เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 - แก๊งค้ามนุษย์

บทที่ 40 - แก๊งค้ามนุษย์

บทที่ 40 - แก๊งค้ามนุษย์


บทที่ 40 - แก๊งค้ามนุษย์

ตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่โลกใบนี้ สวีจื้อฉยงไม่เคยต้องเป็นรองใครเรื่องความเร็วเลย แม้แต่โจวซุ่นต๋าที่เป็นผู้ฝึกตนวิถีสังหารขั้นเจ็ดยังวิ่งตามเขาไม่ทัน

แต่วันนี้ กลับมีคนที่วิ่งเร็วกว่าเขาปรากฏตัวขึ้น

เมื่อครู่นี้ยังทิ้งห่างกันเป็นช่วงตึก แต่เผลอแป๊บเดียว ไอ้หมอนี่มันตามมาจี้ตูดข้าแล้วเนี่ยนะ?

ผู้ฝึกตนวิถีสังหารขั้นเจ็ดยังวิ่งตามข้าไม่ทัน หมอนี่วิ่งเร็วกว่าข้าอีก หรือว่าจะเป็นผู้ฝึกตนวิถีสังหารขั้นหก?

ไม่มีทาง!

ถ้าเป็นผู้ฝึกตนวิถีสังหารขั้นหก เมื่อกี้คงเด็ดหัวข้าไปแล้วล่ะ หมอนี่น่าจะอยู่ระดับเดียวกับข้าแหละ

แล้วทำไมมันถึงวิ่งเร็วขนาดนี้ล่ะ?

หรือว่าไม่ใช่วิถีสังหาร?

แล้วมันวิถีอะไรวะเนี่ย?

ท่ามกลางความตื่นตระหนก ความคิดของสวีจื้อฉยงเริ่มสับสนปนเป แต่เขาก็รีบดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ว่ามันจะเป็นวิถีไหน ขอแค่มันยังวิ่งตามตูดข้าอยู่ มันก็แพ้แล้ว

'มโนภาพรวมอยู่ที่เส้นลมปราณเริ่น เจตจำนงแผ่พุ่งออกจากเส้นลมปราณชง' ขอแค่มันกล้าแตะตัวข้า...

แควก!

มันแตะแล้ว แตะเข้าที่หลังข้าเต็มๆ เลย! ความเร็วของมันเหนือกว่าที่คาดไว้มาก สวีจื้อฉยงยังไม่ทันจะได้ใช้ทักษะด้วยซ้ำ

ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง มันใช้อาวุธอะไรกันเนี่ย? มีดหรือว่าอาวุธลับ?

ประมาทเกินไปแล้ว ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาสิ 'มโนภาพรวมอยู่ที่...'

แควก!

โดนไปอีกแผล!

ขืนวิ่งต่อไปมีหวังตายหยังเขียดแน่

สวีจื้อฉยงคลำไปที่ปลายเสาโคมไฟ กดกลไกให้มีดสั้นเด้งออกมา

เขาหันขวับกลับไป ตวัดมีดฟันเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างเต็มแรง

แต่ชายคนนั้นกลับเอนหลังหลบได้อย่างหวุดหวิด!

การลอบโจมตีครั้งนี้ สวีจื้อฉยงทุ่มสุดตัวแล้ว แต่กลับไม่ระคายผิวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

สถานการณ์ย่ำแย่แล้ว แย่สุดๆ ไปเลย!

สวีจื้อฉยงวางนางรำลงบนพื้น แล้วตะโกนลั่น "หนีไป!"

นางรำลุกขึ้นวิ่งหนีสุดชีวิต ชายคนนั้นทำท่าจะพุ่งตามไป สวีจื้อฉยงจึงเงื้อโคมไฟขึ้นฟันเข้าที่หน้าของมัน แต่มันก็เอี้ยวตัวหลบได้อีกครั้ง

คราวนี้สวีจื้อฉยงได้เห็นหน้าคู่ต่อสู้ชัดๆ มันมีคิ้วเข้ม ตาโต จมูกโด่ง แต่ใบหน้ากลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

มันใส่หน้ากากอยู่!

เมื่อเห็นนางรำยังคงวิ่งหนี ชายคนนั้นก็เริ่มร้อนรน มันเบี่ยงตัวหลบสวีจื้อฉยง พุ่งเข้าประชิดตัวนางรำ แล้วเงื้อมือตะปบเข้าที่กลางหลังของนาง

แควก!

เสื้อผ้าขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยเลือดเป็นทางยาว ที่แท้อาวุธที่ชายคนนี้ใช้ ไม่ใช่มีดหรืออาวุธลับ แต่เป็นเล็บ!

เล็บของมันยาวเฟื้อย ไม่รู้ว่าเป็นเล็บจริงหรือเล็บปลอมกันแน่

นางรำร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ล้มทรุดลงไปกองกับพื้น

ชายคนนั้นกางกรงเล็บออก เตรียมจะพุ่งเข้าแทงกะโหลกของนางรำ สวีจื้อฉยงรีบกดกลไกอีกครั้ง คราวนี้มีกระสวยสิบสองเล่มพุ่งออกมาจากเสาโคมไฟ

นี่คือผลงานการดัดแปลงของหนิวอวี้เสียน กระสวยทั้งสิบสองเล่มพุ่งทะยานเข้าหาชายคนนั้นจากหลากหลายทิศทาง ครอบคลุมพื้นที่กว้างถึงสามฉื่อ สูงสองฉื่อ

ดูสิว่ามึงจะหลบยังไง!

ไม่ว่าจะหลบไปทางไหน ก็ต้องโดนกระสวยเล่นงานเข้าบ้างล่ะ

สวีจื้อฉยงแสยะยิ้มอย่างมาดร้าย แต่เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า

กระสวยทั้งสิบสองเล่ม ปักเข้าที่ร่างของนางรำที่นอนอยู่บนพื้นไปซะสองเล่ม ส่วนอีกสิบเล่มที่เหลือ... พลาดเป้าไปหมดเลย!

มันหลบได้หมดเลย!

ตลอดสิบปีที่ร่ำเรียนมาในสำนักศึกษา นอกเหนือจากอาจารย์ใหญ่หลินเทียนเจิ้ง และอาจารย์วิทยายุทธ์ขั้นห้าอีกคนหนึ่งแล้ว สวีจื้อฉยงก็ไม่เคยเห็นใครเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อนเลย

ตอนนี้สามารถยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้ว มันคือขันที! ในระดับพลังขั้นเดียวกัน มีเพียงขันทีเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าตุลาการ

ถึงขันทีคนนี้จะหลบกระสวยทั้งสิบสองเล่มไปได้ แต่เขาก็ตกใจไม่น้อย ความรวดเร็วในการลงมือของสวีจื้อฉยง ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก

นางรำนอนหมอบอยู่บนพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน ชายคนนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีร้อนรนอีกต่อไป เขาไม่กล้าหันหลังให้สวีจื้อฉยงง่ายๆ จึงเอ่ยถามขึ้น "เจ้าเป็นผู้ฝึกตนวิถีใด?"

สวีจื้อฉยงตอบ "ข้าคือวิถีสังหารพยัคฆ์ขาว"

ชายคนนั้นส่ายหน้า "วิถีสังหารพยัคฆ์ขาวไม่มีทางเร็วขนาดนี้!"

สวีจื้อฉยงแค่นเสียงเย็น "เจ้าจะรู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ขั้นไหน?"

"เจ้าพนักงานโคมขาว ก็คือขั้นเก้าทั้งนั้นแหละ"

สวีจื้อฉยงหัวเราะลั่น "วันนี้ข้าอารมณ์ดี ก็เลยแต่งชุดขาว ถือโคมขาว เจ้าก็ด่วนสรุปไปเองว่าข้าเป็นเจ้าพนักงานโคมขาวงั้นหรือ?"

"ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล ในเมื่อข้ามาเจอคนจริงเข้าให้แล้ว ข้าก็ควรจะล่าถอยไปเสีย ลาก่อน"

ขันทีคนนั้นหันหลังเตรียมจะเดินจากไป

สวีจื้อฉยงมองไปที่นางรำ แล้วลูบคลำเสาโคมไฟของตัวเอง

มันจะไปจริงๆ งั้นหรือ?

เดินไปได้แค่สองก้าว ขันทีคนนั้นก็พุ่งเข้าใส่นางรำอย่างกะทันหัน

มันไปไม่ได้หรอก ตราบใดที่นางรำคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ มันก็ไปไม่ได้

สวีจื้อฉยงตวัดเสาโคมไฟฟาดเข้าที่ศีรษะของขันที

ขันทีเบี่ยงตัวหลบ แล้วใช้นิ้วสองนิ้วแทงเข้าที่ดวงตาของสวีจื้อฉยง

สวีจื้อฉยงพยายามเบี่ยงตัวหลบสุดชีวิต นิ้วของมันเฉียดแก้มเขาไปนิดเดียว ทิ้งรอยแผลเป็นทางยาวไว้

ขันทีเปลี่ยนท่ามือ เตรียมจะแทงเข้าที่ลำคอของสวีจื้อฉยง สวีจื้อฉยงต้องหลบหลีกอย่างทุลักทุเล ต่อสู้กันไปกว่าสิบกระบวนท่า สวีจื้อฉยงก็มีแผลตามตัวนับสิบแห่ง

อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายชะงักไป สวีจื้อฉยงก็หาจังหวะสวนกลับได้สำเร็จ เขาซัดหมัดเข้าที่หน้ากากของขันทีอย่างจัง

หน้ากากไม่แตก แต่ขันทีถึงกับผงะถอยหลังไปสองก้าว "ที่แท้ก็ผู้ร่วมวิถี!"

สวีจื้อฉยงถ่มน้ำลาย "ใครเป็นผู้ร่วมวิถีกับมึงวะ!"

ขันทีเอ่ยชม "พละกำลังของเจ้า ถือว่าโดดเด่นในหมู่ขั้นเก้าเลยทีเดียว"

พละกำลังของวิถีขันทีถือว่าอ่อนด้อยมาก พละกำลังของสวีจื้อฉยงก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าขันทีอยู่ดี

แต่การมีพละกำลังเหนือกว่าก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะสวีจื้อฉยงตามความเร็วของมันไม่ทันเลยสักนิด

เขาไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะความเร็วของอีกฝ่ายเหนือกว่ามาก หากเผยจุดอ่อนให้เห็นเมื่อไหร่ ชีวิตน้อยๆ นี้คงหาไม่แน่

จุดแข็งที่สุดของวิถีตุลาการคือความเร็ว แต่ตอนนี้กลับถูกอีกฝ่ายข่มจนมิด วิถีขันทีนี่มันเป็นดาวข่มของวิถีตุลาการชัดๆ

ไม่ถูกสิ ความเร็วของตุลาการขั้นเก้าคือสิบเอ็ดเม็ด พรสวรรค์ด้านความเร็วของสวีจื้อฉยงนั้นยอดเยี่ยมมาก จนเกือบจะแตะระดับสิบสองเม็ดแล้วด้วยซ้ำ

ความเร็วของขันทีขั้นเก้าคือสิบสองเม็ด ต่อให้เร็วกว่าตุลาการ ก็เร็วกว่าแค่ขั้นเดียว ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกว่าความเร็วของพวกเขามันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยล่ะ

คู่ต่อสู้ของเขาไม่ใช่ขั้นเก้า และมันก็ยังไม่ได้งัดพลังทั้งหมดออกมาใช้ด้วยซ้ำ!

ทางเลือกของสวีจื้อฉยงในตอนนี้มีอยู่สองทาง ทางแรกคือสู้ยิบตา ซึ่งก็คงจะยื้อเวลาตายออกไปได้อีกหน่อย

ทางที่สองคือทิ้งนางรำคนนี้ไว้ แล้วหนีเอาตัวรอด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหนีพ้นหรือเปล่า

"ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมวิถีหรือไม่ เจ้าก็ขวางทางข้าอยู่ดี!" ขันทีกางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่สวีจื้อฉยงอีกครั้ง

สวีจื้อฉยงแกว่งโคมไฟ พ่นลูกไฟลูกใหญ่เข้าใส่

อีกฝ่ายผงะถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ สวีจื้อฉยงฉวยโอกาสนี้กระแทกฐานโคมไฟ เสียงดังตูมสนั่น พลุไฟพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ระเบิดเป็นดอกไม้ไฟลูกมหึมาสว่างไสว

เขายังมีทางเลือกที่สาม นั่นก็คือการเรียกกำลังเสริม! เมิ่งสือเจินและเจ้าพนักงานถือโคมคนอื่นๆ น่าจะยังอยู่แถวๆ เป่ยหยวน

เมื่อเห็นพลุไฟสว่างวาบ ขันทีก็เริ่มร้อนรน พุ่งเข้าหมายจะปลิดชีพสวีจื้อฉยงให้ได้

สวีจื้อฉยงใช้โคมไฟปัดป้องการโจมตีอย่างสุดชีวิต

ต่อสู้กันไปอีกกว่าสิบกระบวนท่า ขันทีก็สร้างบาดแผลฉกรรจ์ที่มือขวาของสวีจื้อฉยง ทำให้สวีจื้อฉยงต้องปล่อยโคมไฟหลุดมือ

เมื่อไร้อาวุธคู่กาย สวีจื้อฉยงก็หมดปัญญาจะปัดป้องอีกต่อไป ขณะที่กรงเล็บมฤตยูกำลังจะพุ่งเข้าขย้ำลำคอของเขา จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดลั่นดังก้อง "เจ้าพนักงานถือโคม! จุดโคม!"

เมิ่งสือเจิน! เมิ่งสือเจินมาแล้ว!

หลังจากเดินตรวจตราเสร็จ เมิ่งสือเจินก็พาหลี่ปู้ผิง หวังเจิ้นหนาน และหม่ากวงลี่ มาที่ย่านหว่าซื่อเป่ยหยวน

ตอนแรก เมิ่งสือเจินก็ปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะคิดว่าสถานที่แบบนี้มันไม่คู่ควรกับฐานะของเขาเลยสักนิด

แต่หลี่ปู้ผิงเอาแต่พร่ำพรรณนาถึงความงามของนางรำที่เพิงดอกท้อไม่หยุด เมิ่งสือเจินจึงทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ตัดสินใจตามพวกนั้นเข้าไปในเพิงดอกท้อ เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

เถ้าแก่เพิงดอกท้อเพิ่งจะถูกอี้สวี่โหลวทำให้ขวัญหนีดีฝ่อไปเมื่อตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก็ต้องมาเจอเจ้าพนักงานถือโคมยกโขยงกันมาอีก คราวนี้เขาแทบจะช็อกตายอยู่ตรงนั้นเลย

เขารีบใช้ลูกจ้างไปต้อนรับแขก แต่ลูกจ้างชิงช็อกตายไปก่อนเขาซะอีก

นางรำทั้งสามคนเต้นรำไปตัวสั่นไป ท่าเต้นดูแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา เจ้าพนักงานถือโคมทั้งสี่นั่งดูอยู่ครึ่งชั่วยาม ก็รู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน

หลี่ปู้ผิงพยายามอธิบายอย่างมีเหตุผล "ดูเฉยๆ มันก็งั้นๆ แหละ แต่ถ้าได้ลิ้มรสแล้วล่ะก็... รับรองจะติดใจ"

เมิ่งสือเจินฟังแล้วก็เห็นด้วย แต่ปัญหาก็คือ มีนางรำแค่สามคน แล้วพวกเขามากันตั้งสี่คน จะแบ่งกันยังไงล่ะเนี่ย?

หลี่ปู้ผิงเสนอว่าหวังเจิ้นหนานมีเมียเยอะแล้ว ไม่ควรจะมาแย่งพวกตน ส่วนหวังเจิ้นหนานก็สวนกลับว่าหม่ากวงลี่สุขภาพไม่ค่อยดี ท้องร่วงอยู่บ่อยๆ อย่าฝืนสังขารเลยดีกว่า

สุดท้ายเมิ่งสือเจินก็ตัดสินใจเดินออกไปเงียบๆ

ไม่ใช่ว่าเขายอมเสียสละให้ลูกน้องหรอกนะ แต่เขารู้ว่านางรำคนที่สวยที่สุดขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เขาเลยกะจะไปดักรอเคลมนางระหว่างทางต่างหากล่ะ

แต่ใครจะไปคิด ว่าพอเดินออกจากประตูมาปุ๊บ เขาก็เห็นพลุไฟของสวีจื้อฉยงสว่างวาบขึ้นมาบนท้องฟ้าพอดี

โชคดีที่เขาอยู่ใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นสวีจื้อฉยงคงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่แน่ๆ

เมิ่งสือเจินชักดาบเปียวชือออกมา ฟาดฟันเข้าใส่ศีรษะของขันทีอย่างเต็มแรง

ขันทีเบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไว แถมยังใช้เล็บตะปบหน้าเมิ่งสือเจินจนเป็นแผลทางยาว

"ที่แท้ก็เป็นพวกขันทีนี่เอง!" เมิ่งสือเจินลูบรอยเลือดบนใบหน้า แสยะยิ้มอย่างมาดร้าย ก่อนจะเงื้อดาบฟันเข้าใส่อีกครั้ง

ขนาดสวีจื้อฉยงยังตามความเร็วของขันทีไม่ทัน ประสาอะไรกับเมิ่งสือเจิน ดาบของเขาถูกขันทีหลบได้อย่างง่ายดาย แถมขันทียังหาจังหวะสวนกลับ ฝากรอยแผลไว้บนร่างเมิ่งสือเจินอีกแผล

เมิ่งสือเจินแสยะยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากวัดแกว่งดาบเข้าห้ำหั่นกับขันทีอย่างดุเดือด

สวีจื้อฉยงตั้งใจจะเข้าไปช่วย แต่เมิ่งสือเจินก็ตวาดลั่น "จื้อฉยง หลบไป! คอยดูพี่ชายคนนี้สับไอ้ลูกหมานี่เป็นชิ้นๆ ก็พอ!"

เมิ่งสือเจินฟาดฟันดาบออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็พลาดเป้าไปเสียหมด ขันทีอาศัยความคล่องแคล่วหลบหลีกและสวนกลับอยู่ตลอดเวลา แต่การโจมตีของมันกลับไม่ได้สร้างความเสียหายให้เมิ่งสือเจินมากนัก แม้เมิ่งสือเจินจะมีบาดแผลเต็มตัว แต่ก็ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

ระหว่างการต่อสู้อันดุเดือด ขันทีก็หาจังหวะแทงนิ้วเข้าที่ท้องน้อยของเมิ่งสือเจิน แต่เมิ่งสือเจินกลับบิดข้อต่อหลบได้อย่างหวุดหวิด

ทักษะวิถีสังหารขั้นแปด กระดูกป่นปี้!

ทักษะนี้ทำให้ขันทีถึงกับตั้งตัวไม่ทัน มันลงมือหนักไปหน่อย ทำให้ชักมือกลับไม่ทัน จึงโดนเมิ่งสือเจินซัดหมัดเข้าที่ท้องน้อยอย่างจัง

ในที่สุดสวีจื้อฉยงก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมิ่งสือเจินถึงไม่กลัวขันทีคนนี้เลย

ความสามารถในการรับการโจมตีของพวกเขามันต่างกันราวฟ้ากับดิน

ท้องของขันทียุบลงไปทันที ร่างของมันกระเด็นไปไกลหลายจั้ง

เมิ่งสือเจินเตรียมจะพุ่งเข้าไปซ้ำ แต่ถึงแม้ขันทีจะได้รับบาดเจ็บสาหัส มันก็ยังลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็ว หลบลูกเตะของเมิ่งสือเจินได้อย่างหวุดหวิด แล้วหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต

"มึงจะหนีไปไหน!" เมิ่งสือเจินไม่รีบร้อนตามไป เพราะข้างหน้ายังมีคนดักรออยู่

หวังเจิ้นหนานพุ่งเข้าสกัดเป็นคนแรก แต่น่าเสียดายที่เขามองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ทัน จึงถูกหลบไปได้อย่างง่ายดาย

หลี่ปู้ผิงพุ่งเข้าขวางทางขันทีไว้ หมายจะปลิดชีพด้วยดาบเดียว แต่ขันทีนั้นว่องไวเกินไป ฟันไปหลายดาบก็ยังไม่โดนเป้าหมายเลยสักครั้ง

"ไอ้ขันทีนี่มันอยู่ขั้นแปด!" ขณะที่หลี่ปู้ผิงกำลังร้อนรน หม่ากวงลี่ก็พุ่งเข้ามาสมทบ พร้อมกับพ่นไฟจากโคมไฟเข้าใส่ขันที

เปลวไฟลุกท่วมเสื้อผ้าของขันที แผนการสำเร็จแล้ว!

เมิ่งสือเจินพุ่งเข้าไปเตรียมจะจับกุมขันที ทว่าจู่ๆ เสื้อผ้าของขันทีก็ปล่อยควันโขมงออกมา ควันนั้นเหม็นฉุนจนทุกคนถึงกับน้ำหูน้ำตาไหล

เมื่อควันจางลง ร่างของขันทีก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมิ่งสือเจินสั่งน้ำมูก ตวาดลั่น "ข้าสั่งให้พวกเจ้าจุดโคม แล้วมัวทำบ้าอะไรกันอยู่ฮะ!"

หม่ากวงลี่ตอบ "คนจุดโคมไม่ได้มาด้วย ท้องร่วงไปแล้ว!"

เมิ่งสือเจินปรี๊ดแตก "ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้ห้ามท้องร่วง!"

"ไม่ได้หมายถึงข้า ลู่อินเผิงต่างหากที่ท้องร่วง! เขาขออนุญาตท่านแล้วนะ ท่านลืมไปแล้วหรือไง!"

ขันทีหนีรอดไปได้ ทำให้ทุกคนรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่ก็ยังดีที่สามารถช่วยชีวิตนางรำไว้ได้

หม่ากวงลี่เอ่ยถามขึ้น "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าทะเลาะแย่งนางรำกับมันงั้นหรือ?"

เมิ่งสือเจินสวนกลับ "พูดจาเหลวไหล! ขันทีที่ไหนมันจะมาแย่งผู้หญิงวะ?"

สวีจื้อฉยงอธิบาย "ไอ้หมอนั่นเป็นแก๊งค้ามนุษย์ มันคิดจะลักพาตัวแม่นางคนนี้ไป"

"แก๊งค้ามนุษย์รึ!" เมิ่งสือเจินขมวดคิ้ว เขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน "พานางกลับไปที่ศาลว่าการก่อน ให้ท่านนายกองพันเป็นคนจัดการ"

หม่ากวงลี่รับหน้าที่ดูแลนางรำ ส่วนหวังเจิ้นหนานกับหลี่ปู้ผิงก็ช่วยกันพยุงสวีจื้อฉยง

เมื่อเห็นบาดแผลฉกรรจ์บนตัวสวีจื้อฉยง หลี่ปู้ผิงก็ถอนหายใจพลางเอ่ย "จื้อฉยงเอ๊ย เจ้านี่มันยังอ่อนหัดนัก คราวหน้าถ้าเจอพวกขันที ไม่ต้องไปกลัวมันหรอก อัดมันให้ตายไปเลย"

หวังเจิ้นหนานส่ายหน้า "พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ไอ้ขันทีนั่นมันอยู่ขั้นแปด ฝีมือมันร้ายกาจเอาการเลยล่ะ"

"จะไปกลัวทำไม!" หลี่ปู้ผิงทำหน้าหยิ่งยโส "อย่างมากก็แค่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ ถ้ามันกล้าสู้ พวกเราก็ไม่กลัวหรอก มันตีพวกเราสิบที พวกเรายังไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่ถ้าเราอัดมันทีเดียว รับรองว่ามีตาย!"

สวีจื้อฉยงลอบยิ้มขื่นในใจ

ก็พวกเจ้าไม่รู้สึกเจ็บไง วิถีสังหารน่ะมีการป้องกันและพละกำลังสูงที่สุดในบรรดาวิถีทั้งหมดแล้ว แต่ข้าไม่ใช่วิถีสังหารนี่หว่า ข้ามันวิถีตุลาการพิพากษาต่างหากล่ะโว้ย

ณ ศาลว่าการ อู่สวี่ที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน กำลังนั่งสัปหงกอยู่ จู่ๆ เฉียวซุ่นกัง เจ้าพนักงานโคมเขียว ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า สวีจื้อฉยงเพิ่งจะช่วยเหลือนางรำคนหนึ่งเอาไว้ได้

อู่สวี่ตวาดลั่น "ไอ้พวกสวะ ข้าสั่งให้พวกเจ้าออกไปเดินตรวจตราดีๆ แต่พวกเจ้ากลับแอบหนีไปเที่ยวโรงมหรสพ แล้วนี่ไปชิงตัวนางรำมาจากไหนอีก!"

เฉียวซุ่นกังรีบอธิบาย "นางรำคนนี้เกือบจะถูกแก๊งค้ามนุษย์จับตัวไปแล้วขอรับ"

"แก๊งค้ามนุษย์รึ!" พอได้ยินคำนี้ อู่สวี่ก็ตาสว่างขึ้นมาทันที "พานางเข้ามา ข้าจะสอบสวนนางด้วยตัวเอง!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 40 - แก๊งค้ามนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว