เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 - โถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานโคมแดง

บทที่ 37 - โถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานโคมแดง

บทที่ 37 - โถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานโคมแดง


บทที่ 37 - โถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานโคมแดง

คำพูดของสือชวนบีบให้เมิ่งสือเจินตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างหนัก

จากข้อสันนิษฐานของสือชวน สวีจื้อฉยงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม เมื่อคืนเขาไม่ได้อยู่ที่เป่ยหยวน แต่แอบไปที่ริมแม่น้ำวั่งอัน

คนที่ไปเดินตรวจตราและจุดโคมไฟคือเจ้าพนักงานถือโคมอีกสี่คนที่เหลือ ไม่ใช่สวีจื้อฉยง

เมิ่งสือเจินจงใจโกหกเพื่อปกป้องสวีจื้อฉยง

นี่มันกะจะเอาให้ตายทั้งสวีจื้อฉยงและเมิ่งสือเจินเลยชัดๆ

เมิ่งสือเจินเหลืออดแล้ว เขาตัดสินใจจะพูดความจริง "เมื่อคืนสวีจื้อฉยงเป็นคนจุดโคมไฟทั้งหมด พวกข้าไปที่..."

เขาตั้งใจจะบอกว่าพวกตนไปจิบชาที่ร้านชา 'จูคูลั่ว' เถ้าแก่ร้านสามารถเป็นพยานให้ได้

สวีจื้อฉยงเป็นคนจุดโคมไฟทั้งหมดด้วยตัวเอง เขาอยู่ที่เป่ยหยวนตลอดทั้งคืน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปก่อเหตุที่ริมแม่น้ำวั่งอัน

แต่พูดยังไม่ทันจบ สวีจื้อฉยงก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

หากเมิ่งสือเจินพูดออกไป ผลเสียจะมากกว่าผลดี

การบอกว่าสวีจื้อฉยงเป็นคนจุดโคมไฟทั้งหมด ดูเหมือนจะเป็นการยืนยันว่าเขาอยู่ที่เป่ยหยวนทั้งคืนก็จริง

แต่มันก็จะนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง นั่นคือตลอดทั้งคืน สวีจื้อฉยงไม่ได้อยู่ในสายตาของเมิ่งสือเจินและเจ้าพนักงานโคมขาวคนอื่นๆ เลย

แล้วถ้าไม่ได้อยู่ในสายตา คำให้การของพวกเขายังจะมีน้ำหนักอยู่อีกหรือ?

แน่นอนว่าเรื่องนี้สามารถอธิบายได้ สวีจื้อฉยงเป็นคนซื่อสัตย์ การที่เขาอาสาไปจุดโคมไฟคนเดียวก็เป็นเรื่องปกติ

แต่ตอนนี้สือชวนกำลังหาเรื่องกัดไม่ปล่อย เขาไม่สนเหตุผลหรอก เขาแค่ต้องการหาช่องโหว่

หากปล่อยให้เขาเจอช่องโหว่แม้แต่นิดเดียว คนที่เดือดร้อนก็คือสวีจื้อฉยง ยิ่งมีประเด็นให้เถียงกันมากเท่าไหร่ สวีจื้อฉยงก็ยิ่งเสียเปรียบมากเท่านั้น

ต้องเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องนี้ไปที่อื่น

สวีจื้อฉยงเอ่ยขึ้น "นอกจากท่านโคมฟ้าเมิ่งและพวกพี่ๆ โคมขาวแล้ว ก็ยังมีคนอื่นที่รู้ว่าข้าอยู่ที่เป่ยหยวนขอรับ"

อี้สวี่โหลวถามทันที "ใคร?"

"นายกองคุมประตูเมืองทิศเหนือ อู่ซ่านซิงขอรับ เมื่อคืนตอนข้าเดินผ่านประตูเมือง ข้าแวะไปนั่งคุยกับเขาสักพัก"

อี้สวี่โหลวพยักหน้ารับ "เจ้าเคยเล่าเรื่องเขาให้ข้าฟัง เขาเป็นอดีตเพื่อนร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี่"

สือชวนกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะพูดแทรก "อดีตเพื่อนร่วมสำนักศึกษากัน ความผูกพันก็ต้องลึกซึ้งเป็นธรรมดาสินะ"

เขาพยายามโยงว่าอู่ซ่านซิงอาจจะให้การเท็จ

ไอ้หมอนี่มันหมาบ้าชัดๆ เมิ่งสือเจินโกรธจนกัดฟันกรอด เฉียวซุ่นกัง เจ้าพนักงานโคมเขียวก็ทนไม่ไหวเช่นกัน "สือชวน ปากเจ้ามันจะกว้างไปหน่อยแล้วมั้ง ตกลงว่าทุกคนพูดโกหกหมด มีแต่เจ้าคนเดียวที่พูดความจริงงั้นหรือ?"

สือชวนประสานมือคารวะ "ข้าน้อยก็แค่ตั้งข้อสังเกตไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้ปรักปรำว่าสวีจื้อฉยงเป็นคนทำเสียหน่อย"

เมิ่งสือเจินโกรธจนตัวสั่น หันไปสั่งหวังเจิ้นหนาน "เจ้าเป็นคนพูดเก่ง เจ้าช่วยข้าด่าไอ้สวะสือชวนให้มันหน้าหงายที เดี๋ยวข้าจะหาเมียน้อยเพิ่มให้เจ้าอีกสองคนเลยเอ้า"

หวังเจิ้นหนานได้รับฉายาว่า 'บัณฑิตบู๊' ฝีปากของเขาถือว่าหาตัวจับยากในศาลว่าการถือโคม

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูด แต่สือชวนคนนี้มันเจ้าเล่ห์นัก ขืนพูดอะไรพล่อยๆ อาจจะตกหลุมพรางมันได้ เขาเองก็ตระหนักดีว่า ยิ่งเถียงมาก สวีจื้อฉยงก็จะยิ่งเสียเปรียบ

สวีจื้อฉยงกล่าวต่อ "ตอนนั้นไม่ได้มีแค่อู่ซ่านซิงที่เห็นข้า แต่ทหารยามเฝ้าประตูเมืองทั้งสิบคนก็เห็นข้าด้วยเหมือนกัน ถ้าท่านคิดว่าทหารยามพวกนั้นโกหกทั้งหมด ก็ไปขอตัวพวกเขาจากกรมกลาโหมมาสอบสวนได้เลย!"

สือชวนเม้มปาก "ขะ... ข้าก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น..."

ประเด็นนี้กัดไม่เข้าแล้ว สวีจื้อฉยงอยู่ที่เป่ยหยวนจริงๆ มีนายกองคุมประตูเมืองและทหารยามอีกสิบคนเป็นพยาน ข้อนี้เป็นอันตกไป

แต่สือชวนก็ยังไม่ยอมแพ้ "เจ้าไปหาอู่ซ่านซิงตอนไหน?"

สวีจื้อฉยงตอบ "เลยยามสองไปนิดหน่อย"

"พวกเจ้าดื่มเหล้ากันด้วยใช่ไหม?"

"อากาศมันหนาว ก็เลยดื่มไปสองสามจอก"

สือชวนเริ่มคำนวณเวลา "ยามสอง จากเป่ยหยวนไปริมแม่น้ำวั่งอัน ถ้าเดินเร็วหน่อย ก็ใช้เวลาแค่ชั่วยามกว่าๆ พอทำธุระเสร็จ ก็เพิ่งจะยามสี่เท่านั้นเอง"

เมิ่งสือเจินทำท่าจะพุ่งเข้าไปอัดสือชวน "ทำธุระบ้าบออะไรของมึงฮะ? มึงนี่มัน..."

หวังเจิ้นหนานรีบดึงตัวเมิ่งสือเจินไว้

สือชวนไปแอบอยู่ข้างหลังต่งชิ่งซาน แล้วพูดต่อ "เด็กหนุ่มวัยรุ่น พอดื่มเหล้าเข้าไป ก็มักจะทำอะไรวู่วาม ข้าไม่ได้บอกนะว่าสวีจื้อฉยงเป็นคนทำ ข้าก็แค่ตั้งข้อสังเกตเฉยๆ"

ตามที่สือชวนสันนิษฐาน สวีจื้อฉยงดื่มเหล้ากับอู่ซ่านซิงเสร็จ ก็แอบไปที่ริมแม่น้ำวั่งอัน แล้วลงมือฆ่าหวังซื่อเจี๋ย

ฟังดูอาจจะไร้สาระ แต่คดีบางคดีก็ถูกตัดสินแบบนี้จริงๆ

ขอแค่เชื่อว่ามีแรงจูงใจและมีเวลาลงมือ ก็จับตัวไปทรมานในคุก ตีสักสามวันสามคืน ยังไงก็ต้องยอมรับสารภาพ

ส่วนคำสารภาพนั้นจะจริงหรือเท็จก็ไม่สำคัญ และจะฟังดูสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ไม่สำคัญเช่นกัน ขอแค่ปิดคดีได้ นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

โชคดีที่สวีจื้อฉยงเตรียมตัวมาอย่างดี "ยังมีคนอื่นที่เห็นข้าอยู่ที่เป่ยหยวนอีกนะ"

อี้สวี่โหลวถาม "ใครอีก?"

สวีจื้อฉยงตอบ "เถ้าแก่เนี้ยร้านชากลีบดอกโบตั๋นขาวขอรับ ข้าไปดื่มชาที่ร้านนางตอนยามสาม! ถ้าท่านนายกองพันไม่เชื่อ ก็ให้คนไปเรียกนางมาสอบถามได้เลย"

สือชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้ายามสามไปก่อเหตุที่ริมแม่น้ำวั่งอัน แล้วบังเอิญไปเจอหวังซื่อเจี๋ยตอนยามห้า ก็ยังเป็นไปได้อยู่นะ"

หวังเจิ้นหนานพูดแทรกขึ้นมา "พูดเหมือนเจ้าไปเห็นมากับตาเลยนะ หรือว่าเจ้าแอบสะกดรอยตามหวังซื่อเจี๋ยไปล่ะ?"

สือชวนส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าก็แค่..."

หวังเจิ้นหนานแย่งพูด "ข้าก็แค่ตั้งข้อสังเกตไปงั้นๆ แหละ ถึงเจ้าจะสนิทกับหวังซื่อเจี๋ยที่สุด ต่อให้เจ้าแอบตามเขาไปทั้งคืน ก็ใช่ว่าเจ้าจะเป็นคนฆ่าเขาเสียหน่อย"

สือชวนเบิกตาโพลง "เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า? ข้ากำลังพูดถึงสวีจื้อฉยงอยู่นะ ถึงเขาจะไปที่ริมแม่น้ำวั่งอันตอนยามสาม มันก็ยังเป็นไปได้..."

สวีจื้อฉยงพูดสวนกลับ "เมื่อคืนข้าไม่ได้ไปที่ริมแม่น้ำวั่งอันเลย หลังจากดื่มชาเสร็จ ข้าก็ไปเดินตรวจตราต่อ ตอนยามสี่ข้าไปซื้อขนมฮวากาวที่ร้านแม่นางหลินคนที่สอง แม่นางหลินก็เป็นพยานให้ข้าได้"

สือชวนเม้มปาก "งะ... งั้นหลังจากยามสี่ล่ะ..."

"หลังจากยามสี่ ข้าก็เดินตรวจตราต่อ จนถึงยามห้าข้าก็ไปที่โรงมหรสพ"

"เจ้าไปโรงมหรสพมางั้นหรือ?" เมิ่งสือเจินถึงกับตกใจ

สือชวนตวาดถาม "ใช่โรงมหรสพที่ย่านหว่าซื่อริมสะพานหรือเปล่า?"

หวังเจิ้นหนานกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ คิดในใจ: ไอ้เด็กซื่อบื้อนี่ เมื่อคืนมันแอบไปที่ริมแม่น้ำวั่งอันจริงๆ งั้นหรือเนี่ย?

ลู่อินเผิงเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย รู้งี้เมื่อคืนไม่น่าไปแย่งมันเลย ถ้ารู้ว่ามันอยากไปขนาดนี้ ปล่อยมันไปก็สิ้นเรื่อง

สวีจื้อฉยงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ข้าไปดูการแสดงที่เพิงดอกท้อ ในย่านหว่าซื่อเป่ยหยวนต่างหาก"

"เพิงดอกท้อ?" เมิ่งสือเจินชะงัก "ที่ซอมซ่อแบบนั้นเจ้าก็ไปเนี่ยนะ?"

สวีจื้อฉยงตีหน้าขรึม "ที่นั่นก็ดีออกนะ เถ้าแก่เพิงดอกท้อเป็นพยานให้ข้าได้"

หวังเจิ้นหนานหันไปถามสือชวน "ทีนี้เจ้าจะว่ายังไง? สวีจื้อฉยงอยู่ที่เป่ยหยวนตลอดทั้งคืนเลยนะ"

สือชวนยังไม่ยอมแพ้ "ถ้าเป็นตอนยามห้าล่ะก็..."

หยางอู่ทนฟังไม่ได้แล้ว "เจ้าพนักงานโคมสือ ตอนยามห้าก็เจอศพหัวหน้าหวังแล้วนะ! เจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือไง?"

สือชวนเม้มปากแน่น "ตอ... ตอนนั้นข้าไม่ได้อยู่ด้วย ก็เลยไม่รู้เรื่อง..."

หวังเจิ้นหนานสบโอกาส รีบถามสวนทันที "เจ้าพนักงานโคมสือ แล้วตอนนั้นเจ้าไปอยู่ที่ไหนมาล่ะ?"

สือชวนชะงัก "ตอ... ตอนนั้นข้าก็ไปจุดโคมไฟน่ะสิ!"

หวังเจิ้นหนานซักไซ้ "ใครเป็นพยานให้เจ้าได้ว่าเจ้าไปจุดโคมไฟ?"

สือชวนตอบอย่างมั่นใจ "ท่านโคมฟ้าต่งเป็นพยานให้ข้าได้ เขาเป็นคนสั่งให้ข้าไปจุดโคมไฟ โคมไฟสองดวงนั่น ข้าก็เป็นคนจุดเองกับมือ"

หวังเจิ้นหนานรุกฆาต "แค่โคมไฟสองดวง จุดแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แล้วเวลาที่เหลือล่ะ เจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา?"

เมื่อคืนสือชวนไปขลุกอยู่ที่หอจุ้ยอวี่ (หอเมรัยพิรุณ) มัวเมาอยู่ในกามารมณ์ตลอดทั้งคืน แต่เรื่องแบบนี้จะพูดออกมาได้ยังไงล่ะ

"เจ้าพนักงานโคมหวัง ข้าจะไปที่ไหนมันก็เรื่องของข้า ข้ากับหวังซื่อเจี๋ยเป็นสหายรักกัน เจ้ามาสงสัยข้าได้ยังไง?"

หวังเจิ้นหนานอธิบาย "ก็เพราะเจ้าสนิทกับเขาน่ะสิ หวังซื่อเจี๋ยถึงได้ตายอย่างไม่ทันตั้งตัว แถมยังไม่มีร่องรอยการต่อสู้ และไม่ได้จุดพลุขอความช่วยเหลือด้วย เจ้าว่ามันสมเหตุสมผลไหมล่ะ?"

สือชวนโกรธจัด "นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?"

หวังเจิ้นหนานยักไหล่ "ข้าก็ไม่ได้ปรักปรำว่าเจ้าเป็นคนทำนะ ข้าก็แค่ตั้งข้อสังเกตไปตามเหตุตามผล ถึงแม้เจ้าจะดูน่าสงสัยที่สุด แต่ก็อาจจะเป็นฝีมือคนอื่นก็ได้"

"เจ้า!" สือชวนโกรธจนเส้นเลือดปูดโปน แต่ก็คิดหาคำเถียงไม่ออก

เมิ่งสือเจินสะใจเป็นที่สุด "ไอ้เฒ่าหวังเอ๊ย เดี๋ยวข้าต้องรีบหาเมียน้อยให้เจ้าเพิ่มซะแล้ว"

ต่งชิ่งซาน เจ้าพนักงานโคมฟ้า รีบเข้ามาไกล่เกลี่ย "พอแล้วๆ เถียงกันไปก็เท่านั้น เมื่อกี้สือชวนพูดจาไม่คิด พวกท่านก็อย่าไปถือสาหาความเลยนะ"

"ตอแหล! จะไม่ให้ถือสาได้ยังไง!" เฉียวซุ่นกัง เจ้าพนักงานโคมเขียว ที่ทนเก็บความโกรธมานาน ระเบิดอารมณ์ออกมา "นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะ! ข้าขอชี้หน้าเลยว่าสือชวนนี่แหละเป็นคนฆ่า! ข้าบอกว่ามันเป็นฆาตกร!"

เซียวซงถิงรู้ดีว่าเฉียวซุ่นกังเป็นคนอารมณ์ร้อน คงจะอัดอั้นตันใจมามาก จึงรีบเข้าไปปลอบ "เฒ่าเฉียว เรื่องนี้ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง สือชวนมันปากพล่อยไปหน่อย เดี๋ยวข้าจะจัดการให้เจ้าเอง"

"จัดการบ้าอะไรกันล่ะ!" เฉียวซุ่นกังผลักเซียวซงถิงออกไป แล้วกระชากคอเสื้อสือชวน "วันนี้ข้าบอกว่าเจ้าเป็นคนฆ่า เจ้าจะยอมรับไหมฮะ?"

สือชวนกลัวจนฉี่ราดกางเกง "ท่านนายร้อยเฉียว ข้าแค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น ท่านโปรดระงับโทสะ ระงับโทสะด้วยเถิด!"

ห้องโถงหน้าเกิดความวุ่นวายขึ้น ความดันของอี้สวี่โหลวแทบจะทะลุปรอท

"หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามของเจ้าพนักงานโคมแดงชราดังก้องกังวาน ทำให้ทุกคนเงียบกริบลงทันที

อี้สวี่โหลวชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ชันสูตร "นำศพหวังซื่อเจี๋ยไปชันสูตรให้ละเอียดอีกครั้ง เจ้าพนักงานถือโคมทุกคนให้กลับไปพักผ่อนที่ห้องพัก ห้ามใครก้าวออกจากศาลว่าการแม้แต่ก้าวเดียว!"

เขาคิดว่าสือชวนพูดถูก คดีนี้น่าจะเป็นฝีมือคนใกล้ตัว สวีจื้อฉยงคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องถูกกักตัวไว้ก่อน

อี้สวี่โหลวเลือกคนสนิทมาสองสามคน พร้อมกับเจ้าพนักงานโคมเขียวสองคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ เซียวซงถิงและเฉียวซุ่นกัง มุ่งหน้าไปยังเป่ยหยวน

ตามหลักแล้ว การสอบสวนของศาลว่าการถือโคม ควรจะเชิญตัวพยานมาที่ศาลว่าการ

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก อี้สวี่โหลวต้องการสอบสวนในสถานที่เกิดเหตุทันที เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีเวลาเตี๊ยมคำให้การ

เมื่อถึงเป่ยหยวน อี้สวี่โหลวก็มุ่งหน้าไปที่ประตูเมืองก่อน อู่ซ่านซิงกำลังพักผ่อนอยู่ในค่ายทหาร เมื่อรู้ว่าเจ้าพนักงานโคมแดงมาสอบสวน ก็รีบออกมารายงานตัว "เมื่อคืนสวีจื้อฉยงมาที่นี่จริงขอรับ ข้าน้อยได้รินเหล้าให้เขาดื่มไปแค่สองจอกเท่านั้น เขาไม่ได้ดื่มจนเมามายเสียงานเสียการแน่นอนขอรับ"

อี้สวี่โหลวซักถามต่อ "เขามาถึงตอนไหน?"

อู่ซ่านซิงตอบ "ราวๆ ยามสองขอรับ ข้าจำได้ว่าได้ยินเสียงคนตีเกราะพอดี ซึ่งก็เป็นเวลาปกติที่เขามาทุกคืน"

อี้สวี่โหลวประสานมือคารวะ อู่ซ่านซิงก็คารวะตอบ จากนั้นเจ้าพนักงานโคมแดงก็มุ่งหน้าไปยังร้านชากลีบดอกโบตั๋นขาว

ตอนกลางวันไม่ค่อยมีลูกค้า เถ้าแก่เนี้ยจึงงีบหลับอยู่หลังร้าน ปล่อยให้ลูกจ้างดูแลหน้าร้าน เมื่อได้ยินว่าเจ้าพนักงานโคมแดงมา เถ้าแก่เนี้ยก็ตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก กว่าจะตั้งสติฟังคำถามรู้เรื่องก็กินเวลาไปพักใหญ่ "ท่านถามถึงใต้เท้าสวีหรือเจ้าคะ? ใต้เท้าสวีมาเจ้าค่ะ เขามาดื่มชาที่นี่ทุกคืนเลย"

"เขามาตอนไหน?"

"เอ่อ... คือ..." เถ้าแก่เนี้ยพยายามนึก จู่ๆ ก็จำได้ว่าเมื่อคืนสวีจื้อฉยงถามเวลา "เลยยามสามมาพักใหญ่เจ้าค่ะ คนตีเกราะเดินผ่านไปได้สักพักแล้ว"

คำให้การของร้านชากลีบดอกโบตั๋นขาวก็ไม่มีปัญหา

อี้สวี่โหลวเดินทางต่อไปยังร้านขนมฮวากาวของแม่นางหลินคนที่สอง ถึงแม้แม่นางหลินจะเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน แต่ก็เป็นคนมีสติสัมปชัญญะมั่นคง เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าพนักงานถือโคม นางก็ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด

อี้สวี่โหลวถาม "เจ้าพนักงานโคมขาวแห่งศาลว่าการถือโคม สวีจื้อฉยง เมื่อคืนได้มาที่นี่หรือไม่?"

แม่นางหลินพยักหน้ารับ "มาเจ้าค่ะ เขามาซื้อขนมฮวากาวไปหนึ่งจินกว่าๆ"

อี้สวี่โหลวถามต่อ "จำได้ไหมว่ามาตอนไหน?"

"ยามสี่เจ้าค่ะ คนตีเกราะเพิ่งจะเดินผ่านไปเอง"

คำให้การของแม่นางหลินคนที่สองก็ไร้ที่ติ

สุดท้ายคือโรงมหรสพ เพิงดอกท้อ ในย่านหว่าซื่อเป่ยหยวน

ตอนกลางวันเพิงดอกท้อไม่มีการแสดง เถ้าแก่และเหล่านางรำกำลังนอนหลับพักผ่อน มีเพียงลูกจ้างคนเดียวที่เฝ้าอยู่หน้าประตู

พอเห็นเจ้าพนักงานโคมแดง ลูกจ้างก็คิดว่าตัวเองฝันร้าย ตบหน้าตัวเองไปหลายฉาด พอรู้ว่าไม่ใช่ความฝัน ก็แข้งขาอ่อนแรง คุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า

อี้สวี่โหลวถาม "เจ้าพนักงานโคมขาวแห่งศาลว่าการถือโคม สวีจื้อฉยง เมื่อคืนได้มาที่นี่หรือไม่?"

"มา... มะ... มา..." ลูกจ้างอ้าปากพะงาบๆ พูดจาไม่เป็นภาษา

"ตกลงว่ามาหรือไม่มา?"

"มาขอรับ... มาตอนกลางคืน!"

"เจ้าว่าอะไรนะ?"

"ใต้เท้าสวี... มา... มาตอนกลางคืนขอรับ!"

เมื่อเห็นลูกจ้างพูดจาอึกอักวกไปวนมา อี้สวี่โหลวก็หมดความอดทน "เจ้าพนักงานถือโคม! จุดโคม!"

กงไท่จิ่น เจ้าพนักงานโคมเขียว ควักกล่องเหล็กขนาดสามฉื่อออกมา กดกลไก ปล่อยโคมแดงสี่สิบแปดดวงลอยขึ้นฟ้า แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งละยี่สิบสี่ดวง เรียงรายเป็นโถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานถือโคม

บารมีของเจ้าพนักงานโคมแดงนั้นยิ่งใหญ่กว่าเจ้าพนักงานโคมฟ้ามากนัก คนที่จุดโคมให้เขาไม่ใช่เจ้าพนักงานโคมขาว แต่เป็นเจ้าพนักงานโคมเขียว ซึ่งก็คือกงไท่จิ่น ผู้ฝึกตนวิถีม่อเจียขั้นเจ็ด

อี้สวี่โหลวไม่ได้จุดโคมมาหลายปีแล้ว โคมไฟทั้งสองฝั่งแผ่รัศมีก่อตัวเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น นั่นคือกำแพงเหล็กเปียวชือ ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับกำแพงเหล็กเปียวชือของเจ้าพนักงานโคมฟ้า

แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน ทว่าภายในกำแพงเหล็กกลับมืดสนิทราวกับเป็นเวลากลางคืน

ท้องฟ้ามืดมิด โคมแดงสาดแสงเจิดจ้า เมฆทะมึนก่อตัว สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงลมพายุพัดกรรโชกแรง ฝุ่นควันปลิวว่อน โถงพิจารณาคดีแห่งนี้ช่างดูน่าสะพรึงกลัว ราวกับยกขุมนรกมาไว้บนโลกมนุษย์

มองจากข้างนอกก็ว่าน่ากลัวแล้ว

แต่อยู่ข้างในยิ่งน่ากลัวจนแทบเสียสติ

ลูกจ้างตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เป็นลมล้มพับไปกลางโถงพิจารณาคดี อี้สวี่โหลวโกรธจัด สั่งให้เจ้าพนักงานถือโคมลากตัวคนในโรงมหรสพออกมาให้หมด

เถ้าแก่ นางรำ คนงาน พ่อครัว ถูกลากตัวออกมารวมกัน ในโถงพิจารณาคดีนี้ มีเพียงเถ้าแก่เท่านั้นที่ยังพอมีสติพูดจารู้เรื่อง

"ใต้เท้าสวีมาขอรับ เขามาทุกคืนเลย เมื่อคืนเขาก็มา!" น้ำเสียงของเถ้าแก่สั่นเครือปนเสียงสะอื้น แต่ก็ยังพอฟังรู้เรื่อง

อี้สวี่โหลวตวาดถาม "มาตอนไหน!"

เสียงของเขาดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า

ความจริงแล้วมันก็คือฟ้าผ่าจริงๆ นั่นแหละ หากอี้สวี่โหลวสงสัยว่าเถ้าแก่พูดโกหก เพียงแค่เขาตวาดคำเดียว ก็สามารถเรียกฟ้าผ่าลงมาฟาดเถ้าแก่คนนี้ให้ตายได้เลย

"ตอน... ตอนไหน... ตอนไหนกันนะ..." เถ้าแก่คิดไม่ออกจริงๆ เพราะตอนที่สวีจื้อฉยงมา เขาก็เข้านอนไปแล้ว

อี้สวี่โหลวตวาดลั่น "ลงทัณฑ์!"

โคมแดงดวงหนึ่งลอยมาหยุดอยู่เหนือศีรษะอี้สวี่โหลว ภายในบรรจุน้ำมันเดือดพล่าน เตรียมจะราดรดลงบนร่างเถ้าแก่

เถ้าแก่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้น นางรำคนหนึ่งก็โพล่งขึ้น "ข้าจำได้แล้ว จำได้แล้วเจ้าค่ะ ใต้เท้าสวีมาตอนยามห้า ข้าได้ยินเสียงคนตีเกราะพอดี ใต้เท้าสวีให้ข้านวดขา นวดทั้งสองข้างเลย แล้วใต้เท้าก็หลับไป พอฟ้ายังไม่ทันสาง ใต้เท้าก็กลับไปแล้ว ข้าน้อยพูดความจริงทุกอย่างเลยนะเจ้าคะ!"

โดนขู่แค่นี้ นางรำก็นึกออกจนหมดเปลือก

ลูกจ้างที่สลบไปก็ฟื้นขึ้นมา "ใช่แล้วขอรับ มาตอนยามห้าจริงๆ!"

คำให้การจากทุกฝ่ายสอดคล้องกันอย่างชัดเจน แถมยังมีโคมเฝ้ายามทั้งสิบสองดวงเป็นหลักฐานยืนยันอีกด้วย

โคมเฝ้ายามไม่มีรอยขีดหายไปแม้แต่รอยเดียว!

ข้อสงสัยในตัวสวีจื้อฉยงถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น

ถ้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง แล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?

ในเมื่อเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเป่ยหยวน ก็คงต้องไปหาเบาะแสที่ริมแม่น้ำวั่งอันแล้วล่ะ

อี้สวี่โหลวสั่งให้เก็บโคมไฟ แล้วนำกำลังไปยังริมแม่น้ำวั่งอัน พวกเขาค้นหาเบาะแสในบริเวณที่พบศพตลอดทั้งบ่าย แต่ก็คว้าน้ำเหลว

นี่มันฝีมือใครกันแน่?

หรือว่าจะเป็นฝีมือของสือชวนที่แกล้งทำเป็นร้องแรกแหกกระเช้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจริงๆ?

เจ้าพนักงานโคมแดงชราเอามือกุมขมับด้วยความปวดหัว ทันใดนั้น เจ้าพนักงานโคมฟ้าคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน "ท่านนายกองพันอู่กลับมาที่ศาลว่าการแล้วขอรับ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 37 - โถงพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานโคมแดง

คัดลอกลิงก์แล้ว