เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ฝนตกยังรู้จักวิ่งเข้าบ้าน

บทที่ 5 - ฝนตกยังรู้จักวิ่งเข้าบ้าน

บทที่ 5 - ฝนตกยังรู้จักวิ่งเข้าบ้าน


เยว่หลินชิงขี่กระบี่บินไล่ตามแสงหิ่งห้อยออกจากเมืองหว่านฉีอีกครั้ง มุ่งหน้าดำดิ่งเข้าไปในป่าลึก

ลมราตรีพัดกรรโชก เงาไม้ไหวเอน แสงหิ่งห้อยลอยวับแวมอยู่กลางป่าทึบที่มืดมิด ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในหุบเขาสีดำสนิท

นั่นหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามได้ปิดกั้นกลิ่นอายของตัวเองไว้ที่นี่ ทำให้วิชาสะกดรอยไม่สามารถตามต่อได้

แต่ด้วยนิสัยของเฉินต้าเผิง ถ้านางเตรียมตัวมาดี ก็ควรจะซ่อนกลิ่นอายไว้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาหายไปดื้อๆ แบบนี้ นี่มันต้องมีแผนร้ายซ่อนอยู่แน่ๆ!

แววตาของเยว่หลินชิงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางรักษาระดับความสูงของกระบี่บินไว้อย่างระมัดระวัง ไม่ผลีผลามร่อนลงไป พร้อมกับสะบัดยันต์แผ่นหนึ่งพุ่งลงไปในป่าเบื้องล่างที่มืดมิด

ยันต์แผ่แสงสีเขียวอมฟ้าออกมากลางอากาศเหนือพื้นดินราวสามสิบเมตร สว่างไสวดั่งพระจันทร์เต็มดวง ขับไล่ความมืดมิดในป่าให้หายไปในพริบตา

กลิ่นอายประหลาดสองสายก็ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางแสงสีเขียวนั้นทันที ไม่อาจหลบซ่อนได้อีกต่อไป

จังหวะนั้นเอง แส้เส้นยาวก็พุ่งมาจากด้านล่างราวกับการลอบกัดของอสรพิษที่ซุ่มซ่อนอยู่!

สวี่ผิงชิวมองเห็นเพียงเงาดำพุ่งขึ้นมาด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็รู้สึกตัวเบาหวิว เสียงลมพัดอื้ออึงข้างหู เขาถูกเยว่หลินชิงเหวี่ยงออกไปแล้ว

กระเรียนกระดาษขยายใหญ่ขึ้นมารองรับร่างของเขาไว้ทันท่วงที ป้ายหยกชิ้นหนึ่งถูกเยว่หลินชิงโยนโค้งมาให้ เขาจึงรีบรับไว้

ป้ายหยกสีเขียวมรกตเปล่งประกายแสงนวลตา ภายในเหมือนจะมีพลังวิญญาณแฝงอยู่ น่าจะเป็นของวิเศษสำหรับป้องกันตัว

ทางด้านเยว่หลินชิง ร่างของนางไม่เพียงไม่ทะยานขึ้นสูง กลับพุ่งตัวลงต่ำ มือขวาตวัดวูบ กระบี่ลายทองก็ปรากฏขึ้นในมือ ดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนด้วยเปลวไฟสีทองอีกครั้ง ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม ความร้อนระอุหลอมรวมเข้ากับตัวกระบี่

แส้ที่พุ่งเข้ามาเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศอย่างกะทันหัน ราวกับสัมผัสได้ว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ธรรมดา จึงไม่คิดจะปะทะด้วยตรงๆ แต่แสงสีทองได้แหวกม่านราตรีฟาดฟันลงมาแล้ว

เสียง "เคร้ง" ดังขึ้น ราวกับแก้วแตกกระจาย แต่ก็เหมือนเสียงอาวุธเหล็กปะทะกัน ประกายกระบี่ฟาดลงบนแส้อย่างจังจนเกือบขาดสะบั้น

จากนั้นแสงสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิง ลุกลามไปตามความยาวของแส้ และลามย้อนกลับขึ้นไปราวกับจุดชนวนระเบิด หวังจะแผดเผาคนจับแส้ให้มอดไหม้

แส้เส้นยาวตวัดขวางกลางอากาศอีกครั้งด้วยความเร็วสูงลิบลิ่ว จนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า

ผู้ใช้แส้คงตั้งใจจะสะบัดเปลวไฟให้ดับ แต่ไฟสีทองของเยว่หลินชิงไม่ใช่ไฟธรรมดา ไม่เพียงไม่ดับ แต่กลับยิ่งลุกโชน จนกระทั่งมีหมอกสีชมพูประหลาดพวยพุ่งเข้าปกคลุมแส้ ถึงได้สามารถดับเปลวเพลิงลงได้

"ประเสริฐนักนะเยว่หลินชิง คอยดูเถอะ มารดาจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึก!"

เสียงแหลมปรี๊ดของผู้หญิงดังมาจากเบื้องล่าง ฟังดูเกรี้ยวกราดเอามากๆ

สวี่ผิงชิวหรี่ตามองตามเสียงไป ก็เห็นว่าในป่าด้านล่างมีเงาคนสองคนปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

หญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยปาก แม้เสียงจะแหลมปรี๊ดจนแสบแก้วหู เหมือนโดนบีบคอพูด ไม่มีความไพเราะน่าฟังเหมือนเสียงของเยว่หลินชิงเลยสักนิด

แต่ท่วงท่าของนางกลับดูสง่างามและเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูเปิดเผยและเซ็กซี่สุดๆ ผ้าโปร่งบางเบาปิดบังทรวดทรงรำไร ดูวับๆ แวมๆ ชวนให้ใจสั่น

สวี่ผิงชิวรู้สึกว่าคนคนนี้น่าจะเป็นพวกสูญเสียนกน้อยไปเหมือนกับเฉินต้าเผิงแน่ๆ เพราะมีแต่ผู้ชายด้วยกันเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าผู้ชายอยากดูอะไร

ส่วนเฉินต้าเผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง เห็นได้ชัดว่ายังไม่ชินกับการเปลี่ยนเพศ แม้จะถูกบังคับให้สวมกระโปรงรัดรูปสุดเซ็กซี่ แต่ท่ายืนยังคงแข็งทื่อแบบผู้ชาย ห่อไหล่ค่อมหลัง ดูแล้วออกจะขัดลูกตาไปสักหน่อย

เยว่หลินชิงไม่ตอบโต้ แต่มือซ้ายสะบัดยันต์ออกไปอีกหลายแผ่น ตัวกระบี่เปล่งแสงสีทองเรืองรอง ฟาดฟันปราณกระบี่ลงสู่พื้นดินอีกหลายสาย

ทว่าในป่ากลับมีหมอกสีชมพูประหลาดพวยพุ่งขึ้นมา ปกปิดร่างของเฉินต้าเผิงกับอีกคนหนึ่งไว้จนมิด

แสงสีทองและยันต์ระเบิดออกในดงหมอกสีชมพู แต่ดูเหมือนจะไม่สะเทือนพวกนางเลย ซ้ำร้ายหมอกสีชมพูกลับยิ่งลุกลามเข้าหาเยว่หลินชิงอย่างรวดเร็ว หวังจะกลืนกินนางเข้าไป

ทันใดนั้น สวี่ผิงชิวก็รู้สึกได้ว่ากระเรียนกระดาษกำลังเร่งความเร็วพุ่งไปทิศทางหนึ่ง

เยว่หลินชิงร่ายรำกระบี่ ฟาดฟันแสงกระบี่สว่างจ้าออกไปอีกหลายสาย ระเบิดกลางอากาศกลายเป็นลูกไฟพราวพราย เพื่อสกัดกั้นหมอกสีชมพูไว้ชั่วคราว ส่วนตัวนางก็ขี่กระบี่เหินหนีไป

เมื่อตามกระเรียนกระดาษทัน เยว่หลินชิงก็ดึงสวี่ผิงชิวขึ้นมาบนกระบี่ เก็บกระเรียนกระดาษไป ความเร็วในการหลบหนีก็เพิ่มขึ้นอีกโข

"คนเมื่อกี้รับมือยากหรือ" สวี่ผิงชิวถาม เขาคิดว่าเมื่อกี้กระบี่ของเยว่หลินชิงน่าจะถือไพ่เหนือกว่าเสียอีก

เยว่หลินชิงตอบตามตรง "อืม หมอกสีชมพูนั่นเรียกว่า หมอกลวงจิตกระตุ้นกำหนัด มันทำให้เสียสติ ปลุกปั่นตัณหาราคะ เป็นวิชาที่เลวทรามต่ำช้ามาก"

"ในแคว้นไคหยาง มีแต่คนที่ฝึกวิชานี้เท่านั้นแหละที่ได้ฉายาว่า นางมารรากษสสีชมพู"

"นางติดอันดับหนึ่งในห้าสิบของป้ายประกาศจับ ระดับการฝึกตนสูงกว่าข้า ข้าอาจจะสู้ไม่ได้"

"รู้จักหนีเอาตัวรอด ฝนตกยังรู้จักวิ่งเข้าบ้าน ถือว่าเจ้าก็ฉลาดไม่เบานะ" สวี่ผิงชิวเอ่ยชมเยว่หลินชิงอีกครั้ง

"แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าไม่ได้กำลังชมข้าอยู่ล่ะ"

เยว่หลินชิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางรู้สึกแปลกๆ กับคำพูดของสวี่ผิงชิว แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน

สวี่ผิงชิวตอบกลับหน้าตาเฉย "จะบ้าหรือ หากข้าไม่ชมเจ้า จะให้ไปชมนางมารนั่นหรือไง"

"นั่นก็จริง" เยว่หลินชิงรู้สึกว่าก็มีเหตุผล เลยไม่ติดใจอะไรอีก

ระหว่างที่คุยกัน หมอกสีชมพูก็ไล่กวดกระบี่บินมาติดๆ และกำลังจะกลืนกินพวกเขาทั้งสองคนแล้ว

เยว่หลินชิงเห็นดังนั้นก็หยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมา ยัดใส่มือสวี่ผิงชิวแล้วกำชับว่า "อมไว้ใต้ลิ้นนะ ห้ามกลืน มันจะช่วยต้านฤทธิ์ของหมอกสีชมพูได้บ้าง"

"ตกลง"

สวี่ผิงชิวทำตามอย่างว่าง่าย รีบเอาโอสถไปอมไว้ใต้ลิ้นทันที ความเย็นซ่าดั่งมินต์แผ่ซ่านไปทั่วโคนลิ้น ตามมาด้วยความขมปร่า แต่ก็ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นมากจริงๆ

เสียอย่างเดียวคือโอสถเม็ดนี้มันปั้นมาใหญ่ไปหน่อย ดันลิ้นจนตุง อมลำบากชะมัด

ส่วนด้านหลัง เฉินต้าเผิงคอยดึงกระโปรงที่ไม่พอดีตัวอยู่เป็นระยะๆ ท่าทางเหมือนคนฉีดสเตียรอยด์ กัดฟันกรอดๆ ไล่ตามมาติดๆ

ความอับอายขายหน้าในวันนี้เป็นผลงานของเยว่หลินชิงล้วนๆ ถ้ามีโอกาส เฉินต้าเผิงย่อมไม่มีทางปล่อยนางไปแน่

และความกล้าหาญของเฉินต้าเผิงก็มาจากหลานอวี่ป๋อ หรือรากษสสีชมพูนั่นเอง

นี่คือคนที่นางส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปตอนที่โดนเยว่หลินชิงไล่ฟัน

แต่ทีแรก เฉินต้าเผิงไม่คิดหรอกว่าจะเรียกใครมาช่วยได้ แค่ทำไปเพราะจนตรอก ลองทำทุกวิถีทางดูเฉยๆ

เพราะตามธรรมเนียมของนิกายเหอฮวนแล้ว ถ้าได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ ก็ต้องถุยน้ำลายใส่ก่อน แล้วทำเป็นไม่เห็น

ก็แหม นี่มันนิกายมารนะยะ ตอนแกเสวยสุขแกไม่เคยเรียกฉันเลย พอโดนไล่ฆ่ามาตะโกนให้ช่วย ฉันคงหน้าด้านหน้าทนไปช่วยแกหรอก!

แถมเป็นนิกายมารด้วยแล้ว การที่ไม่ไปกระทืบซ้ำก็ถือว่า 'เมตตา' มากแล้วนะ

เพราะฉะนั้น เฉินต้าเผิงถึงได้ถูกบีบให้ต้องใช้วิชาต้องห้ามหลอกเยว่หลินชิง

แต่หลังจากที่หลอกเยว่หลินชิงสำเร็จและกำลังจะหนี จู่ๆ นางก็ได้รับการติดต่อจากหลานอวี่ป๋อ เพราะคนที่ไล่ล่านางคือศิษย์สำนักเทียนซวี่

ดูจากชื่อที่เหมือนผู้ชายของหลานอวี่ป๋อก็พอจะเดาออกว่านางเคยเจออะไรมา และทำไมพอได้ยินชื่อศิษย์สำนักเทียนซวี่ถึงได้รีบแจ้นมาช่วยทันที

ชัดเจนเลยว่านางกับเฉินต้าเผิงเป็นพวกหัวอกเดียวกัน

เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้เฉินต้าเผิงรู้สึกตะขิดตะขวงใจก็คือ ศิษย์พี่คนนี้เปลี่ยนเพศมานานแล้ว พอรู้ตัวว่าเปลี่ยนกลับไม่ได้ จิตใจก็เริ่มวิปริตผิดมนุษย์มนาไปนิดหน่อย

ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเยว่หลินชิงจะโดนอะไรบ้าง แต่หลานอวี่ป๋อบอกกับเฉินต้าเผิงว่า ในเมื่อนางยอมลงมือช่วยแล้ว ก็ต้องมีค่าตอบแทนบ้าง ค่าตอบแทนที่นางต้องการก็ง่ายๆ แค่ยอมเป็นของเล่นให้นางสนุกสักสามวันก็พอ

ในสถานการณ์ที่ระดับพลังเหนือกว่า หลานอวี่ป๋อไม่ได้ถามความสมัครใจ แต่เป็นการออกคำสั่ง ดูจากชุดกระโปรงบนตัวของเฉินต้าเผิงก็รู้แล้วว่า สถานการณ์ของนางก็ไม่ได้ดีไปกว่าเยว่หลินชิงสักเท่าไหร่เลย

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 5 - ฝนตกยังรู้จักวิ่งเข้าบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว