- หน้าแรก
- ยอดตุลาการซ่อนคม จุดโคมล่าบาปแดนโลกีย์
- บทที่ 27 - ใต้เท้าสุยผู้คลุมเครือ
บทที่ 27 - ใต้เท้าสุยผู้คลุมเครือ
บทที่ 27 - ใต้เท้าสุยผู้คลุมเครือ
บทที่ 27 - ใต้เท้าสุยผู้คลุมเครือ
เหตุใดพี่สะใภ้ถึงต้องการฆ่าพี่ถงกันล่ะ?
หรือว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน?
"พี่ใหญ่ โหลกระปุกนั้น..."
"โหลกระปุกยานั่นพี่พลาดเองแหละ!" ถงชิงชิวเอ่ยอย่างปวดใจ สวีจื้อฉยงฟังแล้วก็งุนงงไปหมด
ยาอะไรกัน?
เรื่องราวเป็นมาเช่นนี้
เมื่อตอนเช้า ขณะที่พี่สะใภ้กำลังหุงข้าว บังเอิญถูกน้ำร้อนลวกที่มือจนพองเป็นตุ่มน้ำ
ถงชิงชิวจึงจัดยาทาแผลน้ำร้อนลวกให้พี่สะใภ้ทา
ตอนแรกก็ดีอยู่หรอก แผลน้ำร้อนลวกไม่เจ็บแล้ว
แต่พอตกบ่าย พี่สะใภ้กลับมีผื่นขึ้นเต็มตัว คันคะเยอจนทนไม่ไหว
ถงชิงชิวรู้ตัวแล้วว่าก่อเรื่องเข้าให้แล้ว
เขาไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองจัดยาผิด จึงเอ่ยแถไปว่า "ฮูหยิน ช่วงนี้อากาศหนาวชื้น สงสัยเจ้าจะเป็นโรคความชื้นเย็นเข้าแทรก เดี๋ยวพี่จะจัดยาให้อีกเทียบหนึ่งนะ..."
ยังพูดไม่ทันจบ พี่สะใภ้ก็ปรี่เข้าทุบตีเขาจนน่วมไปหมด จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่ ลงไปแช่ในถังอาบน้ำตลอดช่วงบ่าย
จนกระทั่งพลบค่ำ พี่สะใภ้แช่น้ำจนหนังลอกไปชั้นหนึ่ง ผื่นคันถึงได้ยุบลง
ดูจากท่าทางของนางแล้ว ถงชิงชิวก็รู้ได้ทันทีว่าภรรยากำลังจะฆ่าคน จึงได้หนีมาหลบภัยที่บ้านของสวีจื้อฉยงนี่แหละ
เมื่อฟังถงชิงชิวเล่าจบ สวีจื้อฉยงก็รู้สึกไม่ยุติธรรมแทน "นี่ นี่พี่สะใภ้ทำไม่ถูกแล้ว ชัดเจนว่าเป็นโรคความชื้นเย็นแท้ๆ ทะ... ทำไมถึงมาปรักปรำว่าพี่ใหญ่จัดยาผิดได้ล่ะ?"
ถงชิงชิวซาบซึ้งใจยิ่งนัก "น้องชายพูดถูก!"
สวีจื้อฉยงเอ่ยต่อ "พะ... พี่ใหญ่ ยาของท่านยังมีเหลืออีกไหม ขอให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?"
ถงชิงชิวชะงัก "เจ้าจะเอายาไปทำอะไร?"
"ข้า เอาไปรักษาแผลน้ำร้อนลวกน่ะสิ"
ทั้งสองจ้องตากันอยู่ครู่ใหญ่ ถงชิงชิวก็เอ่ยขึ้น "เจ้าคิดจะเอาไปทำร้ายคนใช่หรือไม่?"
สวีจื้อฉยงได้ยินดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "พะ... พี่ใหญ่พูดอะไรกัน ข้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต จะไปมีความคิดทำร้ายคนอื่นได้อย่างไร คำพูดของพี่ใหญ่ช่าง... ช่างทำร้ายจิตใจนัก ข้าจะไปฟ้องพี่สะใภ้ให้มาตัดสิน!"
สวีจื้อฉยงทำท่าจะเดินออกจากบ้าน ถงชิงชิวรีบพุ่งเข้าไปกอดเขาไว้แน่น
ไอ้เด็กนี่มันร้ายกาจขึ้นนะ รู้วิธีเล่นงานจุดอ่อนของถงชิงชิวเสียด้วย
"เอาเถอะ ข้าให้เจ้ากระปุกหนึ่งก็แล้วกัน แต่เจ้าต้องระวังให้ดีล่ะ อย่าให้เปื้อนตัวเองเด็ดขาด แค่โดนหยดเดียวก็ถึงตายได้นะ!"
แค่โดนหยดเดียวก็คันคะเยอจนทนไม่ไหว ยานี้ต้องมีประโยชน์แน่ๆ ขอไว้สักหน่อยก็ไม่เสียหาย!
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย สวีจื้อฉยงก็เอ่ยถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา
"พี่ถง เรื่องเมื่อคืนน่ะ ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ"
ถงชิงชิวเป็นคนฉลาดหลักแหลม เมื่อคืนเกิดเรื่องเอิกเกริกขนาดนั้น เขาต้องได้ยินแน่ๆ และต้องแอบปกป้องตัวเองอยู่เงียบๆ แน่นอน
ที่สวีจื้อฉยงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็เพื่อบอกถงชิงชิวว่า เรื่องราวคลี่คลายแล้ว วันข้างหน้าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด
แต่นึกไม่ถึงว่าถงชิงชิวกลับทำหน้างุนงง "เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?"
พี่ถงเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เคยปิดบังอะไรสวีจื้อฉยง เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
เขาจำได้แค่ว่าเมื่อคืนเขากับภรรยาเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
"เมื่อคืนข้านอนเร็ว เลยไม่ได้สนใจเสียงข้างนอก มีคนมารังแกเจ้างั้นหรือ?"
เมื่อคืนนอนเร็วเรอะ?
เมื่อคืนพี่ถงคุกเข่าถือหนามเตยอยู่หน้าประตู รอรับการลงโทษจากภรรยา ไม่ได้นอนเร็วเลยสักนิด
แต่ดูจากสีหน้าแล้ว ถงชิงชิวไม่ได้โกหก เขาไม่มีเหตุผลอะไรต้องหลอกสวีจื้อฉยง
เขาจำไม่ได้
ทำไมถึงจำไม่ได้ล่ะ?
เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงอาการของสาวใช้สองคนเมื่อคืน สวีจื้อฉยงก็มีข้อสันนิษฐานอันกล้าหาญข้อหนึ่ง
สาวใช้สองคนนั้นลืมเรื่องสุนัขดำไปเสียสนิท กลับยกเรื่องคนขายขนมฮวากาวขึ้นมาพูดแทน
อาการของพวกนางน่าจะเหมือนกับพี่ถง
พวกเขาถูกลบความทรงจำ ถูกนักพรตลบความทรงจำไปแล้ว!
นี่คือวิธีที่นักพรตใช้จัดการปัญหาตามหลังให้เขาสินะ!
เขาสามารถลบความทรงจำคนอื่นได้ด้วย! เขาแข็งแกร่งถึงเพียงไหนกันเนี่ย!
เมื่อเห็นสวีจื้อฉยงตาลอย ถงชิงชิวก็ถามอย่างร้อนใจ "เจ้ารีบเล่ามาสิ เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
ถ้าตอนนี้บอกว่าไม่มีอะไร ถงชิงชิวต้องไม่เชื่อแน่!
แต่ถ้าเล่าความจริงให้ฟัง เรื่องคงบานปลายใหญ่โต
นักพรตกำชับนักหนา ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องราวของวิถีตุลาการให้ใครรู้เด็ดขาด
สวีจื้อฉยงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย "เมื่อวานข้า... ข้าสอบผ่านการทดสอบครั้งใหญ่ แต่... แต่ดันไปล่วงเกินอวี๋ซาน เพื่อนร่วมชั้นเรียนเข้า เขาเป็นลูกชายของอวี๋ซั่งซูแห่งกรมอาญา เขา... เขาบอกว่าต่อให้ข้าสอบผ่าน วันข้างหน้าก็ไม่อาจไปทำงานที่ศาลว่าการได้ ใคร... ใครก็ช่วยข้าไม่ได้"
สวีจื้อฉยงแต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ แถมยังแต่งได้เนียนสนิทไร้ที่ติ นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง
ถงชิงชิวได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด "มันกล้าดียังไง! ต้าเซวียนไม่มีกฎหมายบ้านเมืองหรือไร? จะปล่อยให้มันทำตัวอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร? อย่างมากก็แค่ไม่ต้องไปกรมอาญา เจ้าไปทำงานที่อื่น มันก็ยุ่งไม่เข้าแล้ว!"
"ทะ... ท่านอาจารย์ใหญ่ของเราก็พูดเช่นนั้นเหมือนกัน"
"แล้วเจ้าจะกลัวอะไรอีกล่ะ?"
"เพราะเหตุนี้ข้าถึงบอกไง ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว"
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู ทำเอาถงชิงชิวตกใจแทบจะมุดลงใต้เตียง
สวีจื้อฉยงร้องถาม "ใครน่ะ?"
เสียงทุ้มต่ำดังตอบกลับมาจากนอกประตู "จื้อฉยง ข้ามาเยี่ยมเจ้าน่ะ"
อาจารย์ใหญ่หลินเทียนเจิ้ง!
สวีจื้อฉยงรีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกไปต้อนรับ
เมื่อพบอาจารย์ใหญ่ สวีจื้อฉยงก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม อาจารย์ใหญ่ยิ้มรับ พลางมองเข้าไปในบ้าน สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้ฝึกตนวิถีหยินหยาง
ถงชิงชิวไม่ได้หลบซ่อนตัว เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือวิถีสังหารขั้นสี่ การหลบซ่อนตัวไม่มีประโยชน์อันใด ซ้ำยังเป็นการเสียมารยาทอีกด้วย
เมื่อแน่ใจว่าภรรยาไม่ได้อยู่แถวนี้ ถงชิงชิวก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินออกจากบ้าน ประสานมือคารวะพลางเอ่ย "ถงจิ่น คารวะอาจารย์ใหญ่หลิน"
จิ่น คือชื่อจริงของพี่ถง ชิงชิว คือชื่อรองของเขา
ในต้าเซวียน เมื่อผู้ชายโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าพิธีสวมกวานแล้ว พ่อแม่จะตั้งชื่อรองให้ เมื่อผู้ใหญ่พูดคุยกัน จะต้องเรียกชื่อรองของอีกฝ่าย การเรียกชื่อจริงถือเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเรียกตัวเอง ห้ามเรียกชื่อรองเด็ดขาด ต้องเรียกชื่อจริงของตัวเอง เพื่อแสดงความถ่อมตน
จื้อฉยง คือชื่อรองของสวีจื้อฉยงงั้นหรือ?
ไม่ใช่
สวีจื้อฉยงชื่อสวีจื้อฉยง เขาเพิ่งจะอายุสิบเก้า (นับตามปีเกิด) ต้องอายุยี่สิบถึงจะเข้าพิธีสวมกวานได้ ตอนนี้เขาจึงยังไม่มีชื่อรอง
ต่อให้เข้าพิธีสวมกวานแล้ว เด็กกำพร้าที่พ่อแม่ตายจากไปหมดอย่างเขา ใครจะเป็นคนตั้งชื่อรองให้ล่ะ?
อาจารย์ใหญ่หลินมองถงชิงชิว พลางหัวเราะเบาๆ "นักพรตขั้นหก ถงชิงชิว ข้าได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ได้ข่าวว่าไท่ปู่แห่งสำนักหยินหยางเชิญเจ้าไปรับราชการหลายต่อหลายครั้ง แต่เจ้าก็ปฏิเสธไปเสียหมด"
ไท่ปู่ คือผู้บัญชาการสำนักหยินหยาง มีตำแหน่งขุนนางขั้นสาม
สำนักหยินหยาง เป็นหน่วยงานสำคัญของราชสำนักต้าเซวียน ขุนนางทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนวิถีหยินหยาง หน้าที่ความรับผิดชอบคล้ายคลึงกับหอฝึกตนของสำนักม่อเจีย
หอฝึกตนเน้นไปทางวิทยาศาสตร์ สำนักหยินหยางเน้นไปทางไสยศาสตร์ แน่นอนว่า นี่คือความเข้าใจส่วนตัวของสวีจื้อฉยง ในโลกแห่งพลังเหนือธรรมชาติเช่นนี้ วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์สิ่งใดเป็นหลัก ก็ยากที่จะแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน
ถงชิงชิวส่ายหน้า "การรับราชการไม่ใช่ความปรารถนาของข้า จึงทำให้ความหวังดีของท่านไท่ปู่ต้องสูญเปล่า"
ผู้ฝึกตนขั้นหกของวิถีหยินหยาง เรียกว่า นักพรตหยินหยาง วิถีหยินหยางเป็นหนึ่งในร้อยวิถีนอกรีต ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างวิถีนอกรีตกับสี่วิถีมาตรฐานคือขีดจำกัดสูงสุดในการฝึกตน
สี่วิถีมาตรฐานได้รับการคุ้มครองจากเทพเจ้าที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น วิถีสังหารพยัคฆ์ขาว เทพพยัคฆ์ขาวมีสถานะอยู่เหนือขั้นหนึ่ง เป็นการดำรงอยู่ที่เหนือกว่าระดับขั้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ฝึกตนวิถีพยัคฆ์ขาวสามารถฝึกฝนได้สูงสุดถึงขั้นหนึ่ง กลายเป็นเทพนักษัตรที่หลุดพ้นจากโลกมนุษย์
ในขณะที่วิถีหยินหยางได้รับการคุ้มครองจากดาวคู่แห่งการเกิดและดับ ดาวคู่เป็นขุนนางสวรรค์ ระดับของขุนนางสวรรค์คือขั้นสอง ยังอยู่ต่ำกว่าเทพนักษัตร ซึ่งหมายความว่า ผู้ฝึกตนวิถีหยินหยางสามารถฝึกฝนได้สูงสุดแค่ขั้นสาม ขั้นสามคือขีดจำกัดของมนุษย์ ขีดจำกัดสูงสุดของวิถีหยินหยาง จึงยังคงวนเวียนอยู่ในระดับของมนุษย์เท่านั้น
ขีดจำกัดสูงสุดคือขั้นสาม ถงชิงชิวอยู่ขั้นหก ระดับพลังขั้นหกในวิถีหยินหยางถือว่าหาได้ยากยิ่ง มิน่าล่ะไท่ปู่ถึงได้เชิญเขาไปรับราชการหลายครั้ง
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี หลินเทียนเจิ้งก็เข้าเรื่อง เขาจะพาสวีจื้อฉยงไปพบเพื่อนคนหนึ่ง
เรื่องแบบนี้ ถงชิงชิวเข้าใจดี สวีจื้อฉยงก็เข้าใจเช่นกัน หลินเทียนเจิ้งต้องการพาสวีจื้อฉยงไปสังสรรค์ เพื่อช่วยขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ให้เขา
หลินเทียนเจิ้งหันไปเอ่ยกับถงชิงชิว "ท่านนักพรตถง จะให้เกียรติไปร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ กับพวกเราได้หรือไม่?"
ดูเหมือนจะเป็นการเชิญด้วยความเต็มใจ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น อย่าได้เก็บไปใส่ใจเชียวล่ะ
ถงชิงชิวรีบประสานมือคารวะตอบ "ที่บ้านข้ายังมีธุระสำคัญ ไม่ต้องเกรงใจ เชิญท่านทั้งสองตามสบายเถิด"
สวีจื้อฉยงตามหลินเทียนเจิ้งไปกินเลี้ยง ส่วนถงชิงชิวก็ซ่อนตัวอยู่ที่บ้านสวีจื้อฉยงต่อไป
ในฐานะอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาอู่เช่อ แม้หลินเทียนเจิ้งจะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ก็ถือเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสาม ตามหลักแล้วเวลาออกไปข้างนอก ต้องขี่ม้าหรือนั่งเกี้ยว และต้องมีบ่าวรับใช้ติดตาม
ทว่าหลินเทียนเจิ้งไม่ชอบความโอ่อ่า ไม่ชอบมีคนติดตาม และยิ่งไม่ชอบพิธีรีตองอันน่ารำคาญ ปกติเขาจะสวมชุดธรรมดา ไปไหนมาไหนคนเดียว ทางไกลขี่ม้า ทางใกล้เดินเท้า เดินไปตามท้องถนน ก็ดูเหมือนชายชราผู้กระฉับกระเฉงคนหนึ่งเท่านั้น
ถึงแม้อาจารย์ใหญ่หลินจะชอบความเรียบง่าย แต่ขุนนางใหญ่ขั้นสามออกมากินข้าวทั้งที ก็ต้องเลือกสถานที่เสียหน่อย ในเมืองหลวง มีเพียงหอเฟิงเล่อ หอฮุ่ยเซียน หอปาเซียน และหอซีอี๋เฉิง เท่านั้นที่คู่ควรกับฐานะของขุนนางใหญ่ขั้นสาม
สถานที่กินข้าววันนี้ก็คือหอเฟิงเล่อ หอเฟิงเล่อสูงสามชั้น มีอาคารหลักหนึ่งหลัง อาคารรองสี่หลัง ห้าอาคารเชื่อมต่อกัน สามารถรองรับแขกได้กว่าพันคน
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารพอดี พนักงานในร้านแต่งกายสะอาดสะอ้าน ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน เมื่อเห็นหลินเทียนเจิ้งเดินเข้ามา พนักงานคนหนึ่งก็รีบเข้าไปต้อนรับ "นายท่านทั้งสอง จองโต๊ะไว้หรือยังขอรับ?"
หลินเทียนเจิ้งพยักหน้า "จองแล้ว ชั้นสาม"
หอเฟิงเล่อทั้งสามชั้น แต่ละชั้นมีระดับแตกต่างกัน ชั้นหนึ่งเป็นโถงใหญ่ กินข้าวธรรมดามื้อหนึ่ง ก็ตกประมาณห้าตำลึงเงิน
ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัว มื้อหนึ่งก็ตกประมาณสิบตำลึง
ชั้นสามเป็นห้องหรู มื้อหนึ่งอย่างน้อยก็สามสิบตำลึง
สามสิบตำลึง ก็เท่ากับหนึ่งหมื่นห้าพันหยวน
คนที่สามารถขึ้นไปกินข้าวบนชั้นสามได้ ฐานะย่อมไม่ธรรมดา พนักงานรีบนำทาง "นายท่าน เชิญด้านในขอรับ ไม่ทราบว่าท่านจองโต๊ะไหนไว้หรือขอรับ?"
หลินเทียนเจิ้งส่ายหน้า "จำไม่ได้แล้ว สุยซื่อหลางแห่งกรมกลาโหมเป็นคนจอง"
พนักงานรีบประสานมือคารวะ "เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้ขอรับ"
ทั้งสองตามพนักงานไปยังห้องหรู หน้าห้องมีผู้ติดตามสองคนยืนอยู่ เมื่อเห็นหลินเทียนเจิ้งก็รีบทำความเคารพ
สุยจื้อ รองเสนาบดีกรมกลาโหม ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก็รีบเดินออกมาจากห้องหรู ประสานมือคารวะพลางเอ่ย "อาจารย์ใหญ่ ตกลงกันไว้ว่าข้าจะไปรับท่านที่จวนแท้ๆ แต่ข้ากลับไปช้าเสียได้"
สุยจื้อเคยเป็นลูกศิษย์ของสำนักศึกษาอู่เช่อ เวลาอยู่กันตามลำพังกับหลินเทียนเจิ้ง เขาจะเรียกตัวเองว่าลูกศิษย์เสมอ
หลินเทียนเจิ้งหัวเราะร่วน "ระหว่างเจ้ากับข้าไม่ต้องมากพิธีหรอก จื้อฉยง คารวะใต้เท้าสุยสิ"
สวีจื้อฉยงทำหน้าซื่อๆ ทำความเคารพสุยจื้อโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นท่าทางเซ่อซ่าของสวีจื้อฉยง หลินเทียนเจิ้งก็หัวเราะเจื่อนๆ "เด็กคนนี้เป็นคนซื่อๆ อย่าได้ถือสาเขาเลย"
สุยจื้อยิ้มรับ "อาจารย์ใหญ่พูดอะไรกัน ข้าชอบคนนิสัยตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ จื้อฉยง เงยหน้าขึ้นมาสิ ให้ข้าดูหน้าเจ้าชัดๆ หน่อย!"
สวีจื้อฉยงเงยหน้าขึ้น
สุยจื้อถอนหายใจ "เหมือน เหมือนจริงๆ หน้าตาก็เหมือน ท่าทางก็เหมือน เหมือนพ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยน"
สุยจื้อเคยเป็นเพื่อนร่วมรบของสวีหย่งเหริน เรื่องนี้สวีจื้อฉยงจำได้ดี
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี ทั้งเจ้าภาพและแขกก็พากันนั่งลง ผู้ติดตามสั่งให้พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟ
สวีจื้อฉยงเพิ่งจะเคยสัมผัสกับความหรูหราของโลกนี้เป็นครั้งแรก มีทั้งปลาดิบแช่น้ำแข็ง (จั๋วกุ้ย) ปูแช่เหล้าสิบเครื่องเทศ (สี่โส่วเซี่ย) ไก่ทอดอบเตาสามครั้ง (ซานเผิงซานจ้าหลูเป้ยจี) และที่อร่อยที่สุดก็คือ เนื้อแกะเสียบไม้ (หยางโถวเชียน)
เนื้อแกะเสียบไม้ ไม่ใช่เนื้อแกะหั่นเต๋าเสียบไม้ แต่เป็นเนื้อแกะม้วน เอาเนื้อแกะมาแล่เฉพาะส่วนหัวเท่านั้น นำมาม้วนเป็นก้อน แล้วต้มอย่างพิถีพิถัน
จากนั้นก็นำต้นหอมสดมาหั่นใบออก ลอกเปลือกหอมออกทีละชั้น จนเหลือแต่แกนหอมขนาดเท่าใบกุยช่าย นำมากินคู่กับเนื้อแกะม้วน
ต้องใช้หัวแกะถึงสิบหัว ถึงจะทำเนื้อแกะเสียบไม้ได้หนึ่งจาน สวีจื้อฉยงใช้มือหยิบกินอย่างตะกละตะกลาม ทำเอาหลินเทียนเจิ้งขมวดคิ้ว
"จื้อฉยง เจ้ารักษามารยาทหน่อยสิ ช่างไม่รู้จักธรรมเนียมเอาเสียเลย!"
มารยาทเรอะ?
ถ้ามัวแต่ห่วงมารยาท จะไม่เป็นการทำลายอาหารมื้อค่ำอันแสนอร่อยนี้หรือ?
ข้ามันก็แค่คนโง่คนหนึ่ง เจออาหารเลิศรสแบบนี้ จะมัวเสแสร้งสงวนท่าทีไปทำไม?
สุยจื้อกลับมองอย่างเอ็นดู รินเหล้าให้สวีจื้อฉยงด้วยตัวเอง "ค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ คืนนี้กินให้อิ่มไปเลย"
หลินเทียนเจิ้งแทบจะไม่ได้แตะตะเกียบ จุดประสงค์ของวันนี้ไม่ใช่การมากินข้าว จุดประสงค์ของวันนี้คือการให้สวีจื้อฉยงเข้าร่วมกองทัพ
"ลูกผู้ชายสายวิถีสังหาร สมควรสร้างผลงานในสนามรบ วันข้างหน้าของจื้อฉยง คงต้องฝากฝังให้เจ้าดูแลแล้ว"
นานๆ ทีหลินเทียนเจิ้งจะเอ่ยปากขอร้อง ด้วยฐานะรองเสนาบดีกรมกลาโหมของสุยจื้อ การจะจัดหาตำแหน่งนายทหารชั้นผู้น้อยให้สวีจื้อฉยงสักตำแหน่ง เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
แต่นึกไม่ถึงว่าสุยจื้อกลับมีสีหน้าลำบากใจ "อาจารย์ใหญ่ ไม่ใช่ว่าลูกศิษย์ไม่รับปาก แต่วันสอบใหญ่ท่านก็เห็นแล้ว เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา หน่วยข่าวกรองหลวง (หวงเฉิงซือ) ก็หมายตาเขาไว้ จงเซินเป็นคนโปรดของฝ่าบาท คนที่เขาหมายตาไว้ ลูกศิษย์คงแย่งมาไม่ได้หรอกขอรับ"
หลินเทียนเจิ้งได้ยินดังนั้นก็หน้าตึง
อะไรคือแย่งไม่ได้?
สำนักศึกษาอู่เช่อมีศิษย์สำเร็จการศึกษาปีละเจ็ดสิบคน สวีจื้อฉยงเป็นแค่เด็กกำพร้ายากจนไร้เส้นสายคนหนึ่ง หากสุยจื้อต้องการตัวเขาจริงๆ จงเซินจะกล้าหักหน้ามาแย่งชิงไปหรือ?
ชัดเจนว่าเขาไม่อยากช่วย!
เมื่อเห็นอาจารย์ใหญ่มีสีหน้าไม่พอใจ สุยจื้อก็รีบอธิบาย "อาจารย์ใหญ่ หน่วยข่าวกรองหลวงเป็นสถานที่ที่ดีนะขอรับ ด้วยพรสวรรค์ของจื้อฉยง ต้องได้ไปอยู่ค่ายอู่เวยแน่ ค่ายอู่เวยเบี้ยหวัดสูง หน้าที่การงานมีหน้ามีตา ไม่ต้องออกไปจากเมืองหลวง และไม่ต้องไปทนทุกข์ทรมานในค่ายทหาร ตอนนี้พวกทูหนูทางเหนือกำลังฮึกเหิม จื้อฉยงก็เป็นแค่เด็กกำพร้า ข้าก็แค่เป็นห่วง..."
"พอแล้ว!" หลินเทียนเจิ้งลุกขึ้นพรวด หันไปเอ่ยกับสวีจื้อฉยง "เจ้าอยู่ดื่มเหล้าเป็นเพื่อนใต้เท้าสุยที่นี่นะ ข้าจะไปเข้าห้องน้ำหน่อย!"
เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นคำพูดเลี่ยงๆ ของการไปเข้าห้องน้ำ
หากเป็นนิสัยแต่ก่อน หลินเทียนเจิ้งคงโยนตะเกียบทิ้งแล้วเดินหนีไปแล้ว แต่วันนี้เพื่ออนาคตของสวีจื้อฉยง เขาจึงไม่อยากล่วงเกินสุยจื้อ ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย เพื่อระงับความโกรธ
เมื่อหลินเทียนเจิ้งออกไปจากห้อง สุยจื้อก็จ้องมองสวีจื้อฉยงอย่างละเอียด ปากก็พึมพำ "เด็กดี เด็กดีของข้า"
สวีจื้อฉยงชะงัก คำพูดนี้ฟังดูเลี่ยนๆ นะ?
ใต้เท้าสุยผู้นี้คงไม่ได้มีรสนิยมแปลกๆ หรอกนะ?
สวีจื้อฉยงวางตะเกียบลง เช็ดมือที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เรอออกมาเสียงดัง "ข้าอิ่มแล้ว"
"เจ้าเด็กโง่ ข้าจะทนเห็นเจ้าไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบได้อย่างไร" สุยจื้อยิ้ม รอยยิ้มนั้นช่างคลุมเครือ
ยิ่งฟังยิ่งเลี่ยน สวีจื้อฉยงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
สุยจื้อรินเหล้าให้สวีจื้อฉยงอีกจอก "การไปอยู่หน่วยข่าวกรองหลวง ก็เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าเอง ไม่ว่าจะอยู่ค่ายอู่เวย หรือที่ศาลว่าการถือโคม (จ่างเติงหยาเหมิน) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จงจำไว้ให้ดีว่า การชี้เป็นชี้ตาย ล้วนขึ้นอยู่กับหลักฟ้าดินแห่งความดีความชั่ว ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ก็ห้ามลืมเจตนารมณ์เดิมเด็ดขาด"
สวีจื้อฉยงทำหน้าซื่อ ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัว
การชี้เป็นชี้ตาย ล้วนขึ้นอยู่กับหลักฟ้าดินแห่งความดีความชั่ว นี่คือคำพูดของนักพรต นี่คือเจตนารมณ์เดิมของตุลาการ
เขารู้เจตนารมณ์เดิมของตุลาการได้อย่างไร?
เขาเองก็เป็นตุลาการเหมือนกันงั้นหรือ?
นี่คือเหตุผลที่เขาคอยพูดแก้ต่างให้ตนในวันสอบใหญ่งั้นหรือ?
สุยจื้อจ้องมองสวีจื้อฉยงอย่างเงียบๆ คอยสังเกตปฏิกิริยาของเขา
สวีจื้อฉยงอึ้งไปพักใหญ่ มองหน้าสุยจื้อ "อะไรคือการชี้เป็นชี้ตาย?"
[จบแล้ว]