- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 8 - ดินแดนเทพร่วงหล่น
บทที่ 8 - ดินแดนเทพร่วงหล่น
บทที่ 8 - ดินแดนเทพร่วงหล่น
"เจ้าโดนหมอกพิษอะไรนั่นของนางเข้าไปหรือ อาการหนักมากหรือไม่"
สวี่ผิงชิวเหลียวมองหมอกสีชมพูที่ลอยตามมาติดๆ เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่านางได้รับบาดเจ็บตรงไหน แต่พอดูจากสีหน้าของนางแล้ว...
"อืม..." เยว่หลินชิงได้ยินเสียงของเขา ริมฝีปากก็หลุดเสียงครางเครือออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เคยใสซื่อดุจน้ำพุบัดนี้กลับฉ่ำเยิ้มคลอไปด้วยหยาดน้ำตา แววตาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส ภายในใจมีแต่ภาพมายาอันแสนเร่าร้อนเย้ายวนวนเวียนอยู่ไม่ขาดสาย
และในเมื่อบุรุษที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดในตอนนี้คือสวี่ผิงชิว ภาพจินตนาการเหล่านั้นย่อมหนีไม่พ้นเรื่องที่นางกำลังทำอะไรต่อมิอะไรกับเขา...
เยว่หลินชิงสะบัดหัวอย่างแรง พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจ นางท่องบทสวดชำระจิตใจอยู่ในหัวเพื่อขับไล่ภาพอันวาบหวามพวกนั้นออกไป แต่มันช่างยากลำบากเหลือเกิน
ผ่านไปพักใหญ่ นางถึงพอจะรวบรวมสติให้กลับมาสงบได้บ้าง จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "หนัก... หนักมากเลย ข้าไม่คิดเลยว่าหมอกนี่จะร้ายกาจขนาดนี้ ข้าประมาทเกินไป ข้านึกว่ามัน... อึก..."
พูดยังไม่ทันจบ ร่างกายของเยว่หลินชิงก็สั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย นางก้มหน้างุด สองมือยันพื้นพยุงร่างเอาไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง ท่าทางแบบนี้ทำเอาสวี่ผิงชิวไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปประคอง
เมื่อครู่นี้นางลองใช้เคล็ดวิชาเพื่อขับไล่อารมณ์กำหนัดออกไป แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้มันรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ทำเอานางต้องนั่งนิ่งเงียบไปนาน
"อะแฮ่ม... แล้วตอนนี้พวกเราจะเอาอย่างไรกันดี" สวี่ผิงชิวบีบจมูกดัดเสียงถามอีกครั้ง
แต่เสียงนี้ก็ไม่ได้ทำให้เยว่หลินชิงมีปฏิกิริอะไรตอบสนอง นางยังคงก้มหน้านิ่ง เส้นผมสีดำขลับปรกหน้าจนมองไม่เห็นสีหน้าของนางในตอนนี้
น้ำเสียงของนางยังคงอ่อนระทวย "ในแคว้นไคหยางมีสถานที่อันตรายอยู่แห่งหนึ่ง เล่าลือกันว่าเป็นสถานที่ที่เกิดจากความอาฆาตแค้นของเทพเจ้าที่ร่วงหล่นลงมา ข้ากำลังบังคับกระเรียนกระดาษให้บินไปทางนั้น ถ้าเราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ข้างใน บางทีอาจจะยังมีทางรอด"
สวี่ผิงชิวไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงจ้องมองหมอกสีชมพูที่อยู่เบื้องหลังเงียบๆ ภายในหมอกนั้นพอมองเห็นเงาร่างคนสองคนลางๆ
ตอนแรกรถระยะห่างระหว่างกระเรียนกระดาษกับหมอกสีชมพูยังคงรักษาระดับไว้ได้ แต่เมื่อแสงเรืองรองรอบตัวกระเรียนเริ่มริบหรี่ลง หมอกสีชมพูกลุ่มนั้นกลับค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ราวกับหนอนชอนไชกระดูก สีของท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลงทุกที แสงจันทร์ถูกบดบัง นี่คือช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือน
เยว่หลินชิงหลับตาทำสมาธิ ดูเหมือนนางกำลังพยายามหาวิธีจัดการกับปราณพิษเทพราคะในร่างกาย แต่ดูจากสีหน้าของนางแล้ว สถานการณ์ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย
ทันใดนั้น กระเรียนกระดาษก็เริ่มสั่นโคลงเคลง เหมือนกับว่ามันกำลังจะหมดแรงบิน สวี่ผิงชิวเซถลาเกือบจะพลัดตกลงไป โชคดีที่ได้เชือกตรงเอวของเยว่หลินชิงดึงรั้งเอาไว้
"สถานที่แห่งนี้มีพลังสะกดข่มพลังวิญญาณรุนแรงมาก กระเรียนกระดาษบินต่อไม่ไหวแล้วล่ะ"
เยว่หลินชิงลืมตาขึ้นอธิบาย พร้อมกับล้วงเอาขวดยาหยกหลายขวดออกมาวางเรียงไว้บนกระเรียนกระดาษ
นางชี้ไปที่ขวดยาแต่ละขวด แล้วอธิบายสรรพคุณให้สวี่ผิงชิวฟังทีละขวด
"นี่คือยาชำระจิตใจที่ข้าให้เจ้าอมไว้เมื่อครู่ ส่วนนี่คือยาหยกปฐม รักษาได้ทั้งอาการบาดเจ็บภายนอกและภายใน นี่คือยาอิ่มทิพย์ มันจะช่วยให้เจ้า..."
ยาชำระจิตใจนั้นเดาได้ไม่ยาก เพราะขวดของมันใหญ่กว่าขวดอื่นๆ แต่พอได้ยินชื่อยาอิ่มทิพย์ สวี่ผิงชิวก็เกิดความสงสัยผุดขึ้นมาในหัวทันที
"ของสิ่งนี้ข้ารู้จัก แต่ข้ามีคำถามคาใจอยู่อย่างนึง การอิ่มทิพย์ก็คือการงดเว้นธัญญาหารทั้งห้า พูดง่ายๆ ก็คือการไม่กินอะไรเลยใช่หรือไม่ แล้วการกินยาอิ่มทิพย์เข้าไปเนี่ย ตกลงมันนับว่าเป็นการอิ่มทิพย์ หรือนับว่าเป็นการกินจนอิ่มท้องกันแน่"
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เยว่หลินชิงก็ชะงักไป ความรู้สึกรัญจวนใจในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความงุนงงสับสน
"น่า... น่าจะนับว่าอิ่มทิพย์กระมัง แต่... อึก..." นางพึมพำตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
ในขณะที่เยว่หลินชิงกำลังใช้ความคิด กระเรียนกระดาษก็สั่นกระตุกอีกครั้งและค่อยๆ ร่อนตัวต่ำลง
แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้สวี่ผิงชิวรู้ตัวว่าไม่ควรแกล้งถามคำถามกวนประสาทเยว่หลินชิงในเวลานี้ เขารีบชี้ไปที่ขวดยาที่เหลือแล้วถามว่า "เจ้าพูดต่อสิ สองขวดนี่เอาไว้ทำอะไร"
"ยารวมวิญญาณ เอาไว้สำหรับฟื้นฟูพลังวิญญาณ ถึงตอนนั้นอาจจะต้องรบกวนเจ้าป้อนให้ข้าหน่อย"
"ส่วนอีกขวดคือผงขับไล่สัตว์อสูร โรยไว้รอบๆ จะช่วยไล่พวกสัตว์ป่าได้ ขวดสุดท้ายคือผงดับกลิ่น โรยตามตัวเพื่อกลบกลิ่นอายของเรา"
เยว่หลินชิงอธิบายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบยารวมวิญญาณเหน็บไว้ที่เอว ส่วนสวี่ผิงชิวก็กวาดเอาขวดที่เหลือเก็บไว้กับตัว
จากนั้น เขาก็หยิบผงดับกลิ่นขึ้นมาถามว่า "ของสิ่งนี้ต้องโรยเลยหรือไม่"
เยว่หลินชิงพยักหน้า สวี่ผิงชิวก็ไม่รอช้า รีบเทผงดับกลิ่นโรยใส่ตัวเองกับเยว่หลินชิงทันที
จังหวะนั้นเอง กระเรียนกระดาษก็หมดสภาพอย่างสิ้นเชิง มันดิ่งพสุธาร่วงหล่นลงสู่ป่าเบื้องล่าง
เยว่หลินชิงชักกระบี่ลายทองออกมา นางฝืนคว้ามือของสวี่ผิงชิวเอาไว้ เก็บกระเรียนกระดาษเข้าช่องว่างมิติ แล้วพุ่งตัวลงสู่ป่าทึบเบื้องล่าง
แสงอรุณรุ่งเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางป่าลึก หมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งราวกับม่านผ้าโปร่งบาง มันกลืนกินร่างของทั้งสองคนให้หายลับไปในชั่วพริบตา
ส่วนหลานอวี่ป๋อที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นทั้งสองคนหนีหายเข้าไปในป่า นางก็แสยะยิ้มเย็นชา ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางกระชากตัวเฉินต้าเผิงให้พุ่งตามเข้าไปทันที
"ศิษย์พี่ สถานที่แห่งนี้จำกัดการใช้พลังวิญญาณ แถมยังปิดกั้นช่องว่างมิติด้วย ถ้าเราผลีผลามเข้าไป มีหวังได้กลายเป็นอาหารสัตว์อสูรแน่ๆ!"
ในใจของเฉินต้าเผิงต่อต้านสุดชีวิต แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ได้แต่พยายามพูดหว่านล้อมหลานอวี่ป๋อทางอ้อม
"บาดแผลของข้าไม่สามารถรักษาให้หายได้ในเวลาอันสั้น หากไม่ใช้โอกาสนี้จับตัวเยว่หลินชิงมาทรมานให้หลาบจำ เจ้าก็เตรียมตัวรอให้นางออกมาไล่สับเจ้าไปทั่วแคว้นในอีกสองวันข้างหน้าได้เลย"
หลานอวี่ป๋อแค่นเสียงเย็นชา แต่นางก็รู้ดีว่าสิ่งที่เฉินต้าเผิงพูดมาก็มีเหตุผล นางจึงหยิบของบางอย่างออกมาจากช่องว่างมิติเสียก่อน จากนั้นค่อยใช้ระดับพลังที่เหนือกว่าข่มขู่บังคับให้เฉินต้าเผิงตามเข้าไปในป่าด้วยกัน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในป่า จิตมุ่งร้ายที่มองไม่เห็นจากเบื้องบนก็กดทับลงมาที่บ่าของทั้งสองคนอย่างหนักหน่วง
นอกจากพลังเวทที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของแต่ละคนแล้ว ฟ้าดินในบริเวณนี้กลับไม่มีไอพลังวิญญาณให้ดูดซับเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ของวิเศษที่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่ แสงเรืองรองของมันก็จะสูญสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในที่แห่งนี้ เหมือนอย่างกระเรียนกระดาษที่หมดสภาพจนบินไม่ได้นั่นแหละ
ในขณะเดียวกัน ความผันผวนของพลังเวทที่ปล่อยออกมาก็จะอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในอากาศ หมอกลวงจิตกระตุ้นกำหนัดที่หลานอวี่ป๋อภาคภูมิใจนักหนา คงสภาพอยู่ในที่แห่งนี้ได้ไม่ถึงสามอึดใจก็พากันสลายตัวไปเอง
"มีคนเล่าขานกันว่าที่นี่เกิดจากความอาฆาตแค้นและคำสาปแช่งของเทพเจ้าก่อนที่ท่านจะร่วงหล่นลงมา ท่านมองว่าพลังวิญญาณคือยาพิษ เป็นต้นตอแห่งหายนะของการฝึกตน จึงก่อกำเนิดเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใครแห่งนี้ขึ้นมา"
หลังจากที่เข้ามาในป่าทึบ เพราะเมื่อครู่นี้จับมือกัน เยว่หลินชิงจึงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะทรงตัวลุกขึ้นเดินไหว
นางจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการเล่าถึงที่มาของสถานที่แห่งนี้ให้สวี่ผิงชิวฟัง เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์รัญจวนในร่างกาย
"เทพเจ้าองค์นี้ก็โยนความผิดเก่งใช้ได้เลยนะ" สวี่ผิงชิวฟังตำนานนี้แล้วก็มีสีหน้าแปลกๆ
เยว่หลินชิงทำหน้างุนงง
สวี่ผิงชิวจึงอธิบายต่อ "เจ้าลองคิดดูสิ ในเมื่อเทพเจ้าองค์นี้ร่วงหล่นลงมา ก็แปลว่าเขาถูกผู้อื่นฆ่าตายน่ะสิ ไม่งั้นก็คงเรียกว่าละสังขารไปแล้ว"
"อืม" เยว่หลินชิงพยักหน้า
สวี่ผิงชิวยักไหล่ พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม "แล้วสรุปก็คือ นี่มันคำพูดแก้ตัวของสวะอ่อนหัดก่อนตายนี่เอง"
"คนที่ฆ่าเขาได้ก็ต้องกินยาพิษพวกนี้เข้าไป ต้องฝืนบำเพ็ญเพียรเหมือนกัน แล้วเหตุใดคนนั้นถึงไม่ตาย แถมยังฆ่าเทพเจ้าองค์นี้ได้อีก หรือว่าคนผู้นั้นจะมีความต้านทานยาพิษสูงกว่า"
"ถ้าเกิดเทพเจ้าองค์นี้พลิกเกมกลับมาฆ่าอีกฝ่ายได้ เจ้าคิดว่าเขาจะยังพูดไหมว่าพลังวิญญาณคือยาพิษ ข้าว่าเขาคงพูดแค่ว่า โชคดีนะที่บิดามีตบะสูงกว่าเจ้าขั้นหนึ่ง"
เยว่หลินชิง "..."
เยว่หลินชิงเงียบไป นางรู้สึกว่าสิ่งที่สวี่ผิงชิวพูดมามีเหตุผลมาก แต่มันก็ดูขัดแย้งทะแม่งๆ เพียงแต่นางนึกไม่ออกว่ามันขัดแย้งตรงไหน
ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาก็คือ เทพเจ้าไม่น่าจะเป็นคนหยาบคายแบบนี้สิ
แต่พอนึกถึงชีพจรสวรรค์ของสวี่ผิงชิว พรสวรรค์ของเขาสูงส่งมาก สมมติว่าเขาได้กลายเป็นเทพเจ้าขึ้นมาจริงๆ บางทีก็อาจจะหยาบคายแบบนี้จริงๆ ก็ได้
พอคิดแบบนี้ ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ทว่าพอเอาแต่คิดถึงสวี่ผิงชิว อารมณ์รัญจวนในร่างกายก็เริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง ภาพลามกอนาจารมากมายผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน
เยว่หลินชิงกัดฟันแน่น บังคับขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไปจากหัว แล้วเพ่งสมาธิไปที่เส้นทางเบื้องหน้า
กลิ่นอับชื้นของหมอกยามเช้าผสมผสานกับกลิ่นใบไม้เน่าและไม้ผุโชยมาแตะจมูก รอบด้านเต็มไปด้วยต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน กิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมจนบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้แสงสว่างในป่าสลัวจนยากจะแยกแยะทิศทาง
แถมเยว่หลินชิงยังเป็นพวกหลงทิศอีก นางทำได้เพียงเดินลึกเข้าไปตามทิศทางที่ร่วงตกลงมาเมื่อครู่นี้ ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะเดินไปจ๊ะเอ๋กับหลานอวี่ป๋อเข้า
โชคดีที่มีผงดับกลิ่นช่วยเอาไว้ ผนวกกับทั้งสองคนไม่ได้เดินเข้าไปใกล้แหล่งน้ำ แต่เลือกที่จะมุ่งหน้าฝ่าความมืดสลัวในป่าไปเรื่อยๆ พวกเขาจึงยังไม่เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวใดเลย
เพียงแต่ปราณพิษเทพราคะยังคงตามคอยยั่วยวนจิตใจของเยว่หลินชิงอยู่ตลอดเวลา แต่เยว่หลินชิงก็มองโลกในแง่ดี นางถือเสียว่านี่คือการทดสอบจิตใจของตัวเองเท่านั้น
แต่นั่นก็ทำให้เยว่หลินชิงรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสวี่ผิงชิว แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นแหละ ยังพอรับมือไหว
ส่วนหลานอวี่ป๋อและเฉินต้าเผิงที่ตามหลังทั้งสองคนมา กลับไม่ได้โชคดีแบบนั้น
หลังจากที่เฉินต้าเผิงใช้วิชาต้องห้ามพลิกผันหยินหยาง ร่างกายของนางจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แผ่ออกมา ซึ่งเป็นกลิ่นที่ดึงดูดเพศตรงข้ามได้ดีนัก ในขณะที่บนตัวของหลานอวี่ป๋อก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยโชยมาจางๆ
สำหรับพวกสัตว์อสูรแล้ว เดรัจฉานสองคนนี้ก็เปรียบเสมือนเนื้อย่างเดินได้ที่มีกลิ่นหอมแปลกใหม่ ไม่เรียกร้องความสนใจก็แปลกแล้ว
แต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่มีพลังวิญญาณ สัตว์อสูรจึงไม่เก่งกาจอะไรมากนัก หลังจากที่เฉินต้าเผิงปายาเม็ดที่ระเบิดเป็นหมอกสีชมพูออกไปสองสามเม็ด ฝูงสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาก็พากันสับสนวุ่นวาย พวกมันเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านและเริ่มส่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมา
ภาพตรงหน้าทำเอาเฉินต้าเผิงตัวสั่นงันงก นางรู้สึกว่ายาที่ศิษย์พี่ปรุงขึ้นมานั้นร้ายกาจกว่าของนางหลายเท่านัก
หลานอวี่ป๋อเลือกสัตว์อสูรตัวที่ใหญ่ที่สุดในฝูงมาตัวหนึ่ง นางใช้ยาบังคับให้มันเชื่องและใช้มันเป็นพาหนะ จากนั้นนางก็พยายามจับสัมผัสถึงตำแหน่งของเยว่หลินชิงอย่างเลือนราง ผ่านปราณพิษเทพราคะที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวของเยว่หลินชิง
แม้ว่าดินแดนเทพร่วงหล่นจะปิดกั้นพลังวิญญาณและสัมผัสวิญญาณ แต่ปราณพิษเทพราคะนั้นหลานอวี่ป๋อเป็นคนปรุงขึ้นมาเอง นางจึงยังคงรักษาสายใยชี้นำตำแหน่งที่ตั้งเอาไว้ได้ลางๆ
(จบแล้ว)