- หน้าแรก
- เย่หลิน ปรมาจารย์สายซุ่ม ชิงโชควาสนา
- บทที่ 16 ได้รับแหวนมิติ
บทที่ 16 ได้รับแหวนมิติ
บทที่ 16 ได้รับแหวนมิติ
บทที่ 16 ได้รับแหวนมิติ
พื้นดินสั่นสะเทือนน้อยๆ เย่หลินกระโดดพุ่งตัวมาถึงลานกว้าง หลังจากที่เห็นหัวงูหลามยักษ์ถูกเขาซัดจนจมมิดลงไปในดินด้วยหมัดเดียว
ในขณะนี้ ลำตัวอันใหญ่โตของงูหลามกำลังบิดเร่าไปมา ทำให้ต้นไม้รอบๆ หักโค่นลงระเนระนาด
"หนึ่งดาบก่อเกิด ฟาดฟัน!"
เย่หลินคำรามลั่น เขาวิ่งถลาเข้าไป ดึงกระบี่ยาวที่ปักอยู่บนพื้นดินขึ้นมา กระโดดลอยตัวขึ้นสูง แล้วแทงกระบี่ทะลวงเข้าที่ดวงตาของงูหลามยักษ์อย่างเต็มแรง
ปราณกระบี่พุ่งทะลวงเข้าไปทำลายสมองของงูหลามยักษ์จนแหลกเละในพริบตา
ร่างอันมหึมาของงูหลามยักษ์ร่วงหล่นกระแทกพื้น สิ้นใจตายคาที่ ไม่ไหวติงอีกต่อไป
"เจ้างูยักษ์ตัวนี้ แข็งแกร่งพอๆ กับพยัคฆ์อสูรสามตัวที่ข้าเพิ่งฆ่าไปรวมกันเสียอีก"
เย่หลินพึมพำขณะมองดูซากของงูหลามยักษ์ จากนั้นเขาก็ตวัดกระบี่ฟันฉับๆ ผ่าร่างของงูหลามยักษ์ออกเป็นสองซีก
"เจอแล้ว"
ในตอนนั้นเอง ดวงตาของเย่หลินก็เป็นประกาย เขาพบแหวนมิติวงหนึ่งอยู่ภายในท้องของงูหลามยักษ์ หากไม่มีความผันผวนของพลังปราณจางๆ แผ่ออกมาจากแหวนมิติวงนี้ การจะหาแหวนวงเล็กๆ ในซากงูยักษ์ที่ใหญ่โตขนาดนี้ คงเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัสแน่ๆ
"แหวนมิติระดับเสวียนขั้นต่ำ รวยเละแล้วเว้ย!"
เย่หลินจ้องมองแหวนในมือด้วยความดีใจ จากนั้นเขาก็ทำตามวิธีที่เคยอ่านเจอในนิยาย โดยการปาดนิ้วชี้ซ้ายเข้ากับคมกระบี่ ปล่อยให้เลือดหยดลงบนตัวแหวน
ในชั่วพริบตา เย่หลินก็สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับแหวนในมือ
"พื้นที่กว้างขวางชะมัด!"
จิตวิญญาณของเย่หลินพุ่งเข้าไปสำรวจภายในแหวนมิติ และเขาก็ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง พื้นที่ภายในแหวนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีขนาดประมาณสิบเมตรทั้งความกว้าง ความยาว และความสูง ซึ่งสามารถจุของได้มากมายนับไม่ถ้วน
จากนั้นเขาก็เก็บกระบี่ยาวเข้าไปไว้ในแหวน หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เย่หลินก็หันหลังกลับไป และพบว่ามีกลุ่มชาวบ้านมายืนรวมตัวกันอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ขอบคุณท่านเซียน ขอบคุณท่านเซียนขอรับ!"
ในเวลานั้นเอง ชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลหวังก็พากันคุกเข่าก้มกราบเย่หลิน
นับตั้งแต่งูหลามยักษ์ตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้านเมื่อสามวันก่อน เด็กๆ ในหมู่บ้านก็เริ่มหายตัวไปทุกวัน ทำให้พวกเขาสะพรึงกลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรีบส่งคนไปแจ้งข่าวให้ทางสำนักชิงอวิ๋นทราบ
บางครั้ง ปุถุชนคนธรรมดาก็ไร้พลังอำนาจถึงเพียงนี้ หากปราศจากความแข็งแกร่ง ก็ทำได้เพียงรอคอยความตายเท่านั้น
"ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก ข้ามีธุระต้องไปจัดการข้างนอกสักหน่อย รบกวนพวกท่านช่วยเฝ้าหัวงูหลามนี่ไว้ให้ข้าทีนะ ส่วนเนื้อของมัน พวกท่านก็เอาไปแบ่งกันกินได้เลย มันจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้"
เมื่อเย่หลินพูดจบ ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็ตบหน้าอกรับคำแข็งขันทันที
"ท่านเซียนโปรดวางใจ พวกเราจะผลัดเวรกันเฝ้าหัวงูหลามนี้ไว้อย่างดีเลยขอรับ"
"ดีมาก ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อนล่ะ"
เย่หลินพยักหน้ารับ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนเฟิง
เนื้อสัตว์อสูรนั้นมีประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญเพียรมากเช่นกัน แต่เนื้อสัตว์อสูรในขอบเขตฝึกฝนลมปราณระดับ 5 นั้น ไร้ประโยชน์สำหรับเขาสิ้นดี
เขาเร่งฝีเท้าเดินทางอย่างรวดเร็ว ด้วยระดับการฝึกตนในขอบเขตฝึกฝนลมปราณระดับ 6 ของเขา ตราบใดที่เขาไม่เดินลึกเข้าไปในหุบเขา เขาก็จะปลอดภัยไร้กังวลอยู่บริเวณรอบนอกนี้ ตราบเท่าที่เขายังคงความระมัดระวังเอาไว้
เพียงชั่วพริบตา เย่หลินก็เดินทางมาถึงเมืองเทียนเฟิง
"ท่านเซียน ท่านมีภารกิจที่เมืองเทียนเฟิงอีกแล้วหรือขอรับ"
เนื่องจากเย่หลินเคยมาเยือนที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง ทหารยามเฝ้าประตูเมืองจึงจดจำใบหน้าของเขาได้อย่างแม่นยำ
ท้ายที่สุดแล้ว ในสายตาของปุถุชนคนธรรมดา ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนที่พวกเขาไม่กล้าล่วงเกิน
"ใช่แล้ว ครั้งนี้ข้ามาหาซื้อของในเมืองน่ะ"
"รับทราบขอรับ เชิญท่านเซียนด้านในเลยขอรับ"
ทหารยามรีบเอ่ยเชิญอย่างนอบน้อม
"จริงสิ พวกเจ้ารู้จักหอเฟิงหัวในเมืองเทียนเฟิงไหม มันอยู่ตรงไหนรึ"
จู่ๆ เย่หลินก็เอ่ยถามขึ้น ทำเอาทหารยามถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
ทหารยามมองเย่หลินด้วยสายตามีเลศนัย ก่อนจะตอบกลับไปว่า
"ท่านเซียนเดินตรงเข้าไปในเมืองเรื่อยๆ ก็จะเห็นเองขอรับ หอเฟิงหัวตั้งอยู่ใจกลางเมือง พอท่านไปถึง ท่านก็จะรู้เองขอรับ"
เมื่อได้ยินคำอธิบายของทหารยาม เย่หลินก็พยักหน้ารับแล้วเดินเข้าเมืองไป
"จุ๊ๆๆ พวกผู้บำเพ็ญเพียรนี่ก็ตัดกิเลสทางโลกไม่ขาดเหมือนกันแฮะ อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกลเพื่อมาหาความสำราญที่หอเฟิงหัวเชียวรึ"
ทหารยามมองตามหลังเย่หลินพลางเอ่ยขึ้นอย่างมีนัย
เย่หลินเดินตรงไปตามทางที่ทหารยามบอก
เมืองเทียนเฟิงเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรกว่า 100,000 คน และเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสำนักชิงอวิ๋น
"เจอแล้ว แต่ขอทานอยู่ไหนล่ะ"
เย่หลินยืนอยู่หน้าหอนางโลมแห่งหนึ่ง มีหญิงสาวแต่งตัวสีสันฉูดฉาดหลายคนกำลังยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าประตู และมีป้ายชื่อ "หอเฟิงหัว" แขวนเด่นหลาอยู่เหนือประตูบานนั้น
ทว่าเย่หลินกวาดสายตามองไปรอบๆ กลับไม่พบขอทานที่ปรากฏบนหน้าจอข้อมูลเลย
"แปลกจัง นี่คือวาสนาของหวงเซียวไม่ใช่รึ เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าหน้าจอข้อมูลแสดงให้เห็น ข้าก็ต้องแย่งชิงมันมาได้สิ"
หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่หลินก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม นั่งลงและทอดสายตามองไปยังหอเฟิงหัวที่อยู่อีกฝั่งถนน
"พี่ชาย เลิกมองเถอะ หอเฟิงหัวไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราจะจ่ายไหวหรอกนะ"
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินถือป้านเหล้ามานั่งลงตรงหน้าเย่หลินด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
เย่หลินไม่ได้สนใจคำพูดนั้น เมื่อเห็นว่าเย่หลินเมินเฉย ชายหนุ่มก็รู้ตัวว่าตัวเองคงมาผิดจังหวะ จึงทำปากยื่นแล้วเดินจากไป
"ทำไมไอ้ขอทานเหม็นโฉ่นี่ถึงมาอยู่ที่นี่อีกแล้วเนี่ย! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้นะไอ้ขอทานโสโครก ถ้าแกลูกค้าพวกข้าหนีหมด แกจะรับผิดชอบไหวไหม!"
"ใช่แล้ว! ถ้าพวกข้าไม่สงสารแก ป่านนี้แกโดนลากตัวไปส่งทางการให้จับเข้าคุกไปตั้งนานแล้ว!"
ในเวลานั้นเอง จิตใจของเย่หลินก็สั่นสะท้าน เขาเหลือบไปเห็นขอทานเฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้า นั่งอยู่หน้าหอเฟิงหัว ท่ามกลางสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของเหล่าหญิงสาวรอบข้าง
"ขอทานเฒ่าคนนั้นมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ได้เป็นเดือนแล้วนะ พอถึงตอนเที่ยงตรงทีไร แกก็จะมาปรากฏตัวที่หน้าหอเฟิงหัวตรงเวลาเป๊ะทุกที"
"แปลกดีเนอะ สมัยนี้แม้แต่ขอทานก็ยังมีความฝันกับเขาด้วย"
ชายหนุ่มที่เพิ่งเดินหนีไปเมื่อครู่ กลับมายืนอยู่ข้างๆ เย่หลินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และกระซิบกระซาบให้ฟัง
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หลินก็เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า และทันใดนั้น หน้าจอโปร่งใสก็ปรากฏขึ้น
ชื่อ: เฉิงหวย
ระดับการฝึกตน: ขอบเขตฝึกฝนลมปราณ ระดับ 4
โชคชะตา: สีดำ (หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา)
ชะตาชีวิต: ไม่มี
ทิศทางชะตา: เดิมทีเป็นศิษย์ของสำนักดาบสวรรค์ แต่เนื่องจากถูกใส่ร้าย ท้ายที่สุดจึงถูกผู้อาวุโสของสำนักดาบสวรรค์ส่งตัวมาแฝงตัวเป็นไส้ศึกในสำนักชิงอวิ๋น สามวันให้หลัง ในขณะที่เขากำลังจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋น เขากลับถูกผู้อาวุโสของสำนักชิงอวิ๋นจับได้ และถูกสังหารทิ้งในที่สุด หลังจากตายไป ก็มีคนค้นพบหินวิญญาณระดับกลางสามก้อนซ่อนอยู่บนศพของเขา
วาสนาที่กำลังจะมาถึง: ไม่มี
เมื่อมองดูหน้าจอข้อมูลของคนตรงหน้า หัวใจของเย่หลินก็กระตุกวูบ สวรรค์ ไส้ศึกงั้นรึเนี่ย!
สำนักดาบสวรรค์เป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองในรัศมีหมื่นลี้ และแน่นอนว่าอันดับหนึ่งก็คือสำนักชิงอวิ๋นนั่นเอง
"สำนักดาบสวรรค์ส่งศิษย์มาแฝงตัวเป็นไส้ศึกในสำนักชิงอวิ๋นงั้นรึ หรือว่าพวกมันคิดจะโค่นล้มสำนักชิงอวิ๋นกันแน่"
ประกายเย็นชาพาดผ่านดวงตาของเย่หลิน จากนั้นเขาก็นึกถึงทิศทางชะตาของเหล่าศิษย์สำนักชิงอวิ๋น ที่จะต้องถูกมารร้ายดูดกลืนแก่นเลือดจนตายในอีกหกเดือนข้างหน้า
ประกอบกับอีกหกเดือนข้างหน้า ก็เป็นวันที่ดินแดนลับของสำนักชิงอวิ๋นจะเปิดออก นั่นหมายความว่า จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอนในอีกหกเดือนข้างหน้านี้
เหตุผลที่สำนักชิงอวิ๋นสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานในรัศมีหมื่นลี้ได้ ก็เป็นเพราะดินแดนลับแห่งนี้นี่แหละ
ในเวลานั้นเอง จู่ๆ เย่หลินก็ลงมือ เขากดหัวของชายหนุ่มกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
"พี่ชาย ท่านทำอะไรเนี่ย!"
เฉิงหวยที่ถูกกดหัวแนบติดกับโต๊ะรู้สึกโกรธเคือง แต่ใบหน้ากลับไม่แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร ส่งหินวิญญาณระดับกลางที่ซ่อนอยู่มาให้ข้าซะ แล้วข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้าในวันนี้"
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของเฉิงหวยก็หล่นวูบ หมอนี่รู้ได้ยังไงว่าเขามีหินวิญญาณระดับกลางซ่อนอยู่!
นับตั้งแต่ที่เขาถูกใส่ร้าย ก่อนที่จะถูกลดขั้นและขับไล่ออกจากสำนัก เขาได้แอบลอบเข้าไปในที่พักของผู้อาวุโส และขโมยหินวิญญาณระดับกลางสามก้อน ซึ่งเป็นของสะสมตลอดสิบปีของผู้อาวุโสออกมา
"พี่ชาย ท่านพูดเรื่องอะไร ข้าก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไปนี่แหละ ส่วนหินวิญญาณอะไรนั่น มันของสำหรับพวกผู้บำเพ็ญเพียร ข้าจะไปมีของแบบนั้นได้ยังไงกัน"
เมื่อได้ยินคำแก้ตัว เย่หลินก็แค่นเสียงเยาะ
"ถ้าเจ้ายังจะแกล้งทำเป็นไขสืออยู่แบบนี้ วันนี้เจ้าคงไม่ได้กลับออกไปแบบมีชีวิตแน่ จริงไหม เฉิงหวย"
เมื่อเย่หลินพูดจบ เฉิงหวยก็รู้ตัวทันทีว่าความลับของเขาแตกเสียแล้ว จากนั้นเขาก็หยิบผลึกส่องประกายระยิบระยับสามก้อนออกมาจากอกเสื้อ และยื่นมันให้กับเย่หลิน
"เป็นทางเลือกที่ฉลาดมาก ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ อย่ารนหาที่ตายด้วยการเข้าไปในสำนักชิงอวิ๋นเลย บางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็นหรอกนะ"
เย่หลินเก็บหินวิญญาณลงไป เอ่ยเตือนเฉิงหวย ปล่อยมือจากเขา แล้วเดินตรงไปยังหอเฟิงหัว
ในเมื่อเจ้านี่มอบหินวิญญาณให้เขาแล้ว เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเอ่ยปากเตือนสักหน่อย แต่ถ้ามันยังดึงดันที่จะไปรนหาที่ตายอีก ก็ถือว่าไม่ใช่กงการอะไรของเขาแล้ว