- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 57 ฝันร้ายในภาพวาด
บทที่ 57 ฝันร้ายในภาพวาด
บทที่ 57 ฝันร้ายในภาพวาด
"ภาพวาดนี้ฉันได้มาจากแผงขายของเก่าที่เมืองอู่หยางเมื่อสองปีก่อน เจ้าของเก่าไม่รู้คุณค่าของมันเลย บอกว่าเมื่อก่อนเอาผ้าใบนี้ไปรองขาโต๊ะซะด้วยซ้ำ แต่ฉันมองแวบเดียวก็รู้เลยว่านี่มันผลงานของจิตรกรเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างตี๋ปู้ซีเคอชัดๆ ดูเส้นสายพวกนี้สิ ดูจินตนาการนี่สิ..."
สองชั่วโมงผ่านไป ท้องฟ้าก็มืดสนิทลง
กวนฉินยืนอยู่บนชั้นสอง ตรงหน้าภาพวาดพระอาทิตย์ตกดินเหนือทะเลสีม่วงอันฉูดฉาด ยังคงพูดจ้อไม่หยุดปาก
พอพูดจบ เขาก็มองหน้าเยว่เหวินที่ดูจะอึดอัดนิดๆ แล้วถามขึ้นมาว่า "เอ๊ะ? เสี่ยวจ้าวล่ะ เธอไม่ได้บอกว่าชอบศิลปะหรอกเหรอ?"
"ศาสตราจารย์กวนครับ เธอหลับไปตั้งแต่ชั่วโมงครึ่งที่แล้วล่ะครับ" เยว่เหวินชี้ลงไปข้างล่าง
จุดที่จ้าวซิงเอ๋อร์ "สิ้นฤทธิ์" ก็คือหน้าภาพวาดแอปเปิลลูกเบ้อเร่อ ตอนที่กวนฉินกำลังอธิบายถึงหลักการจัดองค์ประกอบภาพอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดง่ายๆ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็ทนไม่ไหว หลับปุ๋ยไปซะแล้ว
มองดูใบหน้าที่หลับสนิท หายใจสม่ำเสมอของเธอ เยว่เหวินก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความใสซื่อของตัวเอง เมื่อกี้เขาดันเชื่อจริงๆ ว่าเธอสนใจศิลปะ
"หึหึ" กวนฉินหัวเราะเบาๆ "ดูเหมือนว่าจะมีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เข้าใจภาพสะสมของฉัน"
ศาสตราจารย์กวนครับ ผมแค่เป็นคนหลับยาก ไม่ได้แปลว่าผมจะสนใจสักหน่อยนะ เยว่เหวินส่งสายตาแฝงความสิ้นหวังนิดๆ
เขาหันไปมองข้างนอก ท้องฟ้ามืดมิดไปหมดแล้ว แต่รอบๆ กลับเงียบสงัดไร้สรรพเสียง นึกด่าในใจว่าไอ้ตัวฝันร้ายบ้าบอนี่ทำไมถึงยังไม่โผล่มาสักทีล่ะวะ?
รีบๆ มาทำงานได้แล้วโว้ย!
โชคดีที่กวนฉินพูดขึ้นมาว่า "ภาพที่เธอยังไม่เคยดูน่าจะเหลือแค่ภาพนี้แหละ ฉันเพิ่งประมูลมาได้ไม่นานนี่เอง ตอนนั้นเขาบอกว่าเป็นภาพวาดโบราณอายุนับพันปี ฉันยอมทุ่มเงินเก็บแทบทั้งหมด แถมยังต้องขายภาพสะสมสุดหวงไปอีกหลายภาพ กว่าจะรวบรวมเงินมาประมูลได้ แต่เท่าที่ฉันสังเกตดู มูลค่าที่แท้จริงของภาพนี้มันมีมากกว่านั้นเยอะ..."
เขาพาเยว่เหวินเข้าไปในห้องที่อยู่ด้านในสุดของชั้นสอง บนผนังด้านในสุดของห้องมีภาพวาดสีน้ำสไตล์โบราณแขวนอยู่
ภาพวาดนั้นคือเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน แสงไฟสว่างไสวสะท้อนเป็นทางยาวดั่งมังกร บนท้องฟ้าอันไกลโพ้นมีปีศาจมารหน้าตาดุร้ายน่ากลัววนเวียนอยู่เต็มไปหมด บนกำแพงเมืองมีหญิงสาวในชุดกระโปรงสีรุ้งยืนอยู่ เธอสวมปิ่นปักผมทองคำ ในมือถือขลุ่ยหยก ยืนหยัดเผชิญหน้ากับเหล่าภูตผีปีศาจเต็มท้องฟ้าเพียงลำพัง
เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกงดงาม แปลกตา โดดเดี่ยว และกล้าหาญอย่างน่าประหลาด
"ตอนนั้นทางบริษัทประมูลประเมินว่านี่เป็นภาพวาดที่คนโบราณจินตนาการขึ้นมา แต่ฉันดันบังเอิญรู้เรื่องราวในยุคโบราณมาบ้าง... ต้องขอบคุณพ่อของเธอนั่นแหละ ที่เมื่อก่อนชอบเล่าตำนานประวัติศาสตร์ของยุคพลังวิญญาณครั้งก่อนให้ฉันฟังบ่อยๆ"
กวนฉินลูบไล้กรอบภาพวาดด้วยสายตาคลั่งไคล้
"มีตำนานเล่าขานกันว่า ในยุคพลังวิญญาณครั้งก่อน เคยมีแคว้นหนึ่งชื่อว่า 'หนานเหลียง' ตั้งอยู่ในดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเก้าทวีป ในช่วงปีที่ปีศาจมารบุกรุกโลกมนุษย์ สิ่งชั่วร้ายออกอาละวาดหนักที่สุด แคว้นหนานเหลียงตกอยู่ในภาวะวิกฤตใกล้จะล่มสลาย ตอนนั้นในราชวงศ์มีหญิงสาวคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น เธอเชี่ยวชาญด้านดนตรี ระดับตบะก็สูงส่งเหนือใคร จนได้รับฉายาว่า 'จันทร์กระจ่างแห่งหนานเหลียง เทพธิดาแห่งเก้าทวีป'! ทุกครั้งที่มีปีศาจมารมาปิดล้อมเมือง ขอเพียงแค่เธอขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง แล้วเป่า 'บทเพลงปราบปีศาจ' พวกภูตผีปีศาจทั้งหลายก็จะล่าถอยไปจนหมดสิ้น"
"จากที่ฉันสังเกตดู เทคนิคและกระดาษที่ใช้ในภาพวาดนี้ มันคล้ายคลึงแต่ก็มีความแตกต่างจากการสร้างสรรค์ภาพวาดเมื่อพันปีก่อน แถมยังมีกลิ่นอายที่ใกล้เคียงกับของวิเศษระดับเซียนซ่อนอยู่ด้วย แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่มีภาพวาดชิ้นไหนในโลกที่ถูกเปิดเผยว่าสามารถเก็บรักษามาได้ตั้งแต่ยุคพลังวิญญาณครั้งก่อน แต่ฉันกล้าฟันธงได้ถึงแปดส่วนเลยว่า ภาพวาดนี้คือภาพ 'บทเพลงปราบปีศาจยุคโบราณ' ที่จิตรกรในยุคนั้นวาดบันทึกเอาไว้! อายุของมันไม่ใช่แค่พันกว่าปี แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหกพันปีแน่นอน!"
"ภาพวาดโบราณอายุหกพันปีขึ้นไปเลยเหรอครับ?" คราวนี้เยว่เหวินก็แอบตกใจอยู่เหมือนกัน
ความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อยุคพลังวิญญาณครั้งก่อนในตอนนี้ ยังคงจำกัดอยู่แค่เศษเสี้ยวของตำนานที่นำมาปะติดปะต่อกันเท่านั้น ช่วงเวลาอันยาวนานนับหลายสิบล้านปีนั้น ถูกเรียกรวมๆ ว่ายุคโบราณ ก็ใช่ว่าจะไม่มีของที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณเลยหรอกนะ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกของวิเศษระดับเซียนเท่านั้นแหละ
ของที่ไม่มีพลังวิญญาณ ต่อให้จะรอดพ้นจากภัยพิบัติความวุ่นวายมาได้ ก็ยากที่จะทนทานต่อการกัดกร่อนของกาลเวลา
ถ้ากวนฉินสามารถพิสูจน์อายุของภาพวาดนี้ได้จริงๆ มันคงสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการศิลปะได้อย่างแน่นอน
"ใช่แล้วล่ะ ฮ่าฮ่า" กวนฉินลูบไล้ภาพวาดอย่างทะนุถนอมอยู่นาน ก่อนจะละสายตาออกมา "ช่วงนี้ฉันก็กำลังติดต่อเพื่อนในวงการอยู่ อยากจะเชิญผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องยุคพลังวิญญาณครั้งก่อนมาร่วมกันตรวจสอบดู ถ้าผลตรวจสอบออกมายืนยันได้ ภาพวาดนี้จะต้องทำให้คนทั้งโลกตกตะลึงแน่ๆ!"
"หลายปีมานี้ ศาสตราจารย์กวนซุ่มทำเรื่องใหญ่โตจริงๆ เลยนะครับเนี่ย" เยว่เหวินพูดติดตลก
ทั้งสองคนเดินลงมาจากชั้นบน กวนฉินถอนหายใจยาว "ฉันมันคนแก่แล้วล่ะ เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี ต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ พวกเธอพักที่ห้องรับแขกก็แล้วกัน ส่วนเสี่ยวจ้าวเนี่ย..."
เยว่เหวินแอบคิดในใจว่า ใครว่าอาจารย์แก่ล่ะครับ พลังงานอาจารย์ล้นเหลือจะตายไป
เขาหันไปมองจ้าวซิงเอ๋อร์ที่นอนหงายหลังหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาด้วยท่านอนสุดห้าว "เดี๋ยวผมไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้เธอเองครับ ให้เธอนอนตรงนี้แหละ"
"นอนตรงนี้จะสบายเหรอ?" กวนฉินถาม
"ไม่เป็นไรหรอกครับ" เยว่เหวินโบกมือ "เธอนอนบนกิ่งไม้ยังหลับยาวได้ตั้งเก้าชั่วโมงเลย"
...
จ้าวซิงเอ๋อร์นอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น กวนฉินกลับเข้าห้องนอนไป ส่วนเยว่เหวินก็ไปพักที่ห้องรับแขก
เยว่เหวินยังพอจำห้องนี้ได้ ผ่านไปหลายปี ห้องรับแขกของบ้านศาสตราจารย์กวนก็ยังคงมีผนังสีขาวสะอาดตา เฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย บนผนังด้านข้างมีภาพวาดสีน้ำหมึกที่กวนฉินวาดเองแขวนอยู่หนึ่งภาพ
แม้เจ้าตัวฝันร้ายจะยังไม่ปรากฏตัว แต่เขาก็ไม่กล้าลดความระมัดระวังลงเลยแม้แต่น้อย เขาปิดไฟ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หลับตาทำสมาธิปรับลมปราณอย่างเงียบๆ
เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืนตรง
เยว่เหวินลืมตาขึ้นมองเข็มสั้นและเข็มยาวที่ชี้ตรงไปที่เลขสิบสองพร้อมกัน เขารู้สึกว่าน่าจะได้เวลาแล้ว ช่วงเที่ยงคืน พลังหยินจะแข็งแกร่ง พลังหยางจะอ่อนแอลง พวกฝันร้ายที่อ่อนแอหน่อยก็สามารถเผยร่างจริงออกมาได้ในเวลานี้
แต่ผ่านไปอีกหลายนาที ก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จนเขาเริ่มสงสัยว่า หรือศาสตราจารย์กวนจะตาฝาดไปเองจริงๆ หว่า?
พวกที่ทำงานศิลปะมักจะมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจอยู่บ้าง มันก็ดูเป็นเรื่องปกตินะ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีความเย็นยะเยือกลอดเข้ามาจากนอกห้อง เยว่เหวินรีบตั้งการ์ดทันที เขาสวมกระจกส่องปีศาจ ก็เห็นว่ามีไอความเย็นลอยเข้ามาทางช่องใต้ประตูจริงๆ ด้วย
"มาแล้วเหรอ?" เขาค่อยๆ เดินไปที่ประตู แผ่สัมผัสวิญญาณออกไปฟังความเคลื่อนไหว
ก็ได้ยินเสียงดังกุกกักๆ มาจากชั้นล่าง เหมือนมีถุงแอปเปิลตกแตกกระจาย แล้วลูกแอปเปิลก็กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น
แต่จ้าวซิงเอ๋อร์ก็นอนอยู่ชั้นล่างไม่ใช่เหรอ ถ้ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ทำไมเธอถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยล่ะ?
เยว่เหวินรู้ดีว่าเธอมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมมาก ถึงท่านอนจะดูเหมือนคนตายไปแล้ว แต่ถ้ามีเสียงกุกกักหรือความเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่นิดเดียว เธอก็จะลืมตาตื่นขึ้นมาได้ทันที
ด้วยความสงสัย เยว่เหวินค่อยๆ แง้มประตูออก แล้วก้าวเดินออกไปอย่างระมัดระวัง
ห้องรับแขกอยู่บนชั้นสอง เขามองลงไปที่ชั้นล่าง ก็เห็นว่าพื้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไอ้เสียงกลิ้งเมื่อกี้ก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน บนโซฟาก็มีแค่ผ้าห่มผืนเดียว ไม่เห็นวี่แววของจ้าวซิงเอ๋อร์เลย
ทั้งชั้นบนชั้นล่างว่างเปล่า เหมือนกับว่าทั้งบ้านนี้มีแค่เขาอยู่คนเดียวงั้นแหละ
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เยว่เหวินไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงจ้าวซิงเอ๋อร์เท่าไหร่นัก ก็เธอมีพลังหยางอันร้อนแรงอย่างแสงสีแดงแห่งวิญญาณวรยุทธ์คุ้มครองอยู่นี่นา พวกฝันร้ายธรรมดาๆ ขืนพุ่งเข้าชนก็คงแตกสลายไปเองนั่นแหละ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก
แต่ศาสตราจารย์กวนเป็นแค่คนธรรมดานี่สิ หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นหรอกนะ
เขารีบเดินไปที่ห้องนอนใหญ่ข้างๆ แล้วเคาะประตู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เยว่เหวินเลยตัดสินใจออกแรงผลักประตูเข้าไปดังปัง ก็เห็นว่าบนเตียงของศาสตราจารย์กวนมีแค่ผ้าห่มกองอยู่ ส่วนคนหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
"ศาสตราจารย์กวนครับ?" เยว่เหวินเรียกหา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ
ฟุบ
จู่ๆ ก็มีเงาสีเทาๆ พุ่งผ่านบันไดด้านหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว
เยว่เหวินหันขวับ เตรียมจะพุ่งตามไป แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับภาพวาดบนผนังภาพหนึ่ง!
มันเป็นภาพสเก็ตช์รูปคนแขวนอยู่ตรงทางเลี้ยวของบันได ในความทรงจำของเขา ภาพนี้เป็นรูปผู้หญิงผมยาวใส่ชุดกระโปรงสีขาว
แต่ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว กลับกลายเป็นชายชราแต่งตัวเรียบร้อยยืนอยู่ท่ามกลางพื้นหลังสีเทาของภาพสเก็ตช์แทน ชายคนนั้นยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายตัวเองถึงกลายเป็นแบบนี้!
ใบหน้าของชายคนนั้น คือศาสตราจารย์กวนชัดๆ!
เรื่องนี้มันคนละเรื่องกับที่หวังเมี่ยวเมี่ยวเล่าให้ฟังเลยนี่นา ไหนบอกว่าของในภาพวาดมันวิ่งออกมาไงล่ะ? นี่มันคนเป็นๆ ถูกดูดเข้าไปในภาพวาดชัดๆ!
เยว่เหวินยังไม่ทันจะได้เข้าไปหาทางช่วยเหลือ เขาก็หันไปเห็นภาพวาด 'ภูตผีเดินราตรี' ที่แขวนอยู่ข้างๆ อีกภาพหนึ่ง
เดิมทีภาพนี้วาดรูปภูตผีปีศาจนานาชนิดมารวมตัวกันในยามค่ำคืนกลางป่าเขา มีทั้งพวกหน้าเขียวเขี้ยวโง้งกำลังเต้นรำ พวกที่แลบลิ้นยาวลากพื้นกำลังหามเกี้ยว พวกโครงกระดูกถือคบเพลิง...
แต่ตอนนี้ภูตผีปีศาจในภาพกลับเปลี่ยนไปหมด ทุกตัวทำหน้าตาหวาดกลัวสุดขีด วิ่งหนีตายกันไปจนสุดขอบภาพวาด บางตัวถึงกับวิ่งจนลิ้นห้อยเลยทีเดียว
นั่นก็เพราะว่า บนยอดเขาในภาพวาด มีหญิงสาวถือลูกตุ้มหนามยักษ์โผล่มาเพิ่มอีกคน เธอกำลังเหยียบอยู่บนโขดหิน มีแสงสีแดงแผ่ซ่านออกมา ผมเผ้าชี้ฟูด้วยความโกรธจัด!
ถ้าไม่ใช่จ้าวซิงเอ๋อร์ แล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?!