- หน้าแรก
- ยอดตุลาการซ่อนคม จุดโคมล่าบาปแดนโลกีย์
- บทที่ 43 - ตุลาการหม่า
บทที่ 43 - ตุลาการหม่า
บทที่ 43 - ตุลาการหม่า
บทที่ 43 - ตุลาการหม่า
"ตามหลักฟ้าดินแล้ว การก่อกรรมทำเข็ญเพื่อสนองตัณหา สมควรถูกลงโทษสถานหนักเป็นสองเท่า! เกรงว่าบทลงโทษในยมโลกจะมีไม่พอกับความผิดของมันเสียด้วยซ้ำ!"
เซี่ยหู่จรดพู่กันเขียนคำพิพากษาจนเต็มหน้ากระดาษ
พอได้ยินคำว่ายมโลก หวังซื่อเจี๋ยก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง เขาดิ้นพล่านไปมา แทบอยากจะพุ่งออกไปจากหอชำระความให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เขาขยับไปไหนไม่ได้ เพราะบาปกรรมยังอยู่ในกำมือของสวีจื้อฉยง
เมื่อเขียนคำพิพากษาเสร็จ เซี่ยหู่ก็ยัดมันใส่กระบอกจดหมายแล้วส่งให้สวีจื้อฉยง
สวีจื้อฉยงรับกระบอกจดหมายมาพลางถาม "เซี่ยหู่ คือชื่อฉายาตุลาการของท่านงั้นหรือ?"
เซี่ยหู่เงยหน้าขึ้น "ยังต้องถามอีกหรือ? คิดว่าข้าจะบอกชื่อจริงของข้าให้เจ้ารู้หรือไง?"
"ท่านรู้จักเซี่ยหนีไหม?"
"ทำไมข้าต้องรู้จักนางด้วย?"
สวีจื้อฉยงยิ้มกริ่ม "แม่นางคนนั้นทั้งงดงามและจิตใจดีนะ"
เซี่ยหู่สวนกลับ "แล้วข้าจำเป็นต้องรู้จักนางด้วยหรือไง?"
สวีจื้อฉยงถูจมูกแก้เก้อ "ถ้าข้าเอาผลงานนี้ไปแลก ท่านก็จะได้ส่วนแบ่งด้วยใช่ไหมล่ะ?"
เซี่ยหู่ตอบเรียบๆ "ข้าตัดสินคดีอย่างยุติธรรม ก็สมควรได้รับรางวัล แต่ก็ได้แค่ห้าเม็ดเท่านั้นแหละ"
สวีจื้อฉยงถามต่อ "ในเมื่อคิดว่าได้น้อย แล้วทำไมไม่ไปเป็นตุลาการวินิจฉัยล่ะ?"
"เป็นตุลาการวินิจฉัยก็ไม่ได้เยอะกว่ากันเท่าไหร่หรอก"
"แล้วตุลาการวินิจฉัยหาผลงานจากอะไรล่ะ?"
"ไว้เจ้าถึงขั้นเจ็ดเมื่อไหร่ก็จะรู้เอง"
"ถ้าเป็นผู้พิพากษาแล้ว จะกลับไปเป็นตุลาการวินิจฉัยได้อีกไหม?"
"ไม่ได้หรอก เลือกแล้วเลือกเลย ห้ามเปลี่ยนใจ"
"แล้วไข่ไก่สดๆ ขายฟองละเท่าไหร่ล่ะ?"
"ข้า... ข้าว่าเจ้าพูดมากเกินไปแล้วนะ!" เซี่ยหู่จ้องเขม็งไปที่สวีจื้อฉยง "เรื่องไข่ไก่ก็ต้องมาถามข้าด้วยหรือไง?"
สวีจื้อฉยงล้วงกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงตรงหน้าเซี่ยหู่
เซี่ยหู่หยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดู "นี่อะไร?"
สวีจื้อฉยงทำหน้าจริงจัง "ของหมั้นยังไงล่ะ"
เซี่ยหู่ตวาดลั่น "เจ้าจะเอาของหมั้นมาให้ใครยะ?"
"เปิดดูสิ!"
"ทำไมข้าต้องเปิดดูด้วย? ถ้าข้าเปิดดู ก็เท่ากับรับของหมั้นของเจ้าน่ะสิ? รีบเอากลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
สวีจื้อฉยงยืดอกอย่างภาคภูมิ "รอข้าได้เป็นขุนนางใหญ่เมื่อไหร่ ข้าจะแต่งเจ้าเป็นเมีย"
"ใครจะไปยอมเป็นเมียเจ้ากัน ไอ้คนบ้า!"
"พูดแล้วห้ามคืนคำนะ"
"ใครคืนคำกัน ข้า..."
สวีจื้อฉยงเดินออกจากหอชำระความไปแล้ว เซี่ยหู่รู้สึกหงุดหงิดใจ กำลังจะปากระบอกไม้ไผ่ทิ้ง แต่จู่ๆ ก็ได้กลิ่นหอมอบอวลลอยมา
เมื่อเปิดกระบอกไม้ไผ่ออกดู ก็พบปิ่นปักผมดอกมะลิอันประณีตงดงาม
เซี่ยหู่แค่นเสียงหัวเราะ "นี่น่ะหรือของหมั้น? เมื่อวานเป็นเทศกาลฮวาเฉา สงสัยแม่นางคนไหนไม่เอา ก็เลยเอามาให้ข้าล่ะสิ!"
นางเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่แม่นางคนไหนไม่เอาหรอก เมิ่งสือเจินต่างหากที่ไม่เอา
ใจหนึ่งก็อยากจะโยนปิ่นทิ้งไป แต่อีกใจก็เสียดายกลิ่นหอมชื่นใจนั้น สุดท้ายนางจึงวางมันไว้บนโต๊ะหนังสือ และนั่งมองมันเงียบๆ
...
ตลอดทาง คาถาของเซี่ยหู่ยังไม่คลายฤทธิ์ หวังซื่อเจี๋ยดิ้นรนขัดขืนไปตลอดทาง แต่ก็ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้แม้แต่แอะเดียว ทำให้สวีจื้อฉยงรู้สึกสงบหูขึ้นมาก
เมื่อเดินผ่านโรงน้ำชาบุปผาของเจียงเยี่ยนจวิน ก็เห็นแม่นางเจียงรองยืนต้อนรับแขกอยู่ใต้โคมไฟสีแดงอีกเช่นเคย เงินห้าตำลึงน่ะสวีจื้อฉยงมีจ่ายอยู่แล้ว ถึงก่อนหน้านี้เขาจะแอนตี้สถานที่แบบนี้ แต่ตอนนี้พอลองคิดดู การได้ลองเป็นอัศวินวิญญาณสักครั้งก็ดูน่าสนใจไม่หยอก
แต่การพกหวังซื่อเจี๋ยไปด้วยคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ เอาไปส่งที่ตำหนักพญายมก่อนค่อยว่ากัน
พอมาถึงหน้าตำหนักพญายม ยมทูตเฝ้าประตูกลับจำเขาได้ "ท่านคือตุลาการ ข้าจำท่านได้ เชิญด้านในเลยขอรับ!"
ในเมื่อเขาพูดจาสุภาพ สวีจื้อฉยงก็ตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน ประสานมือคารวะพลางเอ่ย "รบกวนท่านแล้ว"
ยมทูตเอ่ยขึ้น "คราวก่อนที่ท่านมา ท่านบอกว่ายังไม่มีชื่อตุลาการ ตอนนี้น่าจะมีแล้วใช่ไหมขอรับ!"
สวีจื้อฉยงรู้สึกลำบากใจ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวต้องเขียนชื่อลงในตั๋วแลกเงิน ถ้าไม่เขียนไว้ เวลาทำหายจะอายัดไม่ได้
แต่จะบอกว่ามี...
สวีจื้อฉยงหัวเราะเจื่อนๆ พยักหน้าตอบ "มะ... มีแล้วขอรับ..."
มีก็ต้องบอกสิ ขืนไม่บอก มันจะดูเสียมารยาทนะ
ยมทูตเริ่มทำหน้าไม่ถูก จึงพยายามหาทางลงให้สวีจื้อฉยง "ข้าน้อยแซ่เนี่ย ชื่อเนี่ยกุ้ยอัน เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ขั้นแปด หากท่านไม่รังเกียจ..."
ขนาดเขาเป็นถึงขุนนางขั้นแปดยังยอมบอกชื่อตัวเองก่อนเลย
ถ้าเจ้าไม่รังเกียจเขา ก็ควรจะบอกชื่อตัวเองมาสิ ขืนไม่บอก ก็แสดงว่าดูถูกเขาน่ะสิ
มาถึงขั้นนี้ สวีจื้อฉยงก็คงต้องยอมบอกชื่อแล้วล่ะ
"ขะ... ข้าชื่อ หม่าซ่างหึม~" สวีจื้อฉยงพยายามทำเสียงอู้อี้ เพื่อให้ฟังดูคลุมเครือ
เนี่ยกุ้ยอันฟังไม่ถนัด "ท่านชื่อหม่าอะไรนะขอรับ?"
"หม่าซ่างเฟิง" สวีจื้อฉยงกดเสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน
"หูข้าไม่ค่อยดี ฟังไม่ชัดเลยขอรับ"
"ข้าชื่อ... หม่าซ่างเฟิง" สวีจื้อฉยงเพิ่มระดับเสียงขึ้นมาอีกนิด
"หม่า... ซ่าง... เฟิง (บนหลังม้า... เป็นลม)!" เนี่ยกุ้ยอันเบิกตาโพลง
"มีความหมายว่าเชิดชูยอดเขาสูงตระหง่านน่ะ" สวีจื้อฉยงรีบอธิบายความหมายที่ดูดีกว่าให้ฟัง
"ดี ชื่อดี ความหมายลึกซึ้ง!" เนี่ยกุ้ยอันเอ่ยชม ก่อนจะเดินไปที่ห้องโถงด้านข้าง แล้วตะโกนเข้าไปข้างใน "ตุลาการหม่าซ่างเฟิง นำตัววิญญาณคนบาปมาส่งขอรับ!"
เสียงตะโกนอันทรงพลังดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนักพญายม
พี่ชายคนนี้เสียงดังฟังชัดจริงๆ!
สวีจื้อฉยงยืนรออยู่ที่หน้าห้องโถงด้านข้าง ไม่นานนัก ก็มีชายร่างเตี้ยอ้วนสวมหน้ากากเดินออกมา
ชายร่างเตี้ยอ้วนคนนี้เป็นผู้ร่วมวิถี เป็นตุลาการเหมือนกัน และดูคุ้นหน้าคุ้นตาแปลกๆ
เขาก็รู้สึกว่าสวีจื้อฉยงหน้าคุ้นๆ เหมือนกัน จึงกวาดสายตามองสวีจื้อฉยงตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเอ่ยถาม "สหายร่วมวิถี ท่านคือตุลาการหม่างั้นหรือ?"
"อ่า... ใช่" สวีจื้อฉยงพยักหน้ารับ
"ชื่อนี้เจ้าตั้งได้ดีนะ! ฟังดูห้าวหาญ! เลือดเดือดพล่านดี!"
"มีความหมายว่าเชิดชูยอดเขาสูงตระหง่านน่ะ" สวีจื้อฉยงต้องอธิบายอีกรอบ
ตุลาการคนนั้นประสานมือคารวะ "ข้าชื่อลู่เหยียนโหย่ว ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ"
"ยินดี..." สวีจื้อฉยงไม่คิดจะจำชื่ออีกฝ่ายไว้หรอก และถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่คิดจะสานสัมพันธ์อะไรด้วย
ลู่เหยียนโหย่วรับตั๋วแลกเงินแล้วเดินจากไป ทีนี้ก็ถึงคิวของสวีจื้อฉยงแล้ว
สวีจื้อฉยงเดินเข้าไปในห้องโถงด้านข้าง ก็พบกับคนคุ้นเคย พัศดียมโลก ซือเฉิง นั่นเอง
ซือเฉิงประสานมือคารวะ "ตุลาการหม่า!"
สวีจื้อฉยงคารวะตอบ ก่อนจะวางคำพิพากษาและบาปกรรมลงบนโต๊ะหนังสือ
พัศดีใช้เวลาอ่านคำพิพากษาอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจยาว "เป็นพวกสันดานเลวทรามโดยแท้ แบบนี้คงจัดการยากหน่อย สงสัยคนของข้าจะไม่พอเสียแล้วสิ"
สวีจื้อฉยงชักจะสงสัยแล้วสิ ว่าตัดสินลงโทษรุนแรงขนาดไหนกันเชียว? ถึงขนาดพัศดีบอกว่าคนไม่พอเลยเนี่ย
ถึงปากจะบอกว่าคนไม่พอ แต่ใบหน้าของซือเฉิงกลับปิดบังความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ "ขอบคุณตุลาการหม่าที่ให้การสนับสนุนนะขอรับ ผลงานความดีความชอบครั้งนี้ ข้าจะขอรับไว้ก็แล้วกัน"
เขาลงโทษวิญญาณคนบาป ก็ได้ผลงานความดีความชอบด้วยงั้นหรือ?
วิถีปรภพก็ใช้ระบบผลงานความดีความชอบเหมือนกันหรือนี่?
"ขอเสียมารยาทถามสักประโยคนะขอรับ" สวีจื้อฉยงชี้ไปที่หวังซื่อเจี๋ย "ไอ้หมอนี่จะโดนลงโทษยังไงบ้างหรือขอรับ?"
ซือเฉิงตอบ "คนชั่วช้าสามานย์ ก็ต้องเจอกับนรกขุมที่โหดร้ายที่สุด แค่บาปกรรมของมัน ก็ต้องทนทุกข์อยู่ในนรกขุมที่โหดร้ายที่สุดถึงห้าสิบปีแล้ว แถมยังก่อกรรมทำเข็ญเพื่อสนองตัณหาอีก โดนเพิ่มโทษเป็นสองเท่า รวมเป็นร้อยปีพอดี
"ส่วนนรกขุมที่โหดร้ายที่สุดเป็นยังไงน่ะหรือ? เรื่องนี้อธิบายยากแฮะ เอาเป็นว่า ลูกน้องของข้าคงต้องทำงานกันมือเป็นระวิงเลยล่ะ ทั้งต้มน้ำ ลับมีด เตรียมเลื่อย เตรียมคีม ตั้งกระทะทองแดง ก่อไฟเตานึ่ง... ต้องเตรียมให้พร้อมทุกอย่าง ขาดอะไรไปไม่ได้เลย"
หวังซื่อเจี๋ยนอนกองอยู่บนพื้น เบิกตากว้างจ้องมองสวีจื้อฉยงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ซือเฉิงเดินเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง "ท่านรอสักครู่นะขอรับ เดี๋ยวข้าไปเอาตั๋วแลกเงินมาให้"
ไม่นานตั๋วแลกเงินก็มาถึง
เป็นผ้าไหมผืนงามเหมือนเดิม บนนั้นเขียนไว้ว่า: รางวัลผลงานขจัดภัยพาล สี่สิบเจ็ดเม็ด
ข้างๆ ตัวอักษรใหญ่ มีตัวอักษรเล็กเขียนกำกับไว้สามบรรทัด:
บรรทัดแรก: ตุลาการขั้นเก้า หม่าซ่างเฟิง ลงมือสังหารนักโทษด้วยตนเอง
บรรทัดที่สอง: เซี่ยหู่ ผู้พิพากษาศาลลงทัณฑ์ เป็นผู้กำหนดความผิด
บรรทัดที่สาม: ซือเฉิง พัศดียมโลก เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง
นอกจากชื่อตุลาการแล้ว สวีจื้อฉยงพอใจกับตั๋วแลกเงินใบนี้มาก
ซือเฉิงยังกำชับอีกว่า "ถ้าตั๋วแลกเงินของท่านหาย หรือโดนปล้นไป ก็รีบมาหาข้านะขอรับ เดี๋ยวข้าจะออกใบใหม่ให้"
มีชื่อตุลาการมันก็ดีแบบนี้แหละ มีระบบอายัดตั๋วหายด้วย
รับตั๋วแลกเงินเสร็จ สวีจื้อฉยงก็เตรียมตัวกลับ ซือเฉิงสุภาพมาก ตะโกนบอกเจ้าหน้าที่หน้าประตู "ส่งตุลาการหม่าซ่างเฟิง!"
เสียงสะท้อนดังก้อง สวีจื้อฉยงรีบประสานมือคารวะ "ท่านไม่ต้องมาส่งหรอก"
ยมทูตหน้าประตูห้องโถงด้านข้างก็ตะโกนรับ "ส่งตุลาการหม่าซ่างเฟิง!"
"ไม่ต้องลำบากพวกท่านหรอก ข้าเดินไปเองได้!"
ยมทูตที่ประตูใหญ่ก็ตะโกนรับอีก "ส่งตุลาการหม่าซ่างเฟิง!"
เสียงสะท้อนดังก้องไปมา สวีจื้อฉยงปรายตามองยมทูตหน้าประตู
พวกเอ็งตั้งใจแกล้งข้าใช่ไหม!
ถึงแม้จะสวมหน้ากากอยู่ แต่สวีจื้อฉยงก็อดเอามือปิดหน้าเดินออกจากตำหนักพญายมไม่ได้
ซือเฉิงถือโซ่ตรวนเส้นหนึ่ง ที่ปลายโซ่มีตะขอเหล็กเกี่ยวอยู่ เดินตรงไปหาหวังซื่อเจี๋ย
หวังซื่อเจี๋ยกลัวจนตัวสั่น พยายามถอยกรูดไปซุกอยู่มุมห้อง
"ไม่ต้องหนีหรอก เจ้าหนีไปไหนไม่ได้หรอก" ซือเฉิงยิ้มเหี้ยม "อ้าปากเร็วเข้า ก่อนจะโยนลงกระทะทองแดง ข้าต้องเอาตะขอเกี่ยวลิ้นเจ้าไว้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะตักขึ้นมายาก"
ระหว่างทางเดินผ่านย่านหว่าซื่อ ตอนแรกเขาตั้งใจจะแวะไปดูการแสดงร่ายรำที่โรงมหรสพเสียหน่อย แต่คิดไปคิดมา อุตส่าห์มาถึงยมโลกทั้งที จะเอาเวลาไปทิ้งกับโรงมหรสพก็ใช่ที่ ควรจะไปศึกษาโครงสร้างของยมโลกให้ถ่องแท้กว่านี้สิ
เขาจึงตัดสินใจแวะไปนั่งพักที่โรงน้ำชาบุปผาของเจียงเยี่ยนจวินก่อน
เมื่อมาถึงหน้าโรงน้ำชา แม่นางเจียงรองก็ออกมารอต้อนรับอย่างกระตือรือร้น สวีจื้อฉยงทำทีเป็นถามอย่างคนคุ้นเคย "มีชาใหม่มาลงบ้างไหม?"
"มีสิเจ้าคะ! เมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะมีแม่นางน้อยเข้ามาใหม่หลายคนเลย ล้วนเป็นลูกผู้ดีมีตระกูลทั้งนั้น นายท่านของพวกนางไปทำความผิดร้ายแรงเข้า เลยโดนประหารเจ็ดชั่วโคตร ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว..."
อัศวินวิญญาณของแท้!
นี่มัน... นี่มัน... ยอดเยี่ยมไปเลย...
ข้าคือตุลาการผู้ผดุงความยุติธรรม จะไปกลัวอะไรกับวิญญาณคนตาย?
เกิดมาเป็นลูกผู้ชายทั้งที ก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะควบทะยานไปทั่วทั้งปรโลกและโลกมนุษย์สิ!
สวีจื้อฉยงก้มลงมองดูตัวเอง
น้องชาย เอ็งพร้อมหรือยัง?
เรามาลุยกันเถอะ!
ขณะที่สวีจื้อฉยงกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในโรงน้ำชา จู่ๆ เขาก็เห็นตุลาการร่างเตี้ยอ้วนคนเมื่อกี้ยืนอยู่หน้าประตู
เขา... เขาชื่อลู่อะไรนะ...
สวีจื้อฉยงเริ่มรู้สึกกังวล เขาไม่อยากจะทักทายกับคนผู้นี้เลย
แต่ตุลาการลู่กลับเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ข้างกายเขามีชายสวมหน้ากากอีกสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งรูปร่างผอมสูง อีกคนรูปร่างสันทัด
"สหายทุกท่าน สหายท่านนี้คือผู้ร่วมวิถีของพวกเรา เขาแซ่หม่า ชื่อหม่าซ่างเฟิง!"
"หม่าซ่างเฟิง!" สหายทั้งสองอุทานด้วยความประหลาดใจ
"หม่า... ซ่าง... เฟิง (เป็นลม... บนหลังม้า)?" แม่นางเจียงรองเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ใบหน้าขาวเนียนของนางแสดงความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับธุรกิจของนางแล้ว ชื่อนี้มันไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
"สหายทุกท่านเชิญตามสบายเถิด ข้าน้อยขอตัวก่อน วันหลังค่อยมาใหม่..." สวีจื้อฉยงเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน
ลู่เหยียนโหย่ว ข้าจำชื่อเจ้าได้แล้วนะ ข้าจะจำเจ้าไว้!
...
เมื่อกลับมาถึงศาลลงทัณฑ์ สวีจื้อฉยงก็นำตั๋วแลกเงินไปที่หอรับบำเหน็จ วางตั๋วลงบนแท่นหิน แลกเป็นผลงานความดีความชอบมาได้ถึงสี่สิบเจ็ดเม็ดถ้วน
วิชากลืนยาโดยไม่ต้องดื่มน้ำตามยังคงใช้ได้ผล แต่สี่สิบเจ็ดเม็ดนี่มันก็เยอะไปหน่อยนะ
คราวก่อนเจอเฉียนลี่มู่ ยังพอขอกินเหล้ากลั้วคอได้ แต่ตอนนี้จะทำยังไงดี? ไปขอน้ำดื่มจากเซี่ยหู่ดีไหม?
เซี่ยหู่เป็นตุลาการขั้นเจ็ด ถึงจะพูดจาล้อเล่นกันได้บ้าง แต่ถ้าเอาผลงานความดีความชอบไปโชว์ต่อหน้านาง ถ้านางเกิดอยากจะแย่งขึ้นมา สวีจื้อฉยงจะทำยังไงดี?
กินเองก็แล้วกัน
สวีจื้อฉยงกลืนเม็ดทองคำลงคอไปทีละเม็ดอย่างยากลำบาก หลังจากกลืนผลงานความดีความชอบทั้งสี่สิบเจ็ดเม็ดลงไปจนหมด เขาก็รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งขึ้นมาทันที
เมื่อออกจากศาลลงทัณฑ์กลับมายังลานบ้านของตนเอง สวีจื้อฉยงก็สัมผัสได้ถึงผลงานความดีความชอบที่กำลังถูกย่อยสลายอยู่ในร่างกาย พลางวางแผนสำหรับก้าวต่อไป
เริ่มแรก เขาได้ผลงานความดีความชอบจากนักพรตมาหนึ่งเม็ด แต่นั่นเอาไว้ใช้สำหรับเข้าสู่วิถี จึงไม่นับ
ต่อมาก็ได้จากสุนัขดำมาอีกสามสิบสองเม็ด และครั้งนี้ก็ได้มาอีกสี่สิบเจ็ดเม็ด
รวมทั้งหมดเป็นเจ็ดสิบเก้าเม็ดแล้ว ขาดอีกแค่ยี่สิบเอ็ดเม็ด เขาก็จะเลื่อนขึ้นเป็นขั้นเก้าระดับกลางได้สำเร็จ
ยี่สิบเอ็ดเม็ดไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่หาคนชั่วสักคนมาจัดการก็เรียบร้อย
แต่จะลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าได้จริงๆ หรือ?
จะลงมือได้ง่ายๆ แบบนั้นเลยหรือ?
ถ้าบังเอิญไปเจอพวกโหดๆ เข้าล่ะ?
อย่างทักษะวิชาของเขาที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่ว พอต้องไปสู้กับขันทีขั้นแปด ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้สวนกลับเลย
สวีจื้อฉยงต้องกลับมาทบทวนตัวเอง!
ถึงแม้วิถีตุลาการจะเป็นระบบที่เน้นผลงานความดีความชอบ แต่การฝึกฝนก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องฝึกทักษะให้เชี่ยวชาญ
ตอนนี้ยังไม่ถึงยามห้า (ประมาณ 03.00 น.) สวีจื้อฉยงนอนตอนกลางวันมาเยอะแล้ว ตอนนี้จึงไม่ง่วงเลย ถือโอกาสนี้ฝึกทักษะวิชาดีกว่า
ทักษะของวิถีเรา มีพื้นฐานมาจาก 'เจตจำนง' และ 'มโนภาพ' อันดับแรกต้องรวบรวมเจตจำนงให้มั่นคง จากนั้นจึงค่อยขยายจินตนาการ
ใกล้จะถึงยามห้า สวีจื้อฉยงก็เข้าสู่ภวังค์สมาธิ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ยามห้าก็มาถึง สวีจื้อฉยงไปนั่งอยู่ที่เพิงดอกเหมย ในย่านหว่าซื่อริมสะพาน
นางรำของเพิงดอกเหมยขึ้นชื่อเรื่องความงาม แต่สวีจื้อฉยงไม่ได้มาดูนางรำหรอกนะ
เขามาเพื่อฝึกฝนต่างหาก เขาค้นพบว่าโรงมหรสพคือสถานที่ที่จิตวิญญาณของเขาได้พักพิง เมื่ออยู่ในโรงมหรสพ เขาสามารถรวบรวมสมาธิได้อย่างเต็มที่
[จบแล้ว]