่มากนัก และผู้หญิงที่ใส่หมวกไผ่สีดำ ก็ทำให้เขานึกถึงใครบางคนขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน เมื่อมองไปที่ลูกศิษย์ตัวแสบของเขา เขาก็แทบอยากจะยกมือขึ้นมาตบกะโหลกไอ้เด็กโชคร้ายนี่ให้ตายซะให้รู้แล้วรู้รอด
เขารู้ดีว่าลูกศิษย์ของเขาเป็นคนยังไง
เมื่อกี้ปราณชั่วร้ายของมันคงจะกำเริบ พอเห็นหน้าผู้หญิงก็คงจะเข้าไปหม้อเขาสินะ
นี่มัน...
ฝูหลันเต๋อจะพูดอะไรได้ล่ะ? ไม่โดนฆ่าตายคาที่ข้อหาไปแหย่ตอเข้าก็บุญแค่ไหนแล้ว ส่วนเรื่องที่เขาจะไปแก้แค้นแทนหม่าหงจวิ้นน่ะเหรอ?
เขา...
ไม่ใช่ว่าเขาไม่กล้าหรอก แต่เขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็น ในเมื่อนางสั่งสอนหม่าหงจวิ้นไปแล้วแถมยังไว้ชีวิต นั่นก็ถือว่าไว้หน้ากันมากพอแล้ว และยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นอันยุติ
แต่ถ้าเขาจะพาหม่าหงจวิ้นไปหาเรื่องนางอีก ตัดเรื่องที่ว่าจะหานางเจอไหมออกไปก่อน ถ้าเกิดหาเจอแล้วไปล่วงเกินนางอีกล่ะ?
ผู้หญิงคือสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ทางที่ดีอย่าไปทำให้พวกนางโกรธจะดีกว่า
"ท่านผอ. เราควรจะแก้แค้นให้หงจวิ้นไหมครับ?"
เอ้าซื่อข่าถามอย่างระมัดระวังพลางมองไปที่ฝูหลันเต๋อ
"แก้แค้น? แก้แค้นอะไร? วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องวุ่นวายอยู่ข้างนอก สุดท้ายข้าก็ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างให้ พวกเจ้าช่วยอยู่กันอย่างสงบๆ หน่อยไม่ได้หรือไง?!"
ฝูหลันเต๋อตวาดลั่น
"ตะ... แต่ท่านผอ. เคยบอกเองนี่ครับ ว่าคนที่ไม่กล้าสร้างเรื่องคือคนไร้ความสามารถ?!"
เอ้าซื่อข่าหดคอพลางบ่นอุบอิบเบาๆ!
"เจ้าว่าไงนะ?" ดวงตาของฝูหลันเต๋อเบิกกว้าง! "เจ้าเป็นผอ. หรือข้าเป็นผอ.?"
"เอ่อ ท่านเป็นผอ. ครับ ท่านเป็นผอ.!"
เอ้าซื่อข่าเอ่ยด้วยสีหน้าเจื่อนๆ รู้สึกหดหู่ใจ
"หึ เพื่อนร่วมชั้นตกอยู่ในอันตรายแต่เจ้ากลับหนีเอาตัวรอด ข้าจะลงโทษเจ้าให้วิ่งกลับไปที่โรงเรียนโดยห้ามใช้พลังวิญญาณ ถ้าทำไม่สำเร็จ คืนนี้ก็ไม่ต้องนอน!"
ฝูหลันเต๋อแค่นเสียงเย็น ปีกคู่หนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังขณะที่เขาอุ้มหม่าหงจวิ้นไว้ เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และมุ่งหน้าตรงไปยังสื่อไหลเค่อทันที
"หา?"
เอ้าซื่อข่ามองแผ่นหลังของฝูหลันเต๋อที่จากไป และรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลาย
ท่านไม่ได้บอกหรอกหรือว่าวิญญาจารย์สายสนับสนุนควรเรียนรู้วิธีวิ่งหนีในการต่อสู้น่ะ?
แล้วถ้าข้าไม่หนี ข้าจะอยู่รอให้โดนกระทืบตายหรือไง?!
เอ้าซื่อข่าแอบสาปแช่งฝูหลันเต๋อในใจ และเอาเข็มทิ่มตุ๊กตาวูดูรูปฝูหลันเต๋อไปสองสามที ในที่สุดเขาก็หันหลังกลับและวิ่งคอตกมุ่งหน้าไปยังสื่อไหลเค่อ
กุบกับๆๆ!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียง เอ้าซื่อข่าก็รีบวิ่งหลบไปริมถนนเพื่อหลีกทางให้
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เอ้าซื่อข่าก็เห็นรถม้าคันนั้น ประกายความอิจฉาวาบขึ้นในดวงตาของเขา เขาหวังว่าตัวเองจะมีรถม้าแบบนั้นบ้างจัง
น่าเสียดายที่เขาจนเกินไป เงินอุดหนุนรายปีส่วนใหญ่ของเขาก็หมดไปกับค่าเล่าเรียน เงินที่เหลือก็ต้องเอามาเป็นค่าอาหาร ถึงแม้ว่าเขาจะขายไส้กรอกย่างอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ยังเก็บเงินไม่ได้มากนัก
ทันใดนั้น สายลมแผ่วเบาก็พัดมา เปิดม่านรถม้าออก เผยให้เห็นร่างที่สวมหมวกไผ่สีดำอยู่ภายใน
ฟุ่บ!
เมื่อเห็นร่างนั้น ขนของเอ้าซื่อข่าก็ลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
จนกระทั่งรถม้าแล่นไปไกล เอ้าซื่อข่าจึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลังจากพยายามสงบสติอารมณ์และเสียงหัวใจที่เต้นรัว เอ้าซื่อข่าก็ไม่กล้าโอ้เอ้อีกต่อไป เขาวิ่งหน้าตั้งมุ่งตรงไปยังชานเมืองสั่วทัวทันที
อันตรายเกินไปแล้ว เขาจะไม่มีวันมาเมืองสั่วทัวคนเดียวอีกเป็นอันขาด!