เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - มวยปล้ำ

บทที่ 16 - มวยปล้ำ

บทที่ 16 - มวยปล้ำ


บทที่ 16 - มวยปล้ำ

ยามไห่คือช่วงเวลาตั้งแต่สามทุ่มถึงห้าทุ่ม ตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่ยามโหย่ว ซึ่งก็คือห้าโมงเย็น หมายความว่าต้องรออีกอย่างน้อยสี่ชั่วโมง

ทว่าสี่ชั่วโมงนี้กลับไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย เพราะการแข่งขันบนเวทีนั้นดุเดือดและน่าตื่นเต้นตลอดเวลา!

การแข่งขันบางคู่ก็ขาวจั๊วะ บางคู่ก็คล้ำไปสักหน่อย บางคู่ก็ดูบึกบึน บางคู่ก็ดูอวบอั๋น

สวีจื้อฉยงมัวแต่เพลิดเพลินกับการชมสีสันและทรวดทรงของการแข่งขัน ทว่าฉู่เหอและหยางอู่ที่มาดูจนชินแล้ว กลับให้ความสนใจไปที่ผลแพ้ชนะมากกว่า

การแข่งขันแบบนี้ มีคนสนใจผลแพ้ชนะด้วยหรือ?

มีสิ!

ตราบใดที่มีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง!

ลูกจ้างของโรงมหรสพถือป้ายไม้ไผ่เดินแทรกตัวไปตามกลุ่มผู้ชม พลางร้องตะโกนบอกอัตราต่อรอง

ป้ายไม้ไผ่หนึ่งอันราคาจำหน่ายสิบอีแปะ ป้ายสีต่างๆ เป็นตัวแทนของการลงพนันให้กับนักมวยปล้ำแต่ละคน

ฉู่เหอควักเงินหนึ่งร้อยอีแปะ ซื้อป้ายสีแดงมาสิบอัน เพื่อลงพนันให้กับนักมวยปล้ำหญิงที่ชื่อ ‘ไซ่เหมินเสิน’ (ผู้แปล: ไซ่เหมินเสิน แปลว่า เก่งกาจกว่าเทพทวารบาล)

หญิงสาวผู้นี้รูปร่างกำยำล่ำสัน ทว่าสวีจื้อฉยงกลับรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของนางดูเชื่องช้าไปสักหน่อย หลังจากปล้ำกับนักมวยปล้ำหญิงผิวคล้ำอยู่พักหนึ่ง ก็ถูกนักมวยปล้ำผิวคล้ำจับทุ่มกระเด็นออกนอกวงไปอย่างง่ายดาย

หยางอู่อธิบาย “เห็นไหมล่ะ หญิงสาวผู้นั้นคือเฮยซื่อเจี่ย เมื่อก่อนนางก็เคยเป็นถึงราชินีแห่งเวทีนี้ ทว่าน่าเสียดายที่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเซียวซานเหนียง จนต้องลดชั้นลงมาเป็นนักมวยปล้ำคู่เปิดรายการแทน”

เฮยซื่อเจี่ย สวีจื้อฉยงเคยเห็นโปสเตอร์ของนางมาก่อน ตอนที่เขากลับบ้านครั้งที่แล้ว ประจวบเหมาะกับเป็นวันที่นางต้องขึ้นประลองกับเซียวซานเหนียงพอดี

เฮยซื่อเจี่ยผู้นี้มีการเคลื่อนไหวที่ว่องไวมาก นางลงแข่งติดต่อกันสามรอบ และสามารถเอาชนะได้รวดทั้งสามรอบ

ในช่วงพักครึ่ง ลูกจ้างก็ถือป้ายไม้ไผ่เดินมาอีกครั้ง หยางอู่ลงพนันข้างเฮยซื่อเจี่ยไปสองร้อยอีแปะ ส่วนฉู่เหอลงพนันข้างคู่แข่งของนางที่ชื่อ ‘สยงจ้วงซาน’ ไปร้อยอีแปะ

ชื่อนี้ช่างดุดันเสียนี่กระไร!

นักมวยปล้ำหญิงที่ชื่อสยงจ้วงซานผู้นี้ มีรูปร่างล่ำสันสมชื่อ ดูคล้ายหมี แถมยังมีพละกำลังมหาศาลราวกับจะพุ่งชนภูเขาให้ถล่มทลายได้

เหตุใดฉู่เหอถึงลงพนันข้างนางกันล่ะ? รสนิยมของเขาช่างแปลกประหลาดเสียจริง?

สวีจื้อฉยงชื่นชอบรูปร่างของศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็จริง ทว่าเขากลับทำใจให้ชื่นชอบแม่นางสยงจ้วงซานผู้นี้ไม่ได้เลย

การแข่งขันเริ่มขึ้น สยงจ้วงซานพุ่งเข้าชนเฮยซื่อเจี่ยอย่างแรง เฮยซื่อเจี่ยเบี่ยงตัวหลบ อาศัยแรงปะทะของสยงจ้วงซาน คว้าเข็มขัดของนางไว้ แล้วเหวี่ยงกระเด็นออกนอกวงไป

หยางอู่ชนะพนันได้เงินมาห้าสิบอีแปะ เขายิ้มเยาะเย้ยฉู่เหอ

ฉู่เหอแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด เพียงพริบตาเดียว เงินร้อยอีแปะก็ปลิวหายไปอีกแล้ว

สวีจื้อฉยงรู้ดีว่าเหตุใดฉู่เหอถึงเสียเงินพนันตลอดเวลา เป็นเพราะเขามักจะหวังพึ่งโชคชะตา อยากจะรวยทางลัดด้วยการแทงม้ารองนั่นเอง

ทว่าด้วยฝีมือระดับเฮยซื่อเจี่ย คู่ต่อสู้จะเอาชนะแบบพลิกล็อกได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แล้วเซียวซานเหนียงเป็นคนแบบไหนกันนะ? นางใช้วิธีใดถึงสามารถเอาชนะเฮยซื่อเจี่ยได้?

ดูเหมือนว่าสวีจื้อฉยงจะเริ่มคล้อยตามเพื่อนๆ เสียแล้ว เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับผลแพ้ชนะของการแข่งขันเช่นกัน

เมื่อใกล้จะถึงยามไห่ เสียงฆ้องก็ดังกังวานขึ้น มีการเพิ่มโคมไฟบนเวทีอีกสิบดวง เสียงโห่ร้องเชียร์จากผู้ชมดังกระหึ่ม หยางอู่จึงกระซิบเตือน “เซียวซานเหนียงกำลังจะขึ้นเวทีแล้ว”

ทันใดนั้น หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งก็เดินนวยนาดมาที่กลางเวที นางสวมกางเกงสีม่วงและเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียว นางขยับคอและบิดเอวไปมาก่อนจะก้าวขึ้นสู่เวที

นี่น่ะหรือเซียวซานเหนียง?

รูปร่างของแม่นางผู้นี้ช่างได้สัดส่วน หน้าตาก็งดงามหมดจด ทว่าแต่งหน้าจัดไปสักหน่อย จึงมองเห็นใบหน้าไม่ค่อยชัดเจนนัก รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออก

ทว่าเสื้อผ้าของนางกลับแตกต่างจากคนอื่นๆ

มันเยอะมาก! มากกว่าคนอื่นๆ ตั้งเยอะ!

“นางสวมเสื้อผ้ามิดชิดไปหน่อยหรือเปล่า?”

หยางอู่อธิบาย “ซานเหนียงมีกฎของนางอยู่ หากนางพ่ายแพ้บนเวทีนี้สักครั้ง นางก็ยินดีจะแต่งกายเหมือนคนอื่นๆ ทว่าตั้งแต่ขึ้นปล้ำมา ซานเหนียงยังไม่เคยแพ้ใครเลย นางจึงสวมเสื้อผ้ามิดชิดเช่นนี้ ทำให้พวกเราหมดสิทธิ์ได้เห็นของดีไปเลย”

ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น คู่ต่อสู้ของเซียวซานเหนียงคือหญิงสาวที่มีฉายาว่า ‘ท่าวั่นชวน’ (ผู้แปล: ท่าวั่นชวน แปลว่า เหยียบย่ำหมื่นสายน้ำ)

หญิงสาวผู้นี้มีรูปร่างผอมบาง หน้าอกแบนราบราวกับไม้กระดาน ไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจเลยแม้แต่น้อย พละกำลังก็ไม่มาก ความเร็วก็ไม่ถือว่าเร็ว ดูไม่เหมือนนักมวยปล้ำที่เก่งกาจอะไรเลย

หยางอู่ลงพนันข้างเซียวซานเหนียง ทว่าสีหน้าของเขาในยามนี้กลับดูตึงเครียด

“ก้าวย่างของท่าวั่นชวนนั้นยอดเยี่ยมมาก การจะเอาชนะในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

สมกับเป็นขาประจำของโรงมหรสพจริงๆ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ถึงจุดสำคัญ ท่าวั่นชวนผู้นี้มีความโดดเด่นด้านเทคนิค ท่วงท่าของนางมั่นคงและรัดกุมมาก

เซียวซานเหนียงเดินวนดูเชิงอยู่หลายรอบ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัว หมายจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคู่ต่อสู้

การกอดรัดฟัดเหวี่ยงไม่ใช่ปัญหา ท่าวั่นชวนตั้งท่ารอรับมืออยู่แล้ว ฉู่เหอเอ่ยชม “ทักษะการทุ่มของท่าวั่นชวนนั้นยอดเยี่ยมมาก การแข่งขันครั้งนี้นางต้องชนะแน่”

เขาลงพนันข้างม้ารองอีกแล้ว

ขณะที่ทั้งสองกำลังจะกอดรัดกัน เซียวซานเหนียงก็เปลี่ยนกลยุทธ์กะทันหัน นางทำท่าหลอกล่อ ก่อนจะพลิกตัวอ้อมไปอยู่ด้านหลังของท่าวั่นชวน

ท่าวั่นชวนตั้งรับไม่ทัน จึงถูกเซียวซานเหนียงกอดรัดจากด้านหลัง แล้วโยนออกนอกวงไป

ผู้ชมต่างพากันส่งเสียงเชียร์กึกก้อง หยางอู่ร้องตะโกนด้วยความดีใจ ส่วนฉู่เหอก็ทุบอกชกหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจ

ทุกคนต่างให้ความสนใจกับผลการแข่งขัน มีเพียงสวีจื้อฉยงที่ไม่ได้ลงพนันเท่านั้น ที่คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของการแข่งขันอย่างตั้งใจ

แปลก แปลกมาก!

การที่เซียวซานเหนียงสามารถอ้อมไปอยู่ด้านหลังของท่าวั่นชวนได้นั้น เป็นเพราะการทำท่าหลอกล่อเมื่อครู่นี้

ทว่าก้าวย่างของท่าวั่นชวนนั้นมั่นคง การรับมือก็สุขุมเยือกเย็น ไม่น่าจะตกหลุมพรางง่ายๆ เช่นนั้นได้

มันเป็นเพราะอะไรกันแน่?

นางแค่ทำท่าหลอกล่อเพียงครั้งเดียวเองหรือ?

การเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป จนสวีจื้อฉยงมองตามไม่ทัน

เพียงชั่วพริบตาเดียว เซียวซานเหนียงก็โยนนักมวยปล้ำหญิงคนอื่นๆ ออกนอกวงไปอีกหลายคน ทว่าสวีจื้อฉยงก็ยังคงมองการเคลื่อนไหวของนางไม่ทันอยู่ดี

เสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้ง การแข่งขันคู่เอกกำลังจะเริ่มขึ้น โฉวจินเฟิ่งที่สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีม่วงก้าวขึ้นสู่เวที

ผ่านเสื้อคลุมผ้าโปร่ง ทำให้สามารถมองเห็นเรือนร่างของโฉวจินเฟิ่งได้อย่างชัดเจน ในสายตาของสวีจื้อฉยง นี่คือรูปร่างมาตรฐานของนักกีฬา ตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่แน่นกระชับ ไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย

หยางอู่ยังคงลงพนันข้างเซียวซานเหนียง “นี่คือการแข่งขันที่ดุเดือด โฉวจินเฟิ่งไม่ได้สังกัดซุ้มหมู่ตาน เดิมทีนางเป็นนักมวยปล้ำสังกัดซุ้มฝูหรง ตระเวนแข่งขันมาถึงสามปีโดยไม่เคยพ่ายแพ้ กอบโกยเงินทองไปได้อย่างมหาศาล จนนางสามารถซื้อโรงมหรสพแห่งนั้นมาเป็นของตนเองได้ และเปลี่ยนชื่อเป็นซุ้มจินเฟิ่ง โดยนางรั้งตำแหน่งเจ้าของโรงมหรสพเสียเอง”

สวีจื้อฉยงถึงกับตกตะลึง โฉวจินเฟิ่งผู้นี้ถึงกับเป็นเจ้าของโรงมหรสพเชียวหรือ!

ในเมื่อเป็นถึงเจ้าของแล้ว เหตุใดถึงยังต้องมาลงแข่งขันมวยปล้ำอยู่อีกเล่า?

ฉู่เหอหัวเราะ “นางทนดูความจองหองของเซียวซานเหนียงไม่ไหวต่างหาก หากวันนี้เซียวซานเหนียงพ่ายแพ้ ไม่รู้ว่าจะต้องถูกนางหยามเหยียดมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่มากมายเลยล่ะ”

ฉู่เหอลงพนันข้างโฉวจินเฟิ่ง ทว่าครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการแทงม้ารอง เพราะอัตราต่อรองของทั้งสองฝ่ายนั้นสูสีกันมาก

เมื่อเสียงฆ้องดังขึ้น การแข่งขันก็เริ่มขึ้นทันที

โฉวจินเฟิ่งยื่นมือออกไปผลักเซียวซานเหนียง แค่ดูจากพละกำลังและความเร็ว ก็รู้แล้วว่าโฉวจินเฟิ่งเป็นผู้มีตบะการบำเพ็ญเพียร

น่าจะเป็นวิถีสังหาร อย่างน้อยก็ระดับขั้นเก้าช่วงกลาง

มีตบะการบำเพ็ญเพียรสูงถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงไม่ไปสอบรับราชการ?

แต่ก็นะ คนเขาสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ได้เป็นถึงเจ้าของโรงมหรสพ ชีวิตก็สุขสบายดีอยู่แล้ว

โฉวจินเฟิ่งผลักพลาดไปหลายครั้ง เพราะถูกเซียวซานเหนียงเบี่ยงตัวหลบได้หมด สวีจื้อฉยงจึงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

แม้สีหน้าของเซียวซานเหนียงจะดูเรียบเฉย ทว่าแท้จริงแล้วการหลบหลีกของนางไม่ได้ง่ายดายเลย ทักษะของนางสู้โฉวจินเฟิ่งไม่ได้ ทว่านางได้เปรียบตรงที่มีความว่องไวกว่า

เหตุใดนางถึงได้มีความว่องไวถึงเพียงนี้? ไวกว่าโฉวจินเฟิ่งถึงหนึ่งระดับเลยทีเดียว

โฉวจินเฟิ่งผลักพลาดหลายครั้ง จึงเริ่มเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเดินวนดูเชิงกันไปมา ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามลงมือก่อน

ผู้ชมด้านล่างเวทีเงียบกริบ แม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้าหายใจแรง

เฮ่อซื่อหลาง เจ้าของโรงมหรสพซุ้มหมู่ตาน แอบดูอยู่หลังเวทีด้วยความตื่นเต้น เหงื่อกาฬแตกพลั่กจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม

ซุ้มหมู่ตานคือโรงมหรสพที่ใหญ่ที่สุดในย่านหว่าซื่อหัวสะพาน หากการแข่งขันรอบนี้เซียวซานเหนียงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชื่อเสียงของซุ้มหมู่ตานก็คงจะป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

หลังจากเดินวนดูเชิงกันอยู่หลายรอบ เซียวซานเหนียงก็พุ่งตัวเข้าไป หมายจะโจมตีระยะประชิด

เอาอีกแล้ว สวีจื้อฉยงเบิกตากว้าง จ้องมองการเคลื่อนไหวของเซียวซานเหนียงตาไม่กะพริบ

ก้าวแรก เซียวซานเหนียงทำท่าจะพุ่งไปทางซ้าย โฉวจินเฟิ่งถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อตั้งรับทางด้านซ้าย

เซียวซานเหนียงก้าวไขว้เท้า พุ่งตัวไปทางขวา โฉวจินเฟิ่งก้าวออกด้านข้าง เพื่อตั้งรับทางด้านขวา

เซียวซานเหนียงถอยหลังหนึ่งก้าว โฉวจินเฟิ่งไม่หลงกล ยืนนิ่งอยู่กับที่

เซียวซานเหนียงกระโดดสลับซ้ายขวาอย่างรวดเร็วถึงห้าก้าวติด โฉวจินเฟิ่งตามความเร็วไม่ทัน จึงถูกเซียวซานเหนียงอ้อมไปอยู่ด้านหลัง

นี่ไม่ใช่การหลอกล่อ และโฉวจินเฟิ่งก็ไม่ได้หลงกล คราวนี้สวีจื้อฉยงมองเห็นอย่างชัดเจน ว่าเซียวซานเหนียงอาศัยความเร็วที่เหนือกว่าเอาชนะโฉวจินเฟิ่งไปได้

โฉวจินเฟิ่งพยายามจะหันกลับมา ทว่าเซียวซานเหนียงไม่เปิดโอกาสให้ นางผลักกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของโฉวจินเฟิ่งอย่างต่อเนื่อง

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าพละกำลังของเซียวซานเหนียงนั้นเทียบไม่ได้กับโฉวจินเฟิ่งเลย หากปล่อยให้โฉวจินเฟิ่งมีโอกาสตอบโต้แม้แต่ครั้งเดียว เซียวซานเหนียงจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าโฉวจินเฟิ่งกลับไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย นางถูกเซียวซานเหนียงผลักตกเวทีไปอย่างง่ายดาย

นางจะมีความเร็วระดับนี้ได้อย่างไร?

เรื่องนี้ทำให้สวีจื้อฉยงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาแล้ว เซียวซานเหนียงผู้นี้น่าจะเป็นสตรีโดยแท้

นางย่อมไม่สามารถ ‘ตอน’ ตัวเองได้ จึงไม่มีทางที่จะมีตบะการบำเพ็ญเพียรของสำนักขันทีได้

ในเมื่อไม่ใช่คนของสำนักขันที ทว่ากลับมีความเร็วเหนือกว่าโฉวจินเฟิ่งอย่างเห็นได้ชัด หากนางเป็นผู้ฝึกตนวิถีสังหารเหมือนกัน ก็แสดงว่านางมีตบะการบำเพ็ญเพียรอย่างน้อยระดับขั้นเจ็ดเชียวหรือ?

ผู้ฝึกตนวิถีสังหารระดับขั้นเจ็ด มาเป็นนักมวยปล้ำเนี่ยนะ? คิดอะไรอยู่กันแน่?

ยิ่งไปกว่านั้น พละกำลังของนางก็เห็นได้ชัดว่าอ่อนแอกว่ามาก จึงไม่น่าจะใช่ผู้ฝึกตนวิถีสังหาร

หากไม่ใช่วิถีสังหาร แล้วจะเป็นวิถีใดเล่า?

หรือว่าจะเป็นเหมือนกับตัวเขากัน?

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เฮ่อซื่อหลาง เจ้าของซุ้มหมู่ตาน ก็เดินออกมาจากหลังเวที ประสานมือคารวะโฉวจินเฟิ่งพลางเอ่ย “เถ้าแก่โฉว ขอน้อมรับชัยชนะไว้ด้วยความยินดี! เชิญท่านนั่งพักสักครู่เถิด ข้าขอเลี้ยงสุราท่านสักสองสามจอก!”

ช่างเป็นพ่อค้าที่เย่อหยิ่งจองหองเสียนี่กระไร เห็นแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

โฉวจินเฟิ่งกัดฟันกรอด ฉีกกระชากเสื้อคลุมผ้าโปร่งบนตัวทิ้ง เดินเปลือยท่อนบนออกจากโรงมหรสพไป

ผู้ชมต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความชอบใจ มีพวกมือบอนบางคนฉวยโอกาสยื่นมือไปลูบคลำ โฉวจินเฟิ่งก็จำต้องกัดฟันอดทนไว้

นี่คือราคาที่นางต้องจ่ายสำหรับการมาท้าประลอง

เฮ่อซื่อหลางประสานมือคารวะผู้ชม “ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนนะขอรับ!”

ผู้ชมต่างปรบมือโห่ร้องเกรียวกราว ฉู่เหอโกรธจนตบโต๊ะดังปัง “ไม่มีใครได้เรื่องเลยสักคน แม่งเอ๊ย ไม่มีใครได้เรื่องเลยสักคน!”

เขาแพ้พนันจนหมดตัว เงินสองพวงปลิวหายไปในพริบตา

เซียวซานเหนียงได้ยินคำสบถของเขา จึงส่งยิ้มยั่วยวน จ้องมองฉู่เหอพลางเอ่ย “นายท่านผู้นี้ หากท่านเก่งกาจนัก ก็ลองขึ้นมาประลองกันสักตั้งสิ!”

เฮ่อซื่อหลางหันไปตวาด “ซานเหนียง อย่าเสียมารยาทกับนายท่าน!”

ฉู่เหอแค่นเสียง “ข้าคร้านจะลดตัวลงไปต่อกรกับสตรีเพศอย่างเจ้า!”

เซียวซานเหนียงหัวเราะ “หากท่านเอาชนะข้าได้ ข้าจะจ่ายให้ท่านสิบตำลึงเงิน!”

“พูดจริงงั้นหรือ?” ฉู่เหอถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เตรียมจะก้าวขึ้นเวที

หยางอู่พยายามดึงรั้งเขาไว้ “อย่าไปเลย อย่าไป มันน่าอายนะ!”

เมื่อเห็นฉู่เหอก้าวขึ้นเวที เฮ่อซื่อหลางก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด เรื่องพรรค์นี้เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว พวกที่เสียพนันจนหน้ามืดตามัว อยากจะขึ้นเวทีมาท้าประลองมีถมเถไป

“นายท่านผู้นี้ หากท่านอยากจะประลอง ข้าก็ไม่ขัดข้อง ทว่าเราต้องตกลงกติกากันให้ชัดเจนเสียก่อน ห้ามโจมตีจุดตาย ห้ามเล่นสกปรก หากท่านทำผิดกติกา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน”

ฉู่เหอตวาดกลับ “ใครเล่นสกปรก ก็ให้มันเป็นลูกหมาไปเลย!”

“ดี! เชิญนายท่าน!” เฮ่อซื่อหลางสั่งให้ตีฆ้อง ฉู่เหอกับเซียวซานเหนียงก็มายืนประจันหน้ากันบนเวที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 16 - มวยปล้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว