เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว

บทที่ 6 เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว

บทที่ 6 เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว


บทที่ 6 เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว

อดีตตำรวจสืบสวนเหอซวี่มองไปยังไฟถนนที่ดับมืดอย่างเงียบๆ

เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว...

เศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดนี้ ยังต้องรัดเข็มขัดกับโครงการปลุกพลังภาคบังคับ การคลังคงจะฝืดเคืองน่าดู

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากมีนักเรียนคนใด “ตื่นรู้ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ” ก่อนการสอบสายต่อสู้ล่ะ?

ต้นทุนก็คงจะประหยัดไปได้หน่อยหนึ่งใช่ไหม?

คงไม่มีใครทำเรื่อง “ทั้งๆ ที่คนคนนี้ตื่นรู้แล้ว แต่ก็ยังจะดึงดันฉีดยาปลุกพลังให้เขาอีกให้สิ้นเปลือง” หรอกใช่ไหม?

พวกคุณน่ะ แม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้วนะ!

ถึงจะไม่สนใจเรื่องไฟถนน แต่ยาหลอดหนึ่งต้นทุนกว่าเจ็ดแสน ของหวานที่ส่งมาถึงปากแบบนี้จะไม่กินเชียวหรือ?

ใช่แล้ว

สถานการณ์มันเป็นแบบนี้

ขอเพียงผมสามารถสร้างฉาก “การตื่นรู้” อันน่าทึ่งขึ้นมาได้ ให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นที่รักมาเป็นพยานให้ผม

เพื่อกลายเป็น [หลี่ไป๋] ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย

ผมก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการฉีดยาได้

สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะรับประกันเรื่องนี้ ข้าราชการทุกระดับชั้นที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อก็จะรับประกันเรื่องนี้ เหล่าผู้บริหารโรงเรียนที่ชอบยื่นมือเข้ามายุ่มย่ามกับทรัพยากรที่ส่งลงมาเบื้องล่างก็จะรับประกันเรื่องนี้เช่นกัน

“ชีวิตก็เหมือนละคร อาศัยฝีมือการแสดงล้วนๆ”

อดีตตำรวจสืบสวนเหอซวี่ดีดนิ้ว

เขาต้องออกแบบรายละเอียดให้ดี

การจะกลายเป็นอาชญากรที่ยอดเยี่ยมได้นั้น การใส่ใจในรายละเอียดอย่างถึงที่สุดเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้

...

เมื่อกลับถึงโครงการตงลี่เจียหยวน ตึก 2 ห้อง 702 ก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว

วิ่งวุ่นมาทั้งวัน ท้องของเหอซวี่ก็ร้องโครกครากด้วยความหิว เขาจึงรีบเข้าครัวไปต้มบะหมี่ให้ตัวเองชามหนึ่ง

เหอซวี่ทำบะหมี่ได้หลายรสชาติ—

รสเนื้อตุ๋นน้ำแดง รสเนื้อเผ็ด รสผักกาดดองโบราณ เขาทำเป็นหมด

และไม่ใช่แค่ต้ม บางครั้งเขาก็กินแบบแห้งเป็นของว่างด้วย

อย่างเช่น ยี่ห้อมาม่ารสต้มยำกุ้ง

เอาล่ะ ไม่เล่นแล้ว

จริงๆ แล้วก็แค่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแก้ขัดเป็นอาหารเย็น

ว่าไปก็น่าตลก

ข้ามมายังดาวครามได้หนึ่งเดือนแล้ว เหอซวี่ยังไม่เคยเจอหน้าพ่อแม่ของตัวเองจริงๆ เลย—

ทั้งสองคนไปขายส่งเสื้อผ้าอยู่ที่เมืองหรงเฉิง เหอซวี่ทำได้เพียงติดต่อกับพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์ทุกวัน...

หลังจากต้มบะหมี่รสเนื้อตุ๋นน้ำแดงเสร็จ เพื่อให้สารอาหารสมดุลและได้รับวิตามินอย่างครบถ้วน เหอซวี่ก็เพิ่มผักกาดดองสามแม่ครัวให้ตัวเองอีกหนึ่งจาน

บวกกับไส้กรอกแฮม ครบเซ็ตสามสหายของคนจน

เขานั่งลงหน้าโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น กำลังจะเปิดทีวี โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

วันนี้พ่อโทรมาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?

เหอซวี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไม่ใช่พ่อแท้ๆ แต่เป็นลูกบุญธรรม—

เพื่อนซี้ของเจ้าของร่างคนก่อน หม่าโหย่วไฉ

หม่าโหย่วไฉ: [อยู่ปะ?]

เหอซวี่: [ถ้าไม่ใช่เรื่องยืมเงิน ก็อยู่ตลอด]

หม่าโหย่วไฉ: [พี่ซวี่ พูดแบบนี้มันไม่น่ารักเลยนะ]

เหอซวี่: [แกพูดเรื่องของแกให้ชัดก่อน แล้วฉันค่อยตัดสินใจว่าจะเป็นพี่แกดีไหม]

หม่าโหย่วไฉ: [วางใจได้ วันนี้ฉันไม่ยืมเงิน!]

[สุดสัปดาห์นี้อยู่บ้านเบื่อจะตายแล้ว ฉันคิดได้แล้ว—ฉันอยากมีความรัก]

[พี่ซวี่ พี่รู้จักผู้หญิงเยอะ แนะนำแฟนให้ผมสักคนสิ?]

เหอซวี่: [หม่าโหย่วไฉ แกจะยืมเท่าไหร่?]

หม่าโหย่วไฉ: [...]

[นี่พี่ซวี่ ผมมีข้อเสียตรงไหน? เงินฝากในธนาคารของผมเหมือนเบอร์โทรศัพท์ ผมเคยอวดไหม?]

เหอซวี่: [เดี๋ยวนะ เงินฝากในธนาคารของแกมีเท่าไหร่กันแน่?]

หม่าโหย่วไฉ: [191]

เหอซวี่: [...]

[เอาอย่างนี้แล้วกัน พ่อบุญธรรมคนนี้ยังมีธุระอยู่ ไม่คุยไร้สาระกับแกแล้ว พรุ่งนี้ไปโรงเรียนจะบอกความลับสุดยอดให้เรื่องหนึ่ง—]

[เป็นความลับใหญ่ที่จะทำให้โลกทัศน์ของแกพังทลาย สงสัยในชีวิตไปเลย!]

หม่าโหย่วไฉ: [ความลับ... ใหญ่? ใหญ่แค่ไหนกันเชียว? ไม่สิ เหอซวี่ไอ้หลานเวร แกบอกตอนนี้เลยไม่ได้รึไง...]

[ตู๊ด—]

เหอซวี่ไม่สนใจความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาของหม่าโหย่วไฉ เขาวางสายไป

จะให้บอกตอนนี้ได้ยังไง?

บอกตอนนี้ไม่ได้ผล ต้องไปบอกที่โรงเรียน แล้วปล่อยให้พวกซือหม่าเจิ่นสืบเจอ...

เหอซวี่ยิ้มจางๆ

ถ้าคุณมีเพื่อนที่ปากมากชอบนินทา ต้องทะนุถนอมเขาไว้ให้ดี—

หลายครั้ง พวกเขาใช้ประโยชน์ได้ดีจริงๆ

เหอซวี่เปิดทีวี เปลี่ยนไปช่องข่าว ดูไปพลางกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปพลาง พบว่าในทีวีไม่ได้พูดถึงคดีฆาตกรรมที่โรงแรมสำหรับคู่รักในวันนี้เลย

ดูเหมือนว่าจะถูกปิดข่าวไปแล้ว

สำหรับสำนักจัดการเรื่องผิดปกติ การควบคุมข่าวสารแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

สื่อของดาวครามยังไม่พัฒนามากนัก และระดับเทคโนโลยีในยุคนี้ก็ถดถอยไปจนถึงประมาณปี 2000 ของโลก

โทรศัพท์มือถือไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ อย่างน้อยก็โทรศัพท์ของคนทั่วไป

ทำได้แค่โทรออกและส่งข้อความเท่านั้น

การส่งอาหารของพวกเขาก็ไม่มีการรับออเดอร์ออนไลน์อะไรทั้งนั้น แค่ส่งข้อความสั้นมาให้คุณ บนนั้นมีที่อยู่ลูกค้า เวลาที่ต้องส่งถึง ก็แค่นั้น

แต่เรื่องที่ส่งช้าแล้วโดนหักเงิน ยิ่งช้ายิ่งหักเยอะนี่สิเหมือนกันเป๊ะ

ส่วนการเล่นเกมมือถือ?

ขอร้องเถอะ เกมงูกินหางก็นับเป็นเกมด้วยเหรอ?

ส่วนเรื่องระบบนำทางหรือระบุตำแหน่ง นั่นมันอยู่ในขอบเขตของเทคโนโลยีลับสุดยอดของกองทัพไปแล้ว

คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่แพร่หลาย—ของสิ่งนี้ตอนนี้แพงมาก ครอบครัวทั่วไปซื้อไม่ไหว

และนี่ก็ทำให้การรวบรวมข้อมูลกลายเป็นเรื่องยุ่งยากมาก

ตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ปัจจุบันของเหอซวี่คือ “การแสดงตื่นรู้”

และอุปสรรคสำคัญที่สุดในตอนนี้กลับกลายเป็น—

[หลี่ไป๋] ที่เขาจะสวมรอยเป็นนั้น ตอนที่ตื่นรู้ขึ้นมาเป็นอย่างไรกันแน่?

ลักษณะการตื่นรู้ของแต่ละลำดับในโลกนี้แตกต่างกันไป เรียกได้ว่ามีหลากหลายรูปแบบ

บางสายเวทมนตร์ เช่น [เทพธิดาหิมะ] ตอนตื่นรู้สะเทือนดินสะเทือนฟ้า แทบจะแช่แข็งพันลี้ ปกคลุมหมื่นลี้ด้วยหิมะ

สายศักดิ์สิทธิ์ก็อลังการไม่แพ้กัน แสงสีทองสาดส่องหมื่นสาย ราวกับดวงอาทิตย์เทียมดวงเล็กๆ ได้ถือกำเนิดขึ้น

แต่การตื่นรู้ของลำดับสายต่อสู้ระยะประชิดส่วนใหญ่นั้น โดยพื้นฐานแล้วจะเงียบเชียบ นอกจากตัวเองแล้วไม่มีใครรู้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในตัวคนเดียวเท่านั้น

จนกว่าคนผู้นั้นจะใช้กระบวนท่าที่เป็นเอกลักษณ์ของลำดับตัวเองออกมา ทุกคนถึงจะรู้ว่าเขาตื่นรู้แล้ว...

“ว่ากันตามหลักแล้ว [หลี่ไป๋] เป็นอาชีพนักฆ่า แต่ก็มีคุณสมบัติทางเวทมนตร์อยู่บ้าง...”

“ดังนั้นการตื่นรู้ของลำดับนี้จะมี ‘เอฟเฟกต์พิเศษ’ หรือไม่?”

เหอซวี่ขมวดคิ้ว ตอนนี้วิธีแก้ปัญหามีอยู่สองทาง:

1. ค้นหาในอินเทอร์เน็ต

พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ห้องคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดโรงเรียน ถึงแม้จะต้องสวมถุงคลุมรองเท้าซึ่งดูตลก แต่ถ้าอยากจะใช้อินเทอร์เน็ตในตำนาน ที่นั่นก็เป็นสถานที่ที่ถูกที่สุดในละแวกนี้แล้ว...

2. แน่นอนว่าต้องถาม “คนที่รู้ดีที่สุดในโรงเรียน” คนนั้น

แต่ต้องถามอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ให้เขาจับพิรุธอะไรได้...

สรุปคือต้องทำควบคู่กันไป เปรียบเทียบเพื่อคัดกรอง พยายามขจัดจุดบอดให้มากที่สุด—ยังคงเป็นคำพูดเดิม รายละเอียดตัดสินความสำเร็จหรือล้มเหลว

เมื่อวางแผนเสร็จแล้ว เหอซวี่ก็เริ่มทบทวนกระบวนการต่อสู้กับถังอวี้เถียนในวันนี้ทั้งหมด และนึกถึงสองทักษะอันทรงพลังที่ต้องสละไปอย่างเจ็บปวด:

[โจรพักตร์] และ [อัญเชิญสุนัขเซ่าเทียน]

หลังจากการเลื่อนระดับครั้งต่อไป สองเส้นทางนี้จะยังคงอยู่หรือไม่?

ถ้าไม่อยู่ เขาก็คงไม่มีที่จะร้องไห้แล้วจริงๆ...

กริ๊งๆๆๆ—

โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ลูกบุญธรรม แต่เป็นพ่อแท้ๆ

เหอซวี่ประหลาดใจเล็กน้อย

ปกติพ่อแม่ทั้งสองจะโทรมาประมาณสี่ทุ่ม วันนี้เร็วขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ?

เขารับโทรศัพท์ได้ไม่ทันไร เสียงแหลมสูงของแม่ก็ดังเข้ามาอย่างร้อนรน:

[ลูก อยู่ไหน? ปลอดภัยดีไหม? กลับบ้านหรือยัง?]

เหอซวี่: [ผมอยู่บ้านครับแม่ เป็นอะไรไปเหรอ?]

แม่: [เป็นอะไรเหรอ? เกิดเรื่องแล้ว!]

[เมื่อกี้แม่กับพ่อได้ยินข่าวลือมาจากคุณหวัง เป็นข่าวที่ทางราชการไม่ให้รายงาน ที่โรงแรมสำหรับคู่รักตรงหยางเจียผิงเกิดเรื่องใหญ่!]

[ว่ากันว่ามีผู้หญิงขายบริการคนหนึ่ง โดนหายนะกัดจนเละเทะ น่าสยดสยองมาก...]

[สมองเกลื่อนพื้นเลย!]

[ลูก วันนี้ไม่ได้ไปแถวนั้นใช่ไหม?]

เหอซวี่ลอบกลืนน้ำลาย: [แม่ ล้อเล่นอะไรเนี่ย?]

[ผมอายุเท่านี้ จะไปโรงแรมสำหรับคู่รักได้ยังไง?]

[ใช่แล้ว!] เสียงเห็นด้วยของพ่อดังมาจากปลายสาย

[เจ้าซวี่อายุเท่าไหร่กัน? เขาจะไปรู้อะไร?]

[ยังจะโรงแรมม่านรูดอีก]

[เขาเป็นแค่นักเรียนม.ปลาย ให้ผู้หญิงเขาไปคนหนึ่ง เขาก็ใช้ไม่เป็นหรอก!]

เหอซวี่: [...]

เดี๋ยวก่อนนะเพื่อน

คุณนี่ดูถูกคนเกินไปหน่อยแล้วนะ?

แม่: [สรุปคือลูกตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี เลิกเรียนแล้ว นอกจากไปเรียนวิชาต่อสู้ที่สำนักมวยของลุงหลี่แล้ว ก็อย่าไปที่ไหนอีก เข้าใจไหม?]

[แล้วก็ สองวันนี้ลูกหาเวลาทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อยหน่อยนะ]

[น้าสาวของลูกจะมาฝึกงานที่เมืองฉง อาจจะมาพักที่บ้านเราสักพัก...]

อะไรนะ?

สีหน้าของเหอซวี่แข็งทื่อในทันใด

น้าสาว?

น้าสาวของเหอซวี่ชื่อกู้ซินหราน เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณยายทวดที่เมืองหรงเฉิง

ถึงจะเรียกว่าน้า แต่จริงๆ แล้วก็อายุมากกว่าเขาแค่สามปี

น้าสาวเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหรงเฉิงเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้น่าจะอยู่ปีสี่ เธอไม่ยุ่งเรื่องฝึกงานที่เมืองหรงเฉิง แล้วจะมาที่เมืองฉงกะทันหันทำไม?

คิ้วของเหอซวี่ขมวดเข้าหากันแน่น:

[แม่ “สักพัก” นี่นานแค่ไหนครับ?]

[ผมว่าด้วยฐานะทางบ้านของคุณยายทวด น้าสาวไม่จำเป็นต้องมาพักที่บ้านเราก็ได้มั้งครับ? บ้านเราไม่มีแม้แต่แอร์...]

ปลายสายแม่ดูจะไม่พอใจขึ้นมาทันที: [ลูกคนนี้พูดจาอะไรอย่างนั้น? อย่ามองบ้านคุณยายทวดของลูกในแง่ร้ายสิ!]

[บ้านเขารวยก็จริง แต่เงินของเขาก็ไม่ได้ลอยมาจากฟ้านะ โลกสมัยนี้มันแย่ขนาดนี้ ต่อให้รวยแค่ไหน ที่ควรประหยัดก็ต้องประหยัด!]

[อีกอย่างเราก็เป็นญาติสนิทกัน ตอนเด็กๆ น้าสาวของลูกก็พาเล่นพ่อแม่ลูกทุกวัน เธอไม่พักบ้านเราแล้วจะไปพักที่ไหน?]

[เหอซวี่ แม่เตือนแกนะ แกไม่ต้องไปสนใจว่า “สักพัก” มันนานแค่ไหน น้าสาวของแกอยากจะอยู่เท่าไหร่ก็ให้อยู่เท่านั้น...]

ปลายสายพ่อก็แทรกเข้ามาอีก: [ลูก อายุมากกว่าสามปีนั่นก็น้า เข้าใจไหม?]

[น้าสาวมาบ้านเรา พูดจาทำอะไรก็ให้มันเรียบร้อยหน่อย ทำตัวให้สมกับที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย อย่าเห็นว่าน้าสาวของลูกหน้าตาสวย ก็ปากหวานมือไวไปทั่วล่ะ!]

เหอซวี่อดไม่ได้ที่จะกรอกตามองบน:

[พ่อครับ วางใจได้เลย]

[พ่อก็พูดเองไม่ใช่เหรอ—อายุเท่าผม ให้ผู้หญิงมาคนหนึ่ง ผมก็ใช้ไม่เป็นหรอก!]

ทั้งสามคนคุยเล่นกันอีกครู่หนึ่ง เหอซวี่ก็วางสาย

ข่าว “การมาเยือนอย่างกะทันหันของน้าสาว” ราวกับก้อนหินใหญ่ที่กดทับลงในใจของเขา

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

มีซือหม่าเจิ่นคนเดียวยังไม่พอ บนฟ้ายังจะส่งกู้ซินหรานลงมาอีก...

จริงๆ แล้วเหอซวี่ไม่ได้รังเกียจที่ญาติจะมาพักที่บ้าน

แต่ปัญหาก็คือ—

น้าสาวของเหอซวี่ กู้ซินหราน เป็นผู้ตื่นรู้

ผู้ตื่นรู้ที่ได้รับการฝึกฝนพิเศษที่มหาวิทยาลัยหรงเฉิงมาแล้วสี่ปี

ลำดับเท่าไหร่ เหอซวี่ไม่รู้

แต่เขาเคยได้ยินแม่พูดแว่วๆ ว่าความสามารถของน้าสาวนั้นหายากมาก เรียนมาทางด้านการสืบสวนสอบสวน?

สามารถเรียนทางด้านนี้ได้ โดยพื้นฐานแล้วก็ต้องเป็นลำดับสายพลังจิตอย่างไม่ต้องสงสัย

ความสามารถของสายพลังจิตนั้น แต่ละอย่างป้องกันได้ยาก

ไม่ต้องพูดถึง [ฟรอยด์] ที่มีวิชาอ่านใจซึ่งหายากเกินไป

แม้แต่ [ฟัน โกะห์] ที่สามารถจับโกหกผ่านการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต หรือ [เฟาสต์] ที่สามารถรับรู้คลื่นสมองได้ ก็ล้วนแต่รับมือได้ยากมาก!

“ปวดหัวจริงๆ”

เหอซวี่กุมหน้าผากตัวเอง

ในคำพูดของแม่เมื่อครู่นี้ ยังมีอีกคำหนึ่งที่เขาสะกิดใจเป็นพิเศษ—

ฝึกงาน

ไม่ใช่การเดินทางไปทำงาน ไม่ใช่การท่องเที่ยว

แต่เป็นการฝึกงาน

“จะว่าไปแล้ว น้าสาวของผมคนนี้...”

“คงไม่ได้จะมาทำงานที่เมืองฉง แล้วพักอยู่บ้านผมระยะยาวหรอกนะ?”

ภายในยี่สิบวันนี้เขาต้องกินอาหารอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นก็จะกลายร่างเป็นงู!

เหอซวี่ยืนขึ้นอย่างหงุดหงิด

นอกหน้าต่างมีเสียงเล่นไพ่นกกระจอกดังโหวกเหวกมาเป็นระยะ ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนบ้านหลังไหน เสียงดังน่ารำคาญอย่างยิ่ง

เหอซวี่ยืนอยู่ในเงาหลังหน้าต่าง ดวงตางูผุดขึ้นบนหน้าผาก เขามองไปยังตึกฝั่งตรงข้าม

ข้ามผ่านระยะทางสามร้อยเมตร

เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในหน้าต่างของห้องที่อยู่เยื้องสี่สิบห้าองศากับบ้านของเขาในชุมชนฝั่งตรงข้าม มีกล้องโทรทรรศน์กำลังสูงสำหรับใช้ในกองทัพตั้งอยู่

ด้านหลังกล้องโทรทรรศน์ ชายสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่งกำลังมองเข้ามาในห้องของเขาอย่างลับๆ ล่อๆ...

“เป็นไปตามคาด เริ่มขึ้นแล้ว”

“ช่างใจร้อนเสียจริง”

“รอให้พรุ่งนี้ผมไปโรงเรียน พวกคุณก็จะงัดประตูเข้ามาติดเครื่องดักฟังแล้วใช่ไหม?”

“ตอนกลับก็อย่าลืมถูพื้นให้ผมด้วยล่ะ”

เหอซวี่หัวเราะเยาะ

เขาไม่ได้กลัวที่อีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้เหล่านี้ นี่เป็นสิ่งที่เขาเล่นจนเบื่อแล้ว

แต่ถ้าหาก บวกกับน้าสาวที่กำลังจะมาถึง...

ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างออกไป

หายนะอย่างเขา ออกจากบ้าน ก็ถูกสายลับของสำนักจัดการเรื่องผิดปกติจับตา

กลับบ้าน ก็ถูกผู้ตื่นรู้สายพลังจิตที่เฉียบแหลมกว่าจับตา

แล้วเขายังต้องปิดบังพวกเขาทุกคน แอบลงมือก่อเหตุ เพื่อเติมเต็มท้องของตัวเอง?

เวอร์ชันนี้มันไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

“แต่จะว่าไปแล้ว...”

“ผู้แข็งแกร่งไม่เคยบ่นเรื่องสภาพแวดล้อม ผู้กระทำผิดซ้ำซากไม่เคยสนใจกฎหมาย”

ดวงตาค่อยๆ หรี่ลง แววตาของเหอซวี่เย็นชา

“ข้าคือหยางเจี่ยน ข้ามีสามตา พวกแกแต่ละคน คิดจะมาใช้ข้าสร้างผลงานรึ?”

“เลือกผิดคนแล้ว!”

...

เช้าวันรุ่งขึ้น เหอซวี่ที่นอนไม่หลับทั้งคืนก็มาถึงโรงเรียนแต่เช้า

โรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งเมืองฉงเป็นโรงเรียนระดับจังหวัด ก่อนที่ม่านหมอกสีเทาจะรุกราน จำนวนนักเรียนที่สอบติดชิงหัว-ปักกิ่งที่นี่ในแต่ละปีนั้นเป็นอันดับหนึ่งของเมืองมาโดยตลอด

แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว

ชิงหัว-ปักกิ่งยังคงมีคุณค่าอยู่ก็จริง แต่มาตรวัดความเจ๋งของโรงเรียนได้เปลี่ยนไปเป็น “แต่ละปีผลิตผู้ตื่นรู้ได้กี่คน” แล้ว

ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งของมนุษยชาติกำลัง “กลายเป็นโรงเรียนทหาร” แหล่งที่มาของนักเรียนก็ค่อยๆ แบ่งออกเป็นสองประเภท:

ประเภทแรกคือผู้สอบสายต่อสู้ หรือก็คือการคัดเลือกผู้ตื่นรู้

ถึงจะเรียกว่าสอบ แต่จริงๆ แล้วก็คือการฉีดยาปลุกพลังเพื่อเปิดกล่องสุ่ม

ทันทีที่คุณสามารถตื่นรู้ขึ้นมาได้หลังจากการฉีด ก็ไม่จำเป็นต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกต่อไป จบการศึกษาโดยตรง แล้วเลือกมหาวิทยาลัยที่อยากจะไปได้เลย

หากลำดับที่คุณตื่นรู้ขึ้นมานั้นหายากพอ มหาวิทยาลัยเหล่านั้นถึงกับจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแย่งชิงตัวคุณ เสนอเงินอุดหนุนก้อนโตเพื่อดึงดูด

ประเภทที่สองคือผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไป หรือก็คือผู้ที่ไม่มีความสามารถหรือไม่มีเงินที่จะตื่นรู้

คนเหล่านี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ ใช้คะแนนสอบยื่นเข้ามหาวิทยาลัย แต่ความสำคัญเทียบกับสมัยก่อนไม่ได้เลย

แม้จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ พวกเขาก็ไม่สามารถเทียบกับผู้ตื่นรู้ได้ อนาคตหลังจบการศึกษาก็ยิ่งมืดมน

แต่ว่า ทั้งสองประเภทนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเหอซวี่

เพราะเขาคือผู้ที่จะ “ตื่นรู้ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ” ในไม่ช้านี้

ขอเพียงการแสดงประสบความสำเร็จ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบประเภทใดเลย

และสิ่งที่เขาต้องทำในวันนี้ที่โรงเรียน ก็คือการแก้ไขปัญหาการรวบรวมข้อมูลที่ยุ่งยากที่สุด—

ตอนที่หลี่ไป๋ตื่นรู้ ลักษณะของเขาเป็นอย่างไรกันแน่?

เหอซวี่ถือเครปไข่ม้วนที่ซื้อมาจากแผงลอย เดินเข้าไปในห้องเรียน ม.6/1 อย่างสบายอารมณ์ ตรงไปยังที่นั่งของตนที่อยู่แถวหลังริมหน้าต่าง

ทันทีที่นั่งลง หม่าโหย่วไฉที่รออยู่ครึ่งวันแล้ว ก็สไลด์ตัวพุ่งมาอยู่ข้างๆ เขาทันที

หม่าโหย่วไฉกับเหอซวี่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ตัวไม่สูง ร่างท้วม ชอบผูกชุดนักเรียนไว้ที่เอว บอกว่าแบบนี้ดูเหมือนนักเลงดี

เขาใช้ศอกกระทุ้งเหอซวี่ แต่สังเกตเห็นขอบตาดำคล้ำของเขา ก็ตะลึงไปทันที:

“ลูกรักของพ่อ ดูหน้าตาที่เหมือนยังไม่ตื่นนอนของแกสิ...”

“แกไปได้ผลงานใหม่ของอาจารย์คนไหนมาเหรอ เมื่อคืนแอบเพิ่มความเข้มข้นให้ตัวเองล่ะสิ?”

“ฟังพ่อสักคำ พ่อน่ะเป็นผู้มีประสบการณ์—”

“ช่วยตัวเองเล็กน้อยเพื่อความสุข ช่วยตัวเองมากไปทำร้ายร่างกาย ฝืนช่วยตัวเองจนตัวตายนะเว้ย!”

เหอซวี่ขี้เกียจจะสนใจเขา โบกมือ:

“เลิกไร้สาระได้แล้ว เรื่องใหญ่ที่ฉันพูดเมื่อวาน อยากฟังไหม?”

ไม่นึกเลยว่าหม่าโหย่วไฉจะหัวเราะหึๆ แล้วโบกมือ:

“ไม่ต้องพูดแล้ว”

“ฉันรู้แล้วว่าเรื่องที่แกจะอวดคือเรื่องอะไร—คดีกินคนที่โรงแรมม่านรูดถนนหยางเจียผิงเมื่อวานใช่ไหม?”

สีหน้าของเหอซวี่เปลี่ยนไป: “คดีอะไร?”

“คดีกินคนที่โรงแรมม่านรูด!”

หม่าโหย่วไฉป้องปากอย่างได้ใจ แล้วกระซิบเสียงต่ำอย่างลึกลับ:

“แกยังไม่รู้เหรอ? ก็ไม่แปลกหรอก เรื่องนี้ทางราชการไม่ให้แพร่งพราย”

“เพื่อนซวี่ ฉันบอกแกคนเดียวนะ แกห้ามไปบอกใครต่อล่ะ!”

จากนั้น เขาก็เล่าสรุปคดีที่ตัวเองได้ยินมาให้ฆาตกรตัวจริงฟังอย่างออกรสออกชาติ

ประโยคแรกของเขาก็ทำให้คิ้วของเหอซวี่ขมวดเข้าหากันแน่น

เขาพูดว่า:

“ฉันรู้ชื่อของฆาตกรคนนี้—”

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 6 เมืองฉงแม้แต่ไฟถนนก็ยังเปิดไม่ได้แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว