เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - เป็นไปได้ไหมว่า...

บทที่ 47 - เป็นไปได้ไหมว่า...

บทที่ 47 - เป็นไปได้ไหมว่า...


หลินซู่ประเมินอิทธิพลของการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงระดับมหาวิทยาลัย และความฮือฮาจากทักษะวิวัฒนาการสายพลังจิตที่เขานำเสนอต่ำเกินไป

บวกกับอายุที่ยังน้อยและหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ ยิ่งทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นทวีคูณ

ดังนั้น เมื่อเขากลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งสมาพันธ์ และประกาศกร้าวว่าจะลองวิจัยร่างวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอย จึงไม่แปลกเลยที่จะมีข่าวโหมกระพือออกมาแบบนี้

เขาอาศัยอุปกรณ์สื่อสารของจางซวี่หยาง เลื่อนดูข่าวต่างๆ คร่าวๆ พอเห็นรูปแคปเจอร์คอมเมนต์ตอบกลับของตัวเองที่ถูกเอามาใช้เป็นหลักฐานประกอบข่าว หลินซู่ก็หน้ากระตุกไปนิดนึง

ไม่คิดเลยว่าต้นเหตุมันจะมาจากตรงนี้

แต่นี่ก็ไม่ได้กระทบแผนการของเขาอยู่แล้ว หลินซู่ก็เลยปล่อยเลยตามเลย

ที่จางซวี่หยางเดินมาหา ก็แค่อยากจะมาคอนเฟิร์มเรื่องข่าวนี้กับเขาเท่านั้น ทั้งคู่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อวาน ยังไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมาก หลังจากคืนอุปกรณ์สื่อสารให้จางซวี่หยาง ทั้งสองก็คุยกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่จางซวี่หยางจะหาข้ออ้างขอตัวเดินจากไป

หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเข้ามารบกวนการกินของหนึ่งคนกับหนึ่งสัตว์อสูรอีกเลย

เมื่องานเลี้ยงเลิกรา หลินซู่ก็เดินกลับโรงแรมพร้อมกับฉินหนาน ระหว่างทาง สีหน้าของฉินหนานดูพอใจเอามากๆ "เสี่ยวหลิน นายน่าจะเห็นหน้ายัยป้านั่นคืนนี้นะ ดำปี๋กว่าเดิมเป็นกองเลย!"

พูดไปหัวเราะไป ฉินหนานก็ลูบหน้าเลนส์กล้องวิดีโอที่ห้อยอยู่ตรงอกอย่างภูมิใจ

"พี่หนาน นักวิจัยสือยอมให้พี่ถ่ายรูปง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ ไม่ว่าอะไรเลยเหรอครับ" หลินซู่อดถามไม่ได้

"ไม่มีทางหรอก" ใบหน้าของฉินหนานฉายแววเสียดาย "ลบทิ้งไปหมดแล้วล่ะ แต่พี่ก็ไม่ได้ลบไปฟรีๆ หรอกนะ พี่ใช้รูปพวกนั้นรีดไถยัยป้านั่นมาได้ก้อนโตเลยแหละ"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลินซู่ก็พยักหน้า

สมกับที่เป็นนักวิจัยสือที่เขารู้จัก

และสมกับเป็นฉินหนานจริงๆ

"ว่าแต่..." สายตาของฉินหนานเหลือบมองเหมันต์ไร้รอยในอ้อมแขนของหลินซู่ "นายกะจะวิจัยร่างวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอยเป็นโปรเจกต์ต่อไปจริงๆ เหรอ"

"ใช่ครับ ไหนๆ ฉิวฉิวก็เรียนรู้ทักษะนิทราเข้าฝันไปแล้ว ผมก็จะลองหาทรัพยากรมาให้มันลองดู ถ้ามันวิวัฒนาการสำเร็จ ผมก็จะเอาไปยื่นเสนอเป็นโครงการ เพื่อค้นหารูปแบบการวิวัฒนาการที่เป็นมาตรฐานสากลต่อไป" หลินซู่พยักหน้า

เดิมทีเขากะจะยื่นขออนุมัติโครงการก่อนที่ฉิวฉิวจะวิวัฒนาการ แต่หลังจากนั่งคิดทบทวนตอนอยู่ในงานเลี้ยง หลินซู่ก็ปรับแผนนิดหน่อย

เหมันต์ไร้รอยของเขาเชี่ยวชาญทักษะนิทราเข้าฝันไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็โชว์ให้คนทั้งสมาพันธ์เห็นไปแล้ว ดังนั้นถ้าสัตว์อสูรของเขาจะบังเอิญวิวัฒนาการได้ มันก็ดูสมเหตุสมผลดี

รอให้ฉิวฉิววิวัฒนาการเสร็จ แล้วค่อยไปยื่นขอทำโครงการ โดยใช้ข้ออ้างว่าต้องการหารูปแบบที่เป็นมาตรฐาน แบบนี้น่าจะเนียนกว่าแผนเดิมเยอะ

ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะหลินซู่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ถ้าฉิวฉิวไปวิวัฒนาการในสระนิพพาน ตามที่ผู้อาวุโสมู่เคยบอกไว้ ร่างวิวัฒนาการของฉิวฉิวอาจจะไม่ใช่ 'ภาพฝันบุปผาเหมันต์' ธรรมดาๆ แต่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพิ่มเข้ามา

ดังนั้นถ้าทำตามแผนเดิม ร่างวิวัฒนาการของฉิวฉิวก็จะไม่เหมือนกับภาพฝันบุปผาเหมันต์ทั่วไป ซึ่งจะอธิบายยากมาก

การอ้างว่ามันฟลุควิวัฒนาการเอง ร่างก็เลยออกมาไม่เหมือนชาวบ้านเขา แบบนี้สิถึงจะฟังดูมีเหตุผล

"ก็ดีเหมือนกัน นายมักจะมีไอเดียแปลกใหม่เรื่องการวิจัยวิวัฒนาการอยู่แล้ว" ฉินหนานมองหลินซู่แล้วยิ้มอย่างพอใจ

ที่แท้การที่เธอสุ่มเลือกพาหลินซู่กลับมาที่สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยซานเฉิง ก็ถือว่าเก็บเพชรเม็ดงามมาได้จริงๆ

ถึงแม้พื้นฐานทฤษฎีของเขาจะยังอ่อนไปบ้าง แต่ไอเดียของเขานั้นบรรเจิดและมักจะสร้างความประหลาดใจได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ช่วยเธอวิจัยร่างวิวัฒนาการของผีเสื้อแสงเทวะ หรือการสร้างเซอร์ไพรส์เรื่องเป็ดล้มลุกก็เหมือนกัน

ถ้าตอนนั้นเธอไม่อนุมัติโครงการร่างวิวัฒนาการของกิ้งก่าปราดเปรียวของเขา หรือถ้าเธอทำตัวเหมือนกรรมการคนอื่นๆ ที่เห็นว่าไม่มีตัวอย่างความสำเร็จแล้วตีตกไป มหาวิทยาลัยซานเฉิงคงพลาดโอกาสได้ร่วมงานกับหลินซู่ไปแล้ว

คิดมาถึงตรงนี้ ฝีเท้าของฉินหนานก็ชะงักลง เธอหันไปมองหลินซู่ "พรุ่งนี้ระบบของสมาพันธ์น่าจะอนุมัติเรื่องจบม.ปลายทั่วประเทศแล้วใช่ไหม"

"น่าจะใช่นะครับ" หลินซู่พยักหน้า เมื่อวานเขาเพิ่งจะได้รับข้อความให้ไปกดยืนยันขั้นตอนนิดหน่อย

ทันทีที่อนุมัติเสร็จ เขาก็จะถือว่าเรียนจบม.ปลายอย่างเป็นทางการ และมีสิทธิ์สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยผู้ใช้อสูร

"อืม" ฉินหนานพยักหน้า "นายคงไม่คิดจะหนีไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่นหรอกนะ"

"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ" หลินซู่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ตอนนี้ผมเป็นถึงนักวิจัยเต็มตัวแล้ว ขืนวิ่งรอกไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่นก็วุ่นวายแย่สิครับ"

"นั่นก็ใช่ ลืมเรื่องนี้ไปเลย" ฉินหนานหัวเราะแหะๆ "พี่ว่าที่คุณปู่ตู้เลื่อนขั้นให้นายเป็นนักวิจัยเต็มตัว ก็คงเผื่อเรื่องนี้ไว้ด้วยแหละ"

"ท่านผอ.เหรอครับ" หลินซู่ทำหน้าแปลกใจ "ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะครับ"

"ด้วยความสามารถของนาย ตอนนี้นายสามารถได้โควตาเข้าเรียนในคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยซานเฉิงได้เลยนะ" ฉินหนานพูดเรื่อยเปื่อย "ถึงตอนนั้นนายก็แค่ขลุกอยู่ในสถาบันวิจัยไปสักสี่ปี พอเรียนจบ เผลอๆ นายอาจจะได้เป็นนักวิจัยระดับหนึ่งเร็วกว่าพี่ซะอีก"

ในยุคนี้ สมาพันธ์เหยียนหวงและทุกวงการต้องการบุคลากรอย่างหนัก มหาวิทยาลัยผู้ใช้อสูรจึงยกเลิกการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแบบก่อนยุคภัยพิบัติไปแล้ว พอเรียนจบหลักสูตรสี่ปี ผู้ใช้อสูรก็จะแยกย้ายกันไปทำงานตามสายอาชีพของตัวเองทันที

นั่นถือเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงสำหรับผู้ใช้อสูร เพราะในเวลาแค่สี่ปี พวกเขาต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย โชคดีที่การทำสมาธิขยายมิติสัตว์อสูร สามารถช่วยพัฒนาสมองและความจำ ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นมาก

"เอ่อ..." สีหน้าของหลินซู่ดูอึดอัดเล็กน้อย "เป็นไปได้ไหมครับว่า... คือ... สมมติว่า ผมอยากจะเรียนคณะสายต่อสู้น่ะครับ"

"หา?" ฉินหนานทำหน้าเหวอ "นายเนี่ยนะ? สายต่อสู้? ทำไมถึงคิดสั้นแบบนั้นล่ะ"

หลินซู่: "..."

รู้สึกเหมือนโดนดูถูกยังไงชอบกล

"เหตุผลล่ะ"

"ก็ถ้าเรียนสายต่อสู้ ผมก็น่าจะได้เรียนวิชา ยุทธวิธีผสานพลังผู้ใช้อสูร ใช่ไหมล่ะครับ" หลินซู่ทำตาเป็นประกาย "ผมอยากเรียนวิชานั้นน่ะ!"

"แค่เนี้ยอะนะ" ฉินหนานกลอกตาบน "คณะสายวิจัยเขาก็สอนย่ะ ดูอย่างพี่สิ พี่ก็เป็นไม่ใช่เหรอ"

เอ๊ะ...

จริงด้วยแฮะ?

หลินซู่ทำหน้าปั้นยาก

เมื่อเห็นสีหน้าของหลินซู่ ฉินหนานก็เดาได้ทันทีว่าหมอนี่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่ๆ

"ถ้านายเข้าคณะวิจัย นายก็จะได้เรียนรู้พวกทฤษฎีอย่างเป็นระบบ พวกคำถามที่นายเคยมาถามพี่ ส่วนใหญ่ก็มีสอนในมหาวิทยาลัยทั้งนั้นแหละ ส่วนวิชายุทธวิธีผสานพลังผู้ใช้อสูรน่ะ ไม่ว่าคณะไหน ถ้าคุณสมบัติถึง เขาก็สอนให้ทั้งนั้น ส่วนเรื่องการต่อสู้..."

ฉินหนานยิ้มบางๆ "พี่พอจะเข้าใจความคิดของนายนะ นายอยากจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้สัตว์อสูรใช่ไหมล่ะ ซึ่งสำหรับผู้ใช้อสูรมันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในมหาวิทยาลัยน่ะ นอกเวลาเรียน นายสามารถไปนั่งเรียนวิชาของคณะอื่นได้นะ ถ้านายสนใจเรื่องการต่อสู้ แค่ไปนั่งฟังก็พอแล้ว"

มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?

หลินซู่กะพริบตาปริบๆ

รูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยผู้ใช้อสูรนั้นอิสระกว่าตอนมัธยมปลายมาก เขาไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ พอได้ยินฉินหนานอธิบายถึงได้ถึงบางอ้อ

"ถ้าเป็นแบบนั้น ผมเลือกเรียนคณะวิจัยดีกว่าครับ"

การได้เรียนรู้ทฤษฎีต่างๆ ของคณะวิจัย จะช่วยให้เขาสามารถนำความรู้ด้านผู้ใช้อสูรจากโลกเสินอู่ที่สั่งสมมานานกว่าสองพันปี ซึ่งไม่มีในดาวบลูสตาร์ กลับมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมันดูคุ้มค่ากว่าเห็นๆ

"อืม" ฉินหนานพยักหน้า "แต่ถึงนายจะได้โควตาก็เถอะ พี่ยังอยากแนะนำให้นายลองไปสอบเข้าดูนะ เพราะคนที่สอบได้ที่หนึ่งถึงที่สิบในการสอบเข้า จะมีรางวัลพิเศษให้ด้วย"

รางวัลพิเศษ?

พอพูดเรื่องนี้ ผมก็หูผึ่งเลยสิ!

หลินซู่ตาโต "พี่หนาน รางวัลพิเศษที่ว่ามันคืออะไรเหรอครับ"

เมื่อเห็นท่าทางหน้าเงินของหลินซู่ ฉินหนานก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน "แต่ละปีรางวัลมันก็ไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าเอาตามสถิติปีก่อนๆ คนที่สอบได้ที่หนึ่ง น่าจะได้แต้มผลงานประมาณหนึ่งหมื่นแต้ม ที่สองกับที่สามได้ห้าพัน ส่วนอันดับรองๆ ลงมาก็ได้ประมาณหนึ่งถึงสองพันแต้มนี่แหละ"

"งั้นก็ถือว่าเยอะเอาเรื่องอยู่นะครับ" หลินซู่พยักหน้า "งั้นผมไปสอบด้วยดีกว่า"

เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนก่อนจะถึงวันสอบเข้า รอให้ฉิวฉิววิวัฒนาการเสร็จ การเอาสัตว์อสูรระดับราชันย์ในระดับสูง ไปสู้กับพวกเด็กน้อยที่เพิ่งทำสัญญากับสัตว์อสูรได้ไม่กี่เดือน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอารถถังไปเหยียบมดชัดๆ

ก็แค่วอร์มอัพเบาๆ แล้วก็คว้าที่หนึ่งมาครองแบบชิลๆ

ได้ตั้งหนึ่งหมื่นแต้มผลงาน ซึ่งมูลค่าก็พอๆ กับทรัพยากรระดับหกหนึ่งชิ้นเลยนะ งานนี้มีแต่คุ้มกับคุ้ม

หลังจากนั้น หลินซู่ก็ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบเข้าจากฉินหนานเพิ่มเติม แต่เนื่องจากฉินหนานเป็นแค่นักวิจัยในสถาบัน ไม่ใช่อาจารย์ฝ่ายแนะแนวหรือฝ่ายรับสมัคร เธอจึงไม่ค่อยรู้รายละเอียดลึกซึ้งนัก ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนเดินมาถึงโรงแรม

"ไอ้หนุ่ม พรุ่งนี้เช้าพวกเราต้องเดินทางกลับแล้วนะ อย่าตื่นสายล่ะ" ฉินหนานกำชับทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป

"เข้าใจแล้วครับ" หลินซู่ยิ้มรับ แล้วก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองบ้าง

เขานั่งเล่นโซเชียลบนเตียง หัวเราะกับคอมเมนต์ปั่นๆ ของชาวเน็ต ตอบกลับคอมเมนต์สองสามข้อความพอเป็นพิธี จากนั้นก็เก็บฉิวฉิวเข้ามิติสัตว์อสูร แล้วล้มตัวลงนอนหลับสนิท

ตื่นมาอีกที เขาก็กลับมาอยู่โลกเสินอู่แล้ว

เมื่อลุกขึ้นนั่งบนเตียง หลินซู่ก็เรียกฉิวฉิวออกมาอีกครั้ง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า "ฉิวฉิว แผลแกหายดีแล้วนะ วันนี้พวกเราจะไปบุกหอคอยสัตว์อสูรกัน"

"มิ! (ω)" (ไปอัดสุนัขอัคคีเมฆากัน!)

"ใช่แล้ว" หลินซู่พยักหน้า "ตอนนี้ทักษะรอยหิมะของแกถึงขั้น III แล้ว พอใช้คู่กับเป่าหิมะ แกก็สู้กลางอากาศได้ แถมสภาพแวดล้อมที่เป็นธาตุไฟก็จะส่งผลกระทบกับแกน้อยลง การเคลื่อนไหวก็จะคล่องตัวขึ้น โอกาสที่จะชนะสุนัขอัคคีเมฆาในชั้นที่ห้าก็มีสูงมาก"

หอคอยสัตว์อสูรชั้นที่ห้าเป็นสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับเขตภูเขาไฟ ภูมิประเทศแบบนั้นสร้างความลำบากให้ฉิวฉิวอย่างมาก แค่ยืนเฉยๆ ยังร้อนจนเท้าพอง

แต่ตอนนี้พอบินได้แล้ว ประสิทธิภาพในการต่อสู้ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกระดับ

หลินซู่เปลี่ยนชุดเตรียมตัวออกจากบ้าน แล้วอุ้มฉิวฉิวเดินมุ่งหน้าไปที่สมาคมผู้ใช้อสูร

พอดีเลย เขาว่าจะแวะไปถามผู้อาวุโสมู่เรื่องสระนิพพานที่จะต้องไปในอีกสองวันข้างหน้าสักหน่อย

ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเกริ่นๆ ไว้แค่เรื่องเดียว หลินซู่ก็เลยยังสงสัยเกี่ยวกับสถานที่มหัศจรรย์แห่งนี้อยู่มาก

...

(Salty : ผมแก้ไขสำนวนโลกเสินอู่ นิดหน่อยนะครับ เพราะลอจิกตามต้นฉบับหลายๆ อย่างของโลกเสินอู่ ไม่ได้โบราณขนาดนั้น ผมเลยเปลี่ยนแค่สรรพนามเป็น ข้า เจ้า เพื่อแสดงความแตกต่างนะครับ :D)

"ผู้อาวุโสมู่ ท่านยังทำตัวเหมือนเดิมเลยนะ" เมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานของมู่อวี้ซิง และเห็นเขากำลังนั่งอู้งานอย่างสบายใจ ฉีอวิ๋นฮั่นก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

"แหม..." โดนประธานจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังอู้งาน มู่อวี้ซิงก็กระแอมเบาๆ ทำหน้าเจื่อนๆ "ประชุมที่สมาคมใหญ่เสร็จแล้วเหรอ ท่านกลับมาเร็วจังนะ"

"เพิ่งเสร็จเมื่อกี้นี้เอง" ฉีอวิ๋นฮั่นพยักหน้า

"การประชุมครั้งนี้มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงดูเร่งด่วนจัง" มู่อวี้ซิงถามด้วยความสงสัย

"ศึกประลองร้อยแคว้นน่ะสิ" ฉีอวิ๋นฮั่นยิ้มขื่น "ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ นอกจากเรื่องศึกประลองร้อยแคว้นแล้ว จะมีเรื่องอะไรอีกที่สามารถเรียกประธานสมาคมผู้ใช้อสูรทั้งยี่สิบกว่าคนมาประชุมพร้อมกันได้"

"ศึกประลองร้อยแคว้นงั้นเหรอ..." สีหน้าของมู่อวี้ซิงดูแปลกไป "งานนั้นพวกผู้ใช้อสูรอย่างเราก็เป็นได้แค่ไม้ประดับ การจะคว้าชัยชนะเพื่อให้ต้าเยี่ยนได้รับรางวัลจากสำนักเบื้องบน ก็ต้องพึ่งพาพวกยอดฝีมือสายวิถียุทธ์ไม่ใช่หรือไง แล้วเขาเรียกท่านไปทำไมเนี่ย"

"รอบคัดเลือกของต้าเยี่ยนปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยน่ะ" ฉีอวิ๋นฮั่นเหลือบมองมู่อวี้ซิง "และส่วนใหญ่ก็เป็นการปรับเปลี่ยนกติกาในส่วนของฝั่งผู้ใช้อสูรด้วย"

"หมายความว่าไง" มู่อวี้ซิงเริ่มทำหน้าสงสัย "โควตาตัวแทนแคว้นต้าเยี่ยนสิบสองคนในการเข้าร่วมศึกประลองร้อยแคว้น มีผู้ใช้อสูรแค่สองคนเองนะ คงไม่คิดจะหั่นโควตากันอีกใช่ไหม"

"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก" ฉีอวิ๋นฮั่นส่ายหน้า "สัดส่วนโควตามันขึ้นอยู่กับสำนักเบื้องบน ปกติแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรอก เพียงแต่ฮ่องเต้ทรงไม่ค่อยพอใจที่ผู้ใช้อสูรของแคว้นต้าเยี่ยนไม่เคยสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในศึกประลองร้อยแคว้นเลย ก็เลยอยากจะปรับกติการอบคัดเลือกใหม่"

"การแข่งขันรอบคัดเลือกของผู้ใช้อสูรครั้งนี้ จะใช้กติกาการประลองไร้กฎ แทนการประลองสัตว์อสูรแบบเดิม"

"หืม?" มู่อวี้ซิงลุกพรวดขึ้นยืน "อนุญาตให้โจมตีผู้ใช้อสูรได้แล้วเหรอ"

"ใช่" ฉีอวิ๋นฮั่นพยักหน้า "ในรอบคัดเลือก พวกสายวิถียุทธ์กับผู้ใช้อสูรจะแข่งแยกกัน แต่ในศึกประลองร้อยแคว้นของจริง มันไม่ได้แยกแข่งนะ การที่ผู้ใช้อสูรของเราทำผลงานได้ไม่ดี ก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้แหละ ฮ่องเต้ก็เลยเห็นว่าเราควรจะเตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ ผู้ใช้อสูรจะมัวแต่เป็นลูกคุณหนูอยู่ในเรือนกระจกไม่ได้แล้ว"

"ถึงมันจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่มันก็ดีกว่าไปโดนยอดฝีมือจากแคว้นอื่นอัดเละในศึกประลองร้อยแคว้นล่ะนะ" ฉีอวิ๋นฮั่นถอนหายใจ "เพราะงั้น ข้อเสนอนี้ก็เลยได้รับความเห็นชอบจากประธานสมาคมผู้ใช้อสูรกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงข้าด้วย"

"ก็จริงของท่าน" มู่อวี้ซิงค่อยๆ นั่งลงตามเดิม "ท่านพูดมาก็มีเหตุผล ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองเดือนกว่าจะถึงรอบคัดเลือก น่าจะพอมีเวลาเตรียมตัวทันอยู่"

"อืม" หลังจากคุยเรื่องนี้จบ ฉีอวิ๋นฮั่นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "จะว่าไป... เด็กตระกูลหลินที่ข้าฝากท่านดูแลเป็นยังไงบ้าง แล้วก็... เห็นว่าเมื่อสองวันก่อนเมืองหย่งหนานจัดงานแข่งปรุงของเหลวพลังงานใช่ไหม ได้ข่าวว่าสมาคมเราคว้าแชมป์มาได้อีกแล้ว เป็นเด็กรุ่นใหม่คนไหนกันล่ะ ช่างเก่งกาจอะไรขนาดนี้"

หลังจากที่หลินเจิ้นหนานมาฝากฝังหลินซู่กับฉีอวิ๋นฮั่นได้เพียงวันเดียว ฉีอวิ๋นฮั่นก็ถูกเรียกตัวด่วนในฐานะประธานสมาคมผู้ใช้อสูรประจำเมือง ให้เดินทางไปร่วมประชุมที่สมาคมใหญ่ในเมืองหลวงของแคว้นต้าเยี่ยนทันที

ก่อนไป เขาคิดว่าหลินซู่คงแวะมาที่สมาคมผู้ใช้อสูรแน่ๆ ก็เลยฝากฝังให้มู่อวี้ซิงช่วยดูแลแทนไปก่อน ไม่รู้ว่าป่านนี้มู่อวี้ซิงจะลืมเรื่องนี้ไปหรือยัง

"เป็นไปได้ไหมว่า..." สีหน้าของมู่อวี้ซิงดูแปลกประหลาดขึ้นมาทันที "ข้าหมายถึง สมมุตินะว่า คำถามของท่านเมื่อกี้... คำตอบมันคือคนคนเดียวกัน?"

"หมายความว่าไง"

"คนที่ได้แชมป์งานแข่งปรุงของเหลวพลังงาน ก็คือเด็กตระกูลหลินที่ท่านฝากให้ข้าดูแลนั่นแหละ"

ฉีอวิ๋นฮั่นชะงักไปครู่หนึ่ง "เด็กนั่นเพิ่งจะเป็นผู้ใช้อสูรได้แค่เดือนกว่าๆ เองไม่ใช่เหรอ?!"

"ก็ใช่น่ะสิ เดือนกว่าๆ แต่ปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบออกมาได้" พอเห็นสีหน้าตกตะลึงของฉีอวิ๋นฮั่น มู่อวี้ซิงก็แอบสะใจลึกๆ

ในที่สุดก็มีคนมาช่วยแบ่งปันความเหวอนี้แล้วโว้ย

"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"

เสียงเคาะประตูคุ้นหูดังขึ้น มู่อวี้ซิงขยิบตาให้ฉีอวิ๋นฮั่น "หลินซู่มาพอดี ท่านจะลองคุยกับเขาสักหน่อยไหม"

"เข้ามาสิ!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 47 - เป็นไปได้ไหมว่า...

คัดลอกลิงก์แล้ว