- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 59 ไอ้เฒ่าหัวงู
บทที่ 59 ไอ้เฒ่าหัวงู
บทที่ 59 ไอ้เฒ่าหัวงู
ภาพวาดบนกำแพงนั้นถูกสเก็ตช์ด้วยดินสอสีดำ ไม่รู้ว่าไปเอาดินสอแท่งใหญ่ขนาดไหนมาวาด ถึงได้สามารถวาดภาพบนกำแพงที่ยาวขนาดนี้ได้
เมื่อพิจารณาดูเนื้อหาในภาพวาด ภาพแรกคือเด็กสาวผมยาวนั่งวาดรูปอยู่ริมระเบียง โดยมีผู้ชายคนหนึ่งยืนสอนอยู่ข้างๆ ภาพที่สองคือผู้ชายคนนั้นพยายามจะฉุดกระชากเด็กสาวเข้าไปในห้องนอน ภาพที่สามคือเด็กสาวกำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่ริมระเบียง
และภาพที่สี่คือภาพที่เธอพลัดตกลงมาจากชั้นสอง...
เมื่อดูจากการตกแต่งในภาพวาดแล้ว มันคือบ้านของศาสตราจารย์กวนชัดๆ เลย
เยว่เหวินเหลือบมองศาสตราจารย์ที่กำลังสลบไสลอยู่ในมือของเขาอย่างลังเล ศาสตราจารย์กวนมีชื่อเสียงและเป็นที่นับหน้าถือตาในมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงมาตลอด หลายปีมานี้ก็ไม่เคยมีข่าวเสียหายอะไรเลย
เรื่องราวในภาพวาดบนกำแพงนี้เป็นเรื่องจริงที่อีกฝ่ายทำงั้นเหรอ?
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งสืบสวนหาความจริง ในเมื่อยังไม่เจอหลักฐานอะไร เขาก็เลยพูดขึ้นว่า "ในเมื่อเงาของหญิงสาวคนนั้นหายไปตรงนี้ บางทีกำแพงนี้อาจจะเป็นทางออกก็ได้"
"พังกำแพงนี้เลยใช่ไหม?" จ้าวซิงเอ๋อร์เล็งเป้าหมายไปที่กำแพง เตรียมเหวี่ยงลูกตุ้มหนามในมือ
"น่าจะใช่นะ"
เยว่เหวินเพิ่งจะพูดจบคำ ลูกตุ้มหนามก็พุ่งกระแทกเข้าที่กำแพงดังโครมแล้ว
ตูม—
กำแพงแตกกระจาย ฝุ่นควันตลบอบอวล สิ่งต่างๆ รอบตัวก็พลอยสลายหายไปราวกับภาพลวงตา
เยว่เหวินหันมองรอบๆ ก็พบว่าเขากลับมาอยู่ในห้องรับแขกที่มืดมิดอีกครั้ง กำแพงที่ถูกทำลายไปเมื่อครู่คือกำแพงด้านที่ติดกับระเบียงทางเดินด้านนอกนั่นเอง เศษอิฐหักๆ หล่นเกลื่อนพื้น และในช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงนั้น ก็ปรากฏร่างของมนุษย์ให้เห็น!
มันคือศพมนุษย์ที่ถูกโบกปูนทับไว้ น่าจะถูกฝังอยู่ในกำแพงมานานแล้ว ภายหลังกำแพงถูกทำลาย ก็เผยให้เห็นร่างครึ่งซีกที่ถูกปูนหลุดออกบางส่วน เผยให้เห็นโครงกระดูกสีดำคล้ำเน่าเปื่อย ดูน่าสยดสยองเป็นที่สุด
และเบื้องหน้ากำแพงนี้ ทั่วทั้งห้องกลับเงียบสงบลง ถึงแม้จะมีพลังหยินจางๆ ลอยอวลอยู่ แต่ก็ไม่มีวี่แววความเคลื่อนไหวของฝันร้ายอีกเลย
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
เปลือกตาของกวนฉินขยับไปมา ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นภาพตรงหน้า รูม่านตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด "นี่มัน..."
"ศาสตราจารย์กวนครับ บางทีคุณอาจจะช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ" เยว่เหวินจ้องมองศพในกำแพง พลางครุ่นคิด "ศพนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่?"
"ฉันไม่รู้" กวนฉินส่ายหน้าปฏิเสธ "บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งชั่วร้ายในห้องนี้ก็ได้มั้ง"
"สิ่งชั่วร้ายย่อมมีที่มาที่ไปเสมอครับ" เยว่เหวินหันไปจ้องตาเขาเขม็ง "สิ่งชั่วร้ายในห้องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับศพนี้จริงๆ ก็ได้ แต่ศพนี่มันมาอยู่ในกำแพงห้องรับแขกบ้านคุณได้ยังไงล่ะครับ อยู่ที่นี่มาตั้งหลายปี จะไม่รู้เรื่องเลยเหรอ?"
"ฉัน..." กวนฉินหลบสายตาไปมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธลูกเดียว
"ถ้างั้นผมคงต้องเรียกคนจากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติมาจัดการแล้วล่ะครับ" เยว่เหวินขู่ "ในเมื่อเราหาต้นตอของสิ่งชั่วร้ายที่นี่ไม่เจอ คงต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐมาจัดการเองแหละครับ"
"อย่านะ!" กวนฉินตะโกนเสียงหลง พร้อมกับผุดลุกขึ้นยืน
เขาหันหน้าหนี ไม่กล้ามองศพในกำแพง รีบถอยหลังกรูดออกไปจากห้อง ก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนมาประจันหน้ากับเยว่เหวินและจ้าวซิงเอ๋อร์
"คือ... เธอเป็นลูกศิษย์ที่ฉันเคยสอนเมื่อสองปีก่อนน่ะ ฉันมักจะให้เธอมาเรียนพิเศษที่บ้านเป็นประจำ นานวันเข้า... เราก็เลยเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน" กวนฉินพูดจาวกไปวนมา
"นักศึกษามหาวิทยาลัยเจียงเฉิง อายุประมาณยี่สิบปี ส่วนคุณเมื่อสองปีก่อนก็อายุห้าสิบกว่าแล้ว เธอจะมาเกิดความรู้สึกดีๆ กับคุณเนี่ยนะ?" เยว่เหวินขมวดคิ้วจ้องเขาเขม็ง "ศาสตราจารย์กวนครับ ถึงตอนนี้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมาพูดจาให้ตัวเองดูดีหรอกครับ"
"พวกเธอไม่เข้าใจหรอก มันคือความผูกพันทางศิลปะต่างหากล่ะ..." กวนฉินกางแขนออก พยายามอธิบายอย่างเต็มที่ "ฉัน... ฉันแค่อยากจะสารภาพรักกับเธอ แต่เธอตกใจกลัว ก็เลยพลาด... พลัดตกลงมาจากชั้นสองน่ะ มันเป็นอุบัติเหตุนะ มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ!"
เขาจ้องมองศพในกำแพงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ฉันไม่กล้าบอกใครเรื่องนี้ ฉันซ่อนศพเอาไว้ ก็เพราะกลัวว่ามันจะทำลายชื่อเสียงของฉันน่ะสิ เพราะเรื่องนี้ ฉันถึงได้ลาเกษียณจากมหาวิทยาลัย และไม่ได้สอนหนังสืออีกเลย... นี่ก็ถือเป็นการลงโทษสำหรับฉันแล้วนะ"
เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของเยว่เหวินและจ้าวซิงเอ๋อร์ เขาก็เริ่มลนลาน "เสี่ยวเยว่ เรารู้จักกันมาตั้งหลายปี เธอรู้ดีว่าฉันเป็นคนยังไง ช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ จัดการสิ่งชั่วร้ายที่นี่ให้ที แล้วก็เหยียบเรื่องนี้ไว้ให้มิดได้ไหม? ฉันให้เงินเธอก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเอาภาพวาดไปขายสักสองสามภาพ แล้วให้เงินเธอสักล้านนึงเลย! ไม่สิ ห้าล้านเลยก็ได้! ขอแค่พวกเธอทำเหมือนว่าวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..."
"ก่อนหน้านี้ ผมคิดมาตลอดว่าคุณเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือจริงๆ นะครับ" เยว่เหวินส่ายหน้าอย่างเย็นชา
จ้าวซิงเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก "ไอ้แก่ตัณหากลับ สิ่งที่แกรู้สึกน่ะ มันใช่ศิลปะที่ไหนกัน?"
"อยากจะสารภาพรักงั้นเหรอ?" เยว่เหวินสมทบ
ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกันว่า "ถุย!"
เรื่องราวมันไม่มีทางเป็นไปอย่างที่กวนฉินเล่าแบบขอไปทีหรอกว่าเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันแล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปน่ะ
มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาหญิงระหว่างสอนพิเศษ แต่อีกฝ่ายขัดขืนจนเกิดการต่อสู้ ทำให้เธอพลัดตกลงมาเสียชีวิต เขาคงกลัวความผิด ก็เลยเอาศพไปโบกปูนซ่อนไว้ในกำแพง ภายหลังก็คงเป็นเรื่องที่นักศึกษาหญิงคนนั้นหายตัวไป แต่ไม่มีใครสืบมาถึงเขาได้ เขาเลยรีบชิงลาเกษียณเพื่อหนีปัญหา
พอลองคิดดูให้ลึกซึ้งกว่านั้น เขาคงไม่ได้ทำเรื่องระยำแบบนี้เป็นครั้งแรกแน่ๆ ไม่รู้ว่ามีนักศึกษาหญิงกี่คนที่ตกเป็นเหยื่อของเขาแต่ไม่กล้าเอาเรื่อง
จ้าวซิงเอ๋อร์ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเอาลูกตุ้มหนามฟาดให้รู้แล้วรู้รอด
กวนฉินเห็นนัยน์ตาของเธอสว่างวาบด้วยแสงสีแดง ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ถอยหลังหนีไปเรื่อยๆ จนไปติดระเบียงทางเดิน จู่ๆ ระเบียงที่เคยแข็งแรงก็หักดังกร๊อบ ร่วงหล่นลงไปทั้งแผงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า!
เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็หงายหลังตกลงไปตามระเบียงนั้น
ฉากที่เขาหงายหลังร่วงลงไป ช่างเหมือนกับภาพที่เด็กสาวผู้ไร้ทางสู้คนนั้นพลัดตกลงไปไม่มีผิด
ในชั่วพริบตานั้น ภาพความทรงจำในวัยเด็กของกวนฉินก็แล่นเข้ามาในหัว...
แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ลูกตุ้มหนามก็ลอยละลิ่วมา โซ่เหล็กพันรอบคอของเขาดังแกรกกรากสองรอบ ก่อนจะกระชากกลับไป แขวนร่างของเขาไว้กลางอากาศ
ภาพความทรงจำก่อนตายถูกดึงกลับไปอย่างกะทันหัน
"อึก—"
กวนฉินตกอยู่ในสภาพเหมือนคนผูกคอตาย ห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ ดิ้นทุรนทุรายอย่างเอาเป็นเอาตาย
"หึ" จ้าวซิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างบนดึงโซ่เหล็กไว้ แค่นเสียงเย็นชา "ความผิดของแกยังไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนเลย จะตายง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ!"
"ทำได้สวยมาก" เยว่เหวินยกนิ้วโป้งให้เธอ ก่อนจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
รอยหักของระเบียงนั้นเรียบกริบ ถ้าเป็นรอยที่ถูกทำไว้ก่อนหน้านี้ มันก็ต้องพังลงไปตั้งนานแล้ว ไม่มีทางรอให้กวนฉินไปชนแล้วค่อยร่วงลงไปหรอก
เขาหันไปพูดกับศพหญิงสาวว่า "นี่คือการแก้แค้นของคุณใช่ไหมครับ? ไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเราจะทำให้เขาได้รับโทษอย่างสาสมแน่นอน"
ไม่รู้ว่า 'เธอ' ได้ยินสิ่งที่เยว่เหวินพูดหรือเปล่า แต่จู่ๆ ก็มีสายลมพัดเบาๆ ในห้อง พลังหยินที่เคยหนาแน่นก็จางหายไปเยอะ
"แล้วตอนนี้เราจะเอายังไงกันดีคะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ถาม
"ก็เรียกคนจากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติมาจัดการไงล่ะ" เยว่เหวินบอก "เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งชั่วร้ายธรรมดาแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรมเมื่อหลายปีก่อน หรือคดีแปลกประหลาดในตอนนี้ ก็ต้องให้พวกเขาจัดการให้เด็ดขาดไปเลย"
พูดจบ เขาก็ถอนหายใจออกมา "เมื่อก่อนผมคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าเคารพนับถือมาตลอด ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนแบบนี้ ตอนเด็กๆ ผมเคยแอบปลื้มเขาจนอยากจะเรียนศิลปะกับเขาเลยนะเนี่ย"
"โชคดีนะที่นายไม่ได้เรียนกับเขา พวกทำงานศิลปะน่ะ หาดีๆ ได้น้อยนักแหละ" จ้าวซิงเอ๋อร์พูดเหน็บแนม ก่อนจะปรายตามองเยว่เหวิน "พวกที่ชอบใส่แว่นดำทำตัวอาร์ตๆ เนี่ย จับไปยิงเป้าทิ้งให้หมดก็ยังไม่พอเลย"
"นี่มันของวิเศษนะเว้ย..." เยว่เหวินบ่นอุบอิบ พร้อมกับรีบถอดกระจกส่องปีศาจออกอย่างมีพิรุธ
"อึก! อึก! อึก..."
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ กวนฉินที่ถูกแขวนคออยู่ข้างล่างก็หน้าดำหน้าแดง ตาเหลือก ลิ้นจุกปาก พยายามร้องครางอย่างทรมาน "ช่วย... ด้วย... เลิกคุย... กันได้... แล้ว"
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กวนฉินที่ใบหน้าเขียวคล้ำและสลบเหมือดไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ถูกจับนอนบนเปลหามและควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่นิติเวชกำลังตรวจสอบศพในกำแพงในที่เกิดเหตุ ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็เดินขวักไขว่ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน หวังโส่วไฉยืนสูบบุหรี่พลางพลิกดูแฟ้มคดีอยู่ที่ระเบียง คอเสื้อชุดจงซานเผยให้เห็นปกเสื้อนอนที่ใส่ไว้ข้างใน ดูท่าทางจะเพิ่งตื่นนอนมาหมาดๆ
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผู้กองหวัง" เยว่เหวินเดินเข้าไปยิ้มให้ "ที่ต้องรบกวนให้มาทำงานดึกดื่นแบบนี้"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ คนทำงานอย่างพวกเราก็ชินแล้วล่ะ" หวังโส่วไฉส่ายหน้า "มีอาณาเขตฝันร้ายขนาดใหญ่มาโผล่ในเขตที่อยู่อาศัยแบบนี้ การที่พวกคุณกำจัดมันไปได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นเรื่องดีมากเลยล่ะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณ ขืนปล่อยให้อาณาเขตฝันร้ายนี้ระเบิดออกมา ผมคงต้องปวดหัวกว่านี้เยอะเลย"
"สาเหตุที่เกิดอาณาเขตฝันร้ายขึ้น เป็นเพราะนักศึกษาหญิงที่ถูกฆาตกรรมคนนั้นหรือเปล่าครับ?" เยว่เหวินถามข้อสงสัย "ผมรู้สึกว่าพลังหยินของเธอไม่ได้รุนแรงขนาดที่จะสร้างอาณาเขตฝันร้ายได้เลยนะครับ"
"บางทีอาจจะมีต้นตออื่นที่ดึงดูดให้ภาพวาดพวกนี้กลายเป็นฝันร้ายก็ได้ครับ เธออาจจะเป็นแค่หนึ่งในฝันร้ายพวกนั้นเท่านั้น" หวังโส่วไฉตอบ "พวกเราจะทำการอายัดสิ่งของในห้องนี้ทั้งหมดเพื่อตรวจสอบหาต้นตอให้เจอแน่นอนครับ"
ตรงกลางห้องมีกระถางดอกทานตะวันสีทองเปล่งประกายวางอยู่ นั่นคือเมล็ดพันธุ์เซียนที่เจ้าหน้าที่นำมาด้วย ดอกไม้นี้มีพลังต้านทานสิ่งชั่วร้าย ทำให้พวกฝันร้ายทั่วไปไม่กล้าโผล่หัวออกมา และอาณาเขตฝันร้ายทั่วไปก็จะถูกบีบอัดกลับไปยังต้นตอของมัน
เพราะมีดอกไม้นี้ตั้งอยู่ พวกเขาถึงได้เดินเข้าออกที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ" เยว่เหวินบอก "ถ้าจะพูดกันตามตรง พวกเราคงต้องขอบคุณเหยื่อคนนั้นนะครับ ถ้าเธอไม่ช่วยชี้ทางให้ พวกเราก็คงไม่ได้ออกมาจากอาณาเขตฝันร้ายง่ายๆ แบบนี้หรอกครับ"
"จริงสิ" หวังโส่วไฉเงยหน้าขึ้นมา "พวกคุณบอกว่ามีเด็กสาวมัธยมปลายคนนึงมาขอความช่วยเหลือ แล้วเธอก็เดินออกไปเฉยๆ โดยไม่เป็นอะไรเลยใช่ไหมครับ พอจะจำชื่อเธอได้ไหม? ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องไปสอบปากคำเธอเพิ่มเติมเพื่อหาเบาะแสหน่อยนะครับ"
"ผมจำได้ครับ" เยว่เหวินตอบ "เธอชื่อหวังเมี่ยวเมี่ยว เป็นเด็กผู้หญิงตาโตๆ หน้าตาน่ารักๆ คนนึงครับ"
"หวังเมี่ยวเมี่ยวเหรอ?" สีหน้าของหวังโส่วไฉเปลี่ยนไปทันที ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
"มีอะไรหรือเปล่าครับ?" เยว่เหวินถาม "ผู้กองหวังรู้จักเธอเหรอครับ?"
"อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ แต่... เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเพิ่งจะไปจัดการคดีแปลกประหลาดคดีนึงมา ผู้ตายเป็นเด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายครับ" หวังโส่วไฉพูดช้าๆ "และชื่อของเธอก็คือ... หวังเมี่ยวเมี่ยว"