- หน้าแรก
- ระบบจอมราชันย์วิถียุทธ์
- บทที่ 41 - ฉวยโอกาส
บทที่ 41 - ฉวยโอกาส
บทที่ 41 - ฉวยโอกาส
บทที่ 41 - ฉวยโอกาส
เมื่อฉู่ซีเซิงก้าวขึ้นสู่แท่นประลอง บรรดาศิษย์กว่าสี่พันคนบนลานฝึกซ้อมต่างก็ส่งเสียงฮือฮาซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่
หูค่านยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน จ้องมองฉู่ซีเซิงบนแท่นประลองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “หมอนี่ ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้จริงๆ ด้วย”
ส่วนหูไหลก็มีสีหน้าซับซ้อน “แม่วัวบินขึ้นฟ้าได้จริงๆ ด้วย”
หูค่านนึกในใจว่านั่นน่ะสิ?
หากฉู่ซีเซิงคว้าอันดับหนึ่งในการสอบครั้งนี้มาได้จริงๆ คงได้สนุกกันใหญ่แน่
ข่าวลือเกี่ยวกับฉู่ซีเซิงในสำนักยุทธ์นั้นเว่อร์วังมาก
คนที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเคยได้รับความช่วยเหลือจากฉู่ซีเซิง จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ส่วนหนึ่งก็มีเจตนาแอบแฝง และยังมีอีกบางส่วนที่แค่ต้องการพูดเอาสนุก
ส่วนคนที่ฟัง ส่วนใหญ่ก็ฟังเป็นแค่เรื่องตลกขบขัน เอาฮาเท่านั้น มีคนที่เชื่อจริงๆ เพียงหยิบมือเดียว
ทว่าสุดท้าย คนผู้นี้กลับคว้าอันดับหนึ่งของศิษย์สายในมาได้จริงๆ——
เขาส่ายหน้า รู้สึกว่าความคิดนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี “เจ้าคิดว่าสองคนนี้ใครมีโอกาสชนะมากกว่ากัน?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นเหอเฉา”
หูไหลลูบคาง ตอบอย่างไม่ลังเล “คนผู้นี้ฝึกเพลงกระบี่เก้าวังและเคล็ดบำรุงปราณถึงขั้นที่สามแล้ว วิชาเหินเมฆาบางเบาก็บรรลุถึงขั้นที่สอง ว่ากันว่ายังมีพรสวรรค์ ‘หัตถ์ไร้ช่องโหว่’ อีกด้วย เมื่อนำมาผสานกับเพลงกระบี่เก้าวังที่เน้นการตั้งรับแล้ว เรียกได้ว่าสวรรค์สร้างมาคู่กันเลยทีเดียว
ฝีมือของเหอเฉาด้อยกว่าหลิวซิงรั่ว ศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่งของสำนักทิศตะวันตกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในหมู่ศิษย์สายในก็เพียงพอที่จะติดหนึ่งในห้าอันดับแรกได้แล้ว โอกาสชนะของฉู่ซีเซิงนั้นแทบจะเป็นศูนย์——”
ข้างๆ พวกเขาคือฉู่อวิ๋นอวิ๋น เธอกำลังเอามือไพล่หลังมองไปบนแท่นประลอง แววตาสาดประกายประหลาด
เธอไม่คิดเลยว่า ฉู่ซีเซิงจะปลุกพรสวรรค์ ‘กายนางแอ่นเหินเงาข้ามเวลา’ ขั้นที่หนึ่งขึ้นมาได้ในยามคับขัน และยัง ‘ทะลวง’ เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้อีกด้วย
มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉู่อวิ๋นอวิ๋นเองก็อดไม่ได้ที่จะตั้งความหวังไว้เช่นกัน หวังว่าสุดท้ายแล้วฉู่ซีเซิงจะคว้าชัยชนะ และได้ ‘ภาพร่างกระบวนท่าลับ’ มาครอบครอง
ทว่าฝีมือของเหอเฉาผู้นี้ แข็งแกร่งมากจริงๆ พลังรบใกล้เคียงกับระดับขั้นแปดแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นเธอเป็นฉู่ซีเซิง เธอมีวิธีเอาชนะเหอเฉาแบบคนอ่อนแอกว่าเอาชนะคนแข็งแกร่งกว่าได้อย่างน้อยหนึ่งพันวิธี ทว่าเธอก็ไม่สามารถลงไปสู้แทนฉู่ซีเซิงได้
บนแท่นประลอง ฉู่ซีเซิงกำลังกำดาบแน่น เพ่งสมาธิจับจ้องไปที่คู่ต่อสู้
เพลงกระบี่เก้าวังขั้นสาม เคล็ดบำรุงปราณขั้นสาม วิชาเหินเมฆาบางเบาขั้นสอง——ตามหลักการแล้ว ต่อให้เขาจะสำเร็จวิชาเหินเมฆาบางเบาขั้นแรกแล้ว ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเหอเฉาได้เลย
ทว่า——
สายตาของฉู่ซีเซิงเลื่อนต่ำลง มองไปที่เข็มขัดของเหอเฉา
หมอนี่เห็นได้ชัดว่าเกิดในตระกูลร่ำรวย เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนหรูหราสะดุดตา
เข็มขัดที่เอวของเขาถึงกับเป็นเข็มขัดหนังวัวประดับหยก ด้านซ้ายของเข็มขัดยังห้อยหยกประดับไว้อีกชิ้นหนึ่ง
หยกประดับชิ้นนี้ยาวมาก ห้อยลงมาจนถึงชายเสื้อ เชือกที่ใช้ห้อยหยกประดับก็ถักทอด้วยเส้นไหมและด้ายทองคำ ทนทานเป็นอย่างยิ่ง
ภายในดวงตาของฉู่ซีเซิง ปรากฏประกายประหลาดพาดผ่าน
นี่คือโอกาสชนะของเขา ทว่าเขามีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ในจังหวะนี้เอง เหรียญทองแดงที่กรรมการโยนลงมาก็ตกลงถึงพื้น ส่งเสียงดัง ‘ติง’ กังวานใส
ฉู่ซีเซิงชักดาบออกมาก่อนคู่ต่อสู้ ทว่าความเร็วในการชักกระบี่ของเหอเฉาก็ไม่ช้าเช่นกัน สามารถปัดป้องไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
“ดาบของศิษย์น้องฉู่ รวดเร็วยิ่งนัก!”
เหอเฉารู้สึกใจหายใจคว่ำ เมื่อครู่นี้หากเขาชักกระบี่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ก็คงพ่ายแพ้แก่ฉู่ซีเซิงไปแล้ว
ลำดับต่อไป เขาจึงตั้งรับอย่างรัดกุมเป็นพิเศษ ปัดป้องการโจมตีตามแบบแผนอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็มองเห็นจุดอ่อนของฉู่ซีเซิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หมอนี่ที่อยู่ตรงหน้า ก็แค่มีดีอยู่ไม่กี่ท่าเท่านั้น มีกระบวนท่าดาบเพียงไม่กี่ท่าที่ฝึกมาจนรวดเร็วและดุดันเป็นพิเศษ
จากนั้นเหอเฉาก็เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการรุก หลังจากปะทะกันอยู่หลายกระบวนท่า เขาก็ยิ่งได้ใจมากขึ้น
กระบี่ในมือของเขากวัดแกว่งอย่างเปิดกว้าง พละกำลังเต็มเปี่ยม
เหอเฉามองเห็นจุดอ่อนของฉู่ซีเซิงได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ดาบของคนผู้นี้รวดเร็วมาก ทว่าด้วยข้อจำกัดของเคล็ดบำรุงปราณ พละกำลังจึงด้อยกว่าเขาเล็กน้อย
หากเขาใช้พละกำลังเข้าข่ม ย่อมสามารถเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
บนใบหน้าของเขาถึงกับปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “เมื่อดูให้ดีแล้ว ก็งั้นๆ แหละ——”
ทว่าในดวงตาของฉู่ซีเซิง กลับสาดประกายเจิดจ้าขึ้นมา
ยามนี้เหอเฉา ใช้กระบวนท่าหมุนตัวกระโดดฟัน ทำให้หยกประดับที่เอวซ้ายลอยสูงขึ้น
และในจังหวะนี้เอง ฉู่ซีเซิงก็กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง ร่างกายเร่งความเร็วเคลื่อนที่ไปด้านข้างอย่างกะทันหัน
ในขณะที่หลบหลีกการฟันด้วยกระบี่ยาวของเหอเฉา เขาก็พุ่งไปอยู่ด้านซ้ายของเหอเฉา ดาบยาวตวัดฟันเฉียง มุ่งตรงไปยังเอวของเหอเฉา
เมื่อเหอเฉาเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
วิชาตัวเบาของหมอนี่ ก็ยอดเยี่ยมไม่เบาเลยนี่!
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีวิชาเหินเมฆาบางเบาเพียงขั้นแรก ทว่าหากพูดถึงแค่ความเร็วในการเคลื่อนที่ กลับเหนือกว่าเขาที่สำเร็จวิชาเหินเมฆาบางเบาขั้นที่สองเสียอีก
หากอีกฝ่ายเลือกใช้กลยุทธ์ฉาบฉวย เหอเฉาคงรู้สึกรับมือได้ยากลำบากในตอนนี้
ทว่าหมอนี่มีโรคประจำตัวอยู่ ความทรหดอดทนต่ำมาก จึงไม่ต้องกังวลในจุดนี้
กลยุทธ์ฉาบฉวย มีแต่จะทำให้พละกำลังของฉู่ซีเซิงหมดสิ้นลงในเวลาอันสั้น
เหอเฉาระวังเรื่องวิชาตัวเบาของอีกฝ่ายอยู่แล้ว
ผู้ที่สามารถเอาชนะในรอบแรกมาได้ ย่อมต้องมีวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
ความเร็วของฉู่ซีเซิงรวดเร็วมาก ทว่าก็ยังไม่มากพอที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะได้
เหอเฉาใช้ปลายเท้าแตะพื้น ร่างกายก็เคลื่อนที่ไปทางขวาอย่างรวดเร็ว หลบหลีกคมดาบของฉู่ซีเซิงได้อย่างพอดิบพอดี
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ต้องตกตะลึง กระบวนท่านี้ของฉู่ซีเซิง ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ตัวเขา ทว่ากลับพุ่งเป้าไปที่หยกประดับที่เอวของเขาต่างหาก
ในขณะที่เหอเฉากำลังหลบหลีก ดาบเหล็กกล้าเบาร้อยหลอมก็ฟันไปโดนเชือกห้อยหยกประดับของเขาพอดี จากนั้นก็พันม้วนและกระชากอย่างแรง
เหอเฉาได้ยินเพียงเสียง ‘ปึง’ ดังสนั่น เข็มขัดประดับหยกของเขา ถึงกับถูกเชือกห้อยหยกนี้กระชากจนขาดสะบั้น
และบนใบหน้าของฉู่ซีเซิง ก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาพร้อมกัน
ภายในใจของเหอเฉาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ หมอนี่ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?
ในเวลาเดียวกันนั้น ศิษย์กว่าสี่พันคนด้านล่างเวที ก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขาไม่ได้สนใจเข็มขัดที่ขาดสะบั้นของเหอเฉา ทว่าตกตะลึงกับวิชาตัวเบาที่ฉู่ซีเซิงแสดงออกมาอย่างกะทันหันต่างหาก
เหอเฉาไม่เห็นเหตุการณ์ตอนที่ฉู่ซีเซิงฟันใบไผ่ จึงไม่รู้ความจริง
ทว่าผู้คนกว่าสี่พันคนที่อยู่ที่นี่ ล้วนจดจำวิชาตัวเบาอันงุ่มง่ามของฉู่ซีเซิงในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำ
ฉู่อวิ๋นอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ สีหน้าประหลาดใจ
วิชาเหินเมฆาบางเบาของฉู่ซีเซิง บรรลุขั้นที่หนึ่งตั้งแต่เมื่อใดกัน? หรือว่าเพิ่งจะบรรลุตอนที่กำลังจะประลอง?
ส่วนหลิวซิงรั่ว ศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่งของสำนักทิศตะวันตก กลับกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง สีหน้าดูไม่ได้สุดๆ
ฉู่ซีเซิงผู้นี้ ถึงกับซ่อนคมไว้ลึกถึงเพียงนี้!
เมื่อวิชาเหินเมฆาบางเบาของเขาผสานเข้ากับพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นหรือความเร็วของวิชาตัวเบา ล้วนใกล้เคียงกับวิชาเหินเมฆาบางเบาขั้นที่สามแล้ว!
ส่วนเซี่ยงขุยจากสำนักทิศใต้ของสำนักยุทธ์ มุมปากกระตุก นึกในใจว่าหมอนี่ช่างรู้จักอดทนอดกลั้นเสียจริง
นั่นก็หมายความว่า ในช่วงสุดท้ายของการสอบรอบแรก ฉู่ซีเซิงก็ยังกั๊กฝีมือไว้อยู่งั้นหรือ? ช่างเจ้าเล่ห์นัก!
ทว่าลำดับต่อมา สายตาของพวกเขาก็ถูกดึงดูดโดยสถานการณ์บนแท่นประลองอีกครั้ง
การฟันดาบของฉู่ซีเซิง กลับเปิดกว้างและดุดันขึ้นมา เขาเปลี่ยนมาใช้สองมือจับดาบ ฟันดาบหนักหน่วงเข้าใส่เหอเฉา
เหอเฉาคิดว่าหมอนี่คงจะร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว นี่มัน ‘เอาข้อด้อยของตน ไปสู้กับข้อได้เปรียบของศัตรู’ ชัดๆ
เขาหัวเราะร่า ปัดป้องอย่างสบายๆ อาวุธของทั้งสองปะทะกัน ส่งเสียง ‘เช้ง’ ดังสนั่น
“ศิษย์น้องฉู่ดูให้ดี ภายในห้ากระบวนท่า ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้——”
เหอเฉาไม่สามารถพูดต่อไปได้ เพราะเขาพบว่ากางเกงของตนกำลังหลุดร่วงลงมา
ยามนี้ทั้งสองปะทะดาบกันอีกครั้ง เมื่อพลังของทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าหากัน กางเกงของเหอเฉาก็ยิ่งเลื่อนหลุดลงมามากขึ้น
เหอเฉารีบยื่นมือไปดึงเป้ากางเกงของตนเองไว้
นึกในใจว่ากางเกงตัวนี้จะให้หลุดไม่ได้เด็ดขาด ด้านล่างมีคนกว่าสี่พันคนกำลังมองอยู่นะ!
หากกางเกงของเขาหลุดลงมาท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาจะยังมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เหอเฉาก็ทำได้เพียงใช้มือเดียวรับมือกับสองมือของคู่ต่อสู้ วิชาตัวเบาก็ถูกจำกัดลงอย่างมากเช่นกัน
ในหัวของเขาก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที
ดาบของฉู่ซีเซิงเมื่อครู่นี้ ก็เพื่อจุดประสงค์นี้งั้นหรือ?
เหอเฉาอดไม่ได้ที่จะร้องโหยหวน “ศิษย์น้องฉู่ เจ้าช่างต่ำช้านัก!”
เมื่อฉู่ซีเซิงได้ยินก็ยิ้มเยาะ ดาบที่สามฟันลงมาอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น
“ศิษย์พี่เหอกล่าวผิดไปแล้ว พวกเราผู้ฝึกยุทธ์เวลาต่อสู้ห้ำหั่นกัน ย่อมต้องใช้ทุกวิถีทางอยู่แล้ว!”
พละกำลังมือเดียวของเหอเฉา ด้อยกว่าสองมือของฉู่ซีเซิงมากนัก จึงถูกดาบหนักของฝ่ายตรงข้ามฟันจนเซถลาเสียหลัก
เขาเปลี่ยนไปใช้สายตาขอความช่วยเหลือ มองไปยังกรรมการทั้งสองบนแท่นประลอง “ครูฝึกทั้งสอง เข็มขัดของศิษย์ขาดแล้ว ขอความกรุณาหยุดพักการประลองชั่วคราว ให้ศิษย์ได้เปลี่ยนเข็มขัดเส้นใหม่ด้วยเถิด!”
ครูฝึกทั้งสองมองหน้ากัน ทว่ากลับทำเป็นหูทวนลม
มีกฎที่ไหนให้หยุดพักเปลี่ยนเข็มขัดระหว่างการประลองกันเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะเจ้าทำตัวหรูหราฟู่ฟ่า ห้อยหยกประดับยาวเฟื้อยขนาดนั้นเอง จะไปโทษใครได้?
ส่วนฉู่ซีเซิงกลับยกมุมปากขึ้น เขาตวัดดาบอีกครั้ง เตรียมจะทุ่มสุดกำลังสิบสองส่วน
ทว่าในจังหวะนี้เอง เหอเฉากลับคำรามลั่น ทิ้งกระบี่ลง ใช้สองมือดึงกางเกงไว้แล้วกระโดดถอยหลังไป
“ข้ายอมแพ้ ข้ายอมแพ้แล้วพอใจหรือยัง ฉู่ซีเซิง เจ้านี่มันต่ำช้าไร้ยางอายที่สุด!”
เมื่อฉู่ซีเซิงได้ยินก็หัวเราะร่า เขารู้สึกว่า ‘ภาพร่างกระบวนท่าลับ’ นั้น กำลังกวักมือเรียกเขาอยู่รอมร่อแล้ว
[จบแล้ว]