- หน้าแรก
- สามก๊ก ยอดกุนซือสุดโฉดล้างแผ่นดิน
- ตอนที่ 1 ผู้บาดเจ็บในกองทัพมีมากมาย เทียหยกบังอาจทูลเสนอ
ตอนที่ 1 ผู้บาดเจ็บในกองทัพมีมากมาย เทียหยกบังอาจทูลเสนอ
ตอนที่ 1 ผู้บาดเจ็บในกองทัพมีมากมาย เทียหยกบังอาจทูลเสนอ
ตอนที่ 1 ผู้บาดเจ็บในกองทัพมีมากมาย เทียหยกบังอาจทูลเสนอ
ปีศักราช 202 รัชศกเจี้ยนอันปีที่เจ็ดแห่งราชวงศ์ฮั่น
หลังจากรวบรวมแดนเหนือจนเป็นปึกแผ่น โจโฉ ก็ตัดสินใจกรีธาทัพลงใต้ เป้าหมายคือพิชิตเกงจิ๋วและซงหยง จากนั้นจะล่องเรือตามแม่น้ำ กวาดล้างกังตั๋งให้สิ้นซาก!
แม่ทัพใหญ่ แฮหัวตุ้น นำทัพม้าเหล็กแสนนายเป็นทัพหน้า กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง หัวเมืองใดที่พาดผ่านต่างหวาดกลัวจนหัวหดและยอมจำนนแต่โดยดี
ทว่า... กองเพลิงมหึมา ณ ทุ่งพกบ๋อง กลับแผดเผากองทัพของแฮหัวตุ้นจนราบเป็นหน้ากลอง ทหารม้าชั้นยอดนับแสนนายมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน!
โจโฉพิโรธหนัก สั่งระดมพลห้าแสนนาย เตรียมยกทัพหลวงลงใต้หมายบดขยี้เกงจิ๋วด้วยตัวเอง!
...
(ในความฝันของกาเซี่ยง)
"เหวินเหอ ในบรรดาขุนพลของข้า เจ้าว่าใครกล้าแกร่งที่สุด?"
"คนที่ข้าฆ่าตายที่อ้วนเซียขอรับ..."
"เหวินเหอ แล้วในบรรดาลูกๆ ของข้า เจ้าว่าใครคู่ควรจะสืบทอดอำนาจตระกูลโจมากที่สุด?"
"คนที่ข้าฆ่าตายที่อ้วนเซียขอรับ..."
"เหวินเหอ นอกจากม้าเซ็กเธาว์แล้ว เจ้าว่ายังมีม้าตัวไหนเทียบชั้นได้อีกบ้าง?"
"ตัวที่ข้าฆ่าตายที่อ้วนเซียขอรับ..."
สีหน้าของโจโฉทะมึนลง รอยยิ้มจางหายไปในพริบตา "บุรุษที่โฉดชั่วที่สุดในแผ่นดินคงหนีไม่พ้นเจ้า แผ่นดินของข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไม? ทหาร! ลากตัวมันไปตัดหัว!"
กาเซี่ยง ลนลาน ร้องเสียงหลง "ท่านมหาอุปราชโปรดไว้ชีวิตด้วย! เรื่องทั้งหมดนี้ 'จูกัดซั่น' เป็นคนสอนข้า..."
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ กาเซี่ยงสะดุ้งสุดตัวตื่นขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้าย
ข้างเตียงมีบัณฑิตหนุ่มในชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ ในมือถือพัดจีบที่กำลังทาบอยู่บนคอของเขา พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ มาให้
"ไม่นึกเลยนะว่าขนาดในฝัน ท่านก็ยังไม่ลืมที่จะขายข้า..." จูกัดซั่น หุบพัดลงแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"ท่านอาจารย์... น่าอายจริงๆ!"
ในฐานะกุนซือจอมพิษผู้เลื่องชื่อใต้หล้าของโจโฉ เมื่อนึกถึงสภาพอันน่าสมเพชในความฝัน กาเซี่ยงก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
จังหวะนั้นเอง มีคำสั่งเรียกตัวจากกระโจมบัญชาการของมหาอุปราช กาเซี่ยงจึงรีบจัดแจงเสื้อผ้าแล้วรุดไปร่วมประชุมทันที
...
"ไอ้หูใหญ่เล่าปี่!"
"ช่างแล้งน้ำใจนัก ข้าช่วยท่านสร้างผลงานตั้งเท่าไหร่ ช่วยชีวิตท่านตั้งกี่ครั้ง ท่านกลับเฉดหัวข้าทิ้งง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ!"
หลังจากส่งกาเซี่ยงออกไปแล้ว จูกัดซั่นก็เอนกายลงบนตั่ง สายตาจับจ้องไปยังรองเท้าฟางสองคู่ที่แขวนอยู่หัวเตียง แววตาเผยให้เห็นความเจ็บปวดลึกๆ
เขาไม่ใช่ชาวบ้านยุคสามก๊กแท้ๆ แต่เป็นสุดยอดอัจฉริยะที่ทะลุมิติมาจากศตวรรษที่ 21!
ตอนที่โผล่มาที่นี่ครั้งแรก เขาอยู่ที่เมืองอ้วนเซีย เขาเป็นคนชี้แนะกาเซี่ยงจนทำให้ทัพโจโฉแตกพ่าย สังหารขุนพลเอกอย่างเตียนอุย รวมถึง โจงั่ง บุตรชายคนโตของโจโฉ ศึกครั้งนั้นยังทำให้โจโฉต้องสูญเสียม้าคู่ใจอย่าง ม้าเจวียอิ่งไปด้วย!
หลังจากนั้น เขาก็เดินทางลงใต้มายังเกงจิ๋ว และได้รู้จักกับเล่าปี่ที่กำลังหนีตายหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าของโจโฉจนต้องมาพึ่งใบบุญ เล่าเปียว จูกัดซั่นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือใหญ่!
เหล่าขุนนางตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋วไม่ต้อนรับเล่าปี่และลอบทำร้ายอยู่หลายครั้ง แต่จูกัดซั่นก็ซ้อนแผนแก้เกมได้หมด ซ้ำยังสวนกลับจน ซัวซุน น้องชายของซัวมอ ต้องจบชีวิตลง ทว่าเล่าปี่ที่อยากจะผูกมิตรกับพวกตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋วกลับตำหนิว่าจูกัดซั่นใช้แผนการโหดเหี้ยมเกินไป
ต่อมาเมื่อต้องไปรักษากำแพงเมืองซินเอี๋ย จูกัดซั่นก็ฝึกปรือทหารกล้าสามหมื่นนาย พร้อมซ้อมค่ายกล!
ในศึกเมืองห้วนเสีย จูกัดซั่นทำลายค่ายกลแปดประตูทองคำของโจหยิน สังหารทหารชั้นยอดไปกว่าห้าหมื่นนายในคราวเดียว ทำให้เมืองห้วนเสียตกเป็นของเล่าปี่!
แต่เล่าปี่ที่รู้ตัวว่าปีกยังไม่กล้าขายังไม่แข็ง ไม่อยากล่วงเกินโจโฉจนนำภัยมาสู่ตัว กลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจจูกัดซั่นขึ้นมาลึกๆ!
จนกระทั่ง! ณ ทุ่งพกบ๋อง จูกัดซั่นเพียงแค่พูดคุยหัวเราะร่า ก็สามารถพลิกสถานการณ์ใช้ไฟเผาทัพม้าเหล็กแสนนายของแฮหัวตุ้น ช่วยเมืองซินเอี๋ยให้รอดพ้นจากวิกฤต ทว่าใครจะคิดว่านั่นจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา!
ในขณะที่จูกัดซั่นทุ่มเทสุดตัว บัญชาการรบอยู่แนวหน้า เล่าปี่กลับไปเยือนกระท่อมหญ้าถึงสามครา เพื่อเชิญมังกรหลับ จูกัดเหลียง ขงเบ้ง ลงจากเขาโงลังกั๋ง!
จูกัดขงเบ้งมีภูมิหลังไม่ธรรมดา แถมยังสนิทสนมกับเครือข่ายตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋ว การได้ขงเบ้งมาหนุนหลัง ย่อมเท่ากับสลายความบาดหมางกับกลุ่มอำนาจในเกงจิ๋วไปโดยปริยาย ทำให้ซินเอี๋ยไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป!
ดังนั้น! ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะศึกพกบ๋อง ขงเบ้งที่ยังไม่ได้สร้างผลงานแม้แต่ชิ้นเดียวกลับได้รับเชิญในฐานะแขกพิเศษ นั่งยิ้มรับหน้าชื่นตาบานท่ามกลางการห้อมล้อมของขุนนางเกงจิ๋ว เล่าปี่แต่งตั้งเขาเป็นกุนซือใหญ่ด้วยตัวเอง มอบอำนาจเบ็ดเสร็จในเมืองซินเอี๋ยให้แต่เพียงผู้เดียว!
แม้แต่ปราชญ์ชื่อดังแห่งเกงจิ๋วอย่างท่านอาจารย์ซุยเกง (สุมาเต๊กโช) ยังมาแสดงความยินดีด้วยตัวเอง "พระเจ้าเล่าปี่ได้มังกรหลับมาช่วยงาน ภายภาคหน้าย่อมทำการใหญ่สำเร็จเป็นแน่!"
เล่าปี่ทอดสายตามองไปทางเกงจิ๋วพร้อมกับหัวเราะลั่น! มีเพียงเขาที่รู้ดีแก่ใจว่า เป้าหมายสูงสุดหาใช่เมืองเล็กๆ อย่างซินเอี๋ยไม่ และตอนนี้ เล่าเปียว พี่น้องร่วมสายเลือดที่ดูแลเกงจิ๋วอยู่ก็กำลังล้มป่วยหนัก
ในเวลาเดียวกัน จูกัดซั่นที่เพิ่งลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับมาจากสมรภูมิ กลับต้องเดินคอตกออกจากเมือง!
เล่าปี่ใช้รองเท้าฟางสองคู่ไล่เขาออกจากซินเอี๋ย แถมยังอ้างอย่างสวยหรูว่าเป็นของที่เขาสานด้วยตัวเองเพื่อแสดงถึงความผูกพันอันลึกซึ้ง!
"ไอ้คนทอเสื่อขายรองเท้า ไอ้คนไร้หัวใจไร้คุณธรรม!"
"ลูกผู้ชายมีแค้นต้องชำระ ไอ้หูใหญ่เล่าปี่ เชิญเสวยสุขไปก่อนเถอะ!"
ความโกรธแค้นวูบผ่านเข้ามาในใจของจูกัดซั่น แต่พอมองดูหมู่เมฆที่ลอยเอื่อยๆ อยู่บนท้องฟ้านอกกระโจม อารมณ์ของเขาก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
"ถึงค่ายโจโฉจะปลอดภัย การพึ่งพากาเซี่ยงจะช่วยให้มีกินมีใช้ไม่ขัดสน แต่ในอีกไม่ช้า พอศึกผาแดงปะทุขึ้น กองทัพแปดแสนของหัวหน้าโจก็ต้องมอดไหม้เป็นจุล กลับไปนับหนึ่งใหม่แน่ๆ"
"ถ้าขืนอยู่รับใช้ต่อไป ถึงตอนนั้นคงไม่แคล้วต้องตายเปล่าอยู่ในกองทัพที่วอดวาย ข้าจะไม่ยอมลงทุนขาดทุนป่นปี้แบบนั้นเด็ดขาด!"
จูกัดซั่นนอนหงายอยู่บนตั่ง สายตามองหมู่เมฆ พลางขบคิดหาทางหนีทีไล่
ตอนที่เขาหอบรองเท้าฟางขาดๆ สองคู่ออกจากซินเอี๋ย เขาก็คิดเรื่องนี้มาตลอด ตอนนั้นเขาสิ้นหวังจนอยากจะหาที่ซุกหัวนอนสักแห่ง แล้วใช้ชีวิตเรียบง่ายไปจนตายก็พอ
ขั้วอำนาจในแผ่นดินที่พอจะให้พักพิงได้ มีแค่ โจ ซุน และ เล่า สามตระกูลเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเล่าเปียวแห่งเกงจิ๋วหรือเล่าเจี้ยงแห่งเอ๊กจิ๋ว ล้วนแต่เป็นพวกไร้น้ำยา ไม่ช้าก็เร็วบ้านเมืองต้องตกเป็นของคนอื่น แถมโจโฉยังยกทัพลงใต้ เกงจิ๋วย่อมโดนปะทะเป็นด่านแรก สงครามจ่ออยู่ตรงหน้า ที่นี่จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก
อีกอย่าง แค่เรื่องที่เล่าปี่ไล่ตะเพิดเขาออกมา จูกัดซั่นก็หัวเด็ดตีนขาดไม่ขอหน้าด้านอยู่เกงจิ๋วอีกต่อไป
กังตั๋งของตระกูลซุนนั้นอุดมสมบูรณ์ สาวงามก็เยอะ แถมสมรภูมิศึกผาแดงก็อยู่ในเขตเกงจิ๋ว ไม่ได้กระทบความสงบสุขในกังตั๋งเลยสักนิด ถ้าใช้ความรู้ด้านสถิติและโลจิสติกส์จากศตวรรษที่ 21 ไปรับราชการเป็นขุนนางคุมเสบียง ก็คงทำงานได้สบายๆ
แต่ปัญหาคือตอนนี้กังตั๋งเริ่มได้กลิ่นอายสงครามแล้ว ริมฝั่งแม่น้ำมีการป้องกันอย่างแน่นหนา ขืนลอบข้ามแม่น้ำไปแล้วโดนจับได้ ถูกยัดข้อหาว่าเป็นไส้ศึกทัพโจโฉแล้วโดนตัดหัว คงเป็นเรื่องที่ซวยบัดซบที่สุด!
เห็นทีจะมีแค่แดนเหนือของตระกูลโจเท่านั้น ที่พอจะใช้เป็นที่ลงหลักปักฐานได้!
กิจิ๋วนั้นมั่งคั่งมาแต่โบราณ เป็นฐานที่มั่นระดับจักรพรรดิ ถึงจะผ่านศึกอ้วนเสี้ยว-โจโฉมา แต่ก็ไม่ทำให้ศักยภาพลดลงเลย
แดนเหนือมีโฉมงาม เลิศล้ำเหนือใคร! แดนเหนือไม่เพียงแต่สงบสุขและร่ำรวย แต่ยังไม่ขาดแคลนสาวงาม ถ้าได้สร้างครอบครัวที่กิจิ๋ว มีภรรยาสักสามสี่คน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชาติ แค่นี้ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว!
ในตอนที่จูกัดซั่นหอบรองเท้าฟางขาดๆ กำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือ บังเอิญไปเจอเข้ากับ 'กาเซี่ยง' ที่ปลอมตัวกลับไปเยี่ยมญาติและกำลังจะกลับเข้าค่ายพอดี จึงถูกเชิญ (แกมบังคับ) มายังค่ายทัพโจโฉ
กาเซี่ยงซาบซึ้งที่จูกัดซั่นเคยชี้แนะเขาที่เมืองอ้วนเซีย และหวังว่าจูกัดซั่นจะช่วยสร้างผลงานในการยกทัพลงใต้ของมหาอุปราชครั้งนี้ แต่ลึกๆ แล้ว เขาแอบกลัวว่าถ้าจูกัดซั่นไปเข้าร่วมกับเกงจิ๋วหรือกังตั๋ง ด้วยแผนการที่พิษสงร้ายกาจของชายคนนี้ กองทัพของมหาอุปราชโจโฉคงต้องสูญเสียอย่างหนักแน่
ส่วนจูกัดซั่นที่หมดเนื้อหมดตัวไร้หนทางไป ก็ต้องการที่พักพิงเพื่อตั้งหลัก จึงยอมตามกาเซี่ยงมายังค่ายทัพโจโฉ และซ่อนตัวอยู่ในกระโจมของเขา
"ค่ายโจโฉยังปลอดภัยอยู่พักหนึ่ง อยู่ไปก่อนแล้วกัน รอจนหัวหน้าโจยึดเกงจิ๋วได้ และเตรียมจะตีกังตั๋ง ค่อยหาทางเผ่นหนีก่อนศึกผาแดงจะเริ่มก็ยังไม่สาย!"
ในฐานะผู้ทะลุมิติ จูกัดซั่นถอนหายใจ เขาตัดสินใจจับจังหวะเวลาให้ดี แล้วใช้ชีวิตเนียนๆ อยู่ในค่ายโจโฉไปก่อน
...
ตัดภาพมาที่กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศช่างแตกต่างจากความชิลล์ของจูกัดซั่นที่นอนมองเมฆอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกดดัน
โจโฉนั่งเป็นประธานอยู่ตรงกลาง ขุนนางบุ๋นและกุนซือยืนเรียงอยู่ฝั่งซ้าย แม่ทัพและขุนพลบู๊ยืนเรียงอยู่ฝั่งขวา เบื้องล่างมีหมอหลวงนับสิบคนหมอบกราบอยู่กับพื้น ตัวสั่นเทา ก้มหน้ามองต่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"โรคระบาดในกองทัพมันเป็นยังไงกันแน่ พวกเจ้ารายงานความจริงมาเดี๋ยวนี้!" โจโฉกำหมัดแน่น ตวาดเสียงกร้าว
"เรียนท่านมหาอุปราช..."
"โรคระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นกะทันหัน แพร่กระจายไวมาก อาการก็กำเริบเร็วเหลือเกิน พอรู้ตัวว่าติดเชื้อ ทุกอย่างก็สายไปแล้วขอรับ..." หมอหลวงชราผู้หนึ่งคลานเข่าออกมารายงานทั้งที่ยังก้มหน้า
"ข้าถามว่า โรคนี้มีวิธีรักษามั้ย!?" โจโฉขมวดคิ้วถามอย่างหมดความอดทน
"เอ่อ... ตอนนี้... ตอนนี้ยังไม่มีตำรับยาที่รักษาให้หายขาดได้ขอรับ..."
ขาทั้งสองข้างของหมอชราสั่นพั่บๆ ใจคอหวาดผวาถึงขีดสุด มหาอุปราชผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องสั่งประหารคนเป็นว่าเล่น ถึงเขาจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งมาจากระยะสามจั้ง!
"พวกสวะ!"
"พูดแบบนี้ จะเก็บพวกเจ้าไว้ทำไม!"
โจโฉแค่นเสียงเย็นชา สายตาดุจประกายมีดกวาดมองเหล่าหมอหลวงเบื้องล่าง
ปัจจุบันเขาคือขุนนางผู้อยู่จุดสูงสุดของแผ่นดิน ไร้เทียมทานในใต้หล้า ชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้เพียงพลิกฝ่ามือ ต่อให้มีราชโองการคุ้มกะลาหัวก็ช่วยอะไรไม่ได้!
การยกทัพห้าแสนลงใต้ครั้งนี้ เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะต้องเหยียบเกงจิ๋วให้แบนราบ และกวาดล้างกังตั๋งได้แน่นอน!
แต่ใครจะคิดว่า ทัพหน้าจะไปพ่ายแพ้ที่ทุ่งพกบ๋องจนสูญเสียทหารชั้นยอดไปถึงแสนนาย แล้วนี่เหตุการณ์ยังมาพลิกผัน จู่ๆ ก็เกิดโรคระบาดในกองทัพแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หากไม่รีบควบคุม ความฝันที่จะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง คงยากจะกลายเป็นจริง!
นึกย้อนไปสมัย กบฏโจรโพกผ้าเหลือง ต้นเหตุก็มาจากโรคระบาดนี่แหละ ชาวบ้านล้มตายเป็นแสน ไร้ซึ่งยารักษา เตียวก๊ก จึงฉวยโอกาสหลอกลวงผู้คน แจกจ่ายน้ำมนต์อ้างว่ารักษาโรคได้ รวบรวมผู้คนลุกฮือจนเกิดกลียุค กลายเป็นจุดตกต่ำของราชวงศ์ฮั่น
หมอหลวงเบื้องล่างต่างตัวสั่นงันงก บางคนที่ขี้ขลาดหน่อย พอได้ยินประโยคที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของมหาอุปราช ก็ถึงกับฉี่ราดกางเกงจนพื้นเปียกแฉะ แต่ก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน ได้แต่หมอบกราบอยู่อย่างนั้น
"ท่านมหาอุปราชโปรดระงับโทสะ..."
หมอหลวงอีกคนโขกศีรษะ "ถึงจะยังไม่มียารักษา แต่โรคนี้ก็ใช่ว่าจะรับมือไม่ได้ซะทีเดียวขอรับ เพียงแค่จับแยกผู้คนออกไป กักตัวแยกกัน ให้อยู่ห่างกันสักหลายๆ จั้ง ก็จะช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้..."
"ลากตัวมันออกไป โบยยี่สิบไม้ซะก่อน!"
หมอหลวงยังพูดไม่ทันจบ โจโฉก็ตวาดกร้าว เพชฌฆาตสองคนตรงรี่เข้ามาหิ้วปีกหมอคนนั้น ลากออกไปนอกกระโจมโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดก็ดังก้องขึ้น!
"ภายในสามวัน ถ้ายังหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ พวกเจ้าทั้งหมดก็ไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก ไปเชือดคอตายกันเองที่หน้าประตูค่ายซะ!"
"ไสหัวไปให้หมด!"
เหล่าหมอหลวงรับคำเสียงสั่น ก่อนจะรีบลุกขึ้นและเดินเรียงแถวออกไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านมหาอุปราช หมอนั่นมันพูดจาเหลวไหลชัดๆ! ยกทัพออกศึก จะให้ทหารอยู่ห่างกันตั้งหลายจั้งได้ยังไง! แถมทัพเรามีตั้งห้าแสนนาย มันจะบ้าเหรอ!"
เคาทู ที่ยืนอยู่ข้างกายโจโฉ มองดูสภาพปอดแหกของพวกหมอหลวงที่อ่อนแอราวกับลูกแกะ แล้วก็อดสบถด้วยความโมโหไม่ได้
โจโฉคิ้วขมวดมุ่น ไม่ปริปากพูดอะไร
โรคระบาดเมื่อได้แพร่กระจายแล้วย่อมยากจะควบคุม หากไม่มีวิธีรับมือ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าตาสีตาสา หรือเชื้อพระวงศ์ที่สูงส่ง เมื่อติดเชื้อก็ต้องตายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีข้อยกเว้น!
สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต คอขาดบาดตาย!
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ต่างพากันคิดหัวแทบแตก แต่ก็ไม่มีใครเสนอแผนการดีๆ ออกมาได้เลย
"ท่านมหาอุปราช โรคระบาดนี้ หนึ่งแพร่ไปสิบ สิบแพร่ไปร้อย ลุกลามเหมือนประกายไฟที่พร้อมจะเผาไหม้ทุ่งหญ้าในพริบตา เรื่องนี้ด่วนมาก จำเป็นต้องรีบตัดสินใจนะขอรับ" ซุนฮิว ประสานมือโค้งคำนับกล่าว
โจโฉเงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองเหล่าขุนนาง "พวกเจ้ามีวิธีแก้ปัญหาหรือไม่?"
เทียหยก เห็นทุกคนก้มหน้าเงียบ จึงก้าวออกไปข้างหน้าแล้วประสานมือโค้งคำนับ "ท่านมหาอุปราช เทียหยกผู้นี้บังอาจทูลเสนอ ขอท่านมหาอุปราชโปรดอภัยด้วย"