- หน้าแรก
- ปั้นสำนักกระจอก ให้ผงาดเหนือดินแดนเซียน
- บทที่ 9 เจ้าสำนักผู้ลึกลับ
บทที่ 9 เจ้าสำนักผู้ลึกลับ
บทที่ 9 เจ้าสำนักผู้ลึกลับ
บทที่ 9 เจ้าสำนักผู้ลึกลับ
ข้ามคืนไป แสงตะวันแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผืนฟ้า พาดผ่านสำนักชิงเซียว หยดน้ำหยดลงมาจากชายคา เป็นสัญญาณว่าหิมะฤดูหนาวกำลังละลาย
หลี่ชิงชิวตื่นแต่เช้าตรู่ เตรียมตัวดูดซับปราณบำเพ็ญเพียร ศิษย์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืน
พวกเขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูสำนัก หันหน้าเข้าหากลุ่มเขา ทัศนียภาพอันตระการตาที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ท่ามกลางสายหมอก ช่วยให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบได้ง่ายขึ้น
หลังจากเจอเรื่องระทึกขวัญเมื่อคืน ศิษย์คนอื่นๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มกลัว และตั้งใจฝึกฝนกันมากขึ้น ส่วนหยางเจวี๋ยติ่ง แผลเก่ายังไม่ทันหาย แผลใหม่ก็มาแทรก ตอนนี้กำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้อง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลี่ชิงชิวลุกขึ้นบอกให้พวกศิษย์แยกย้ายกันไป เจียงจ้าวเซี่ยลากอู๋หมานเอ๋อร์เข้าป่าหลังเขา ส่วนจางอวี้ชุนกับหลีตงเยว่ต้องไปผ่าฟืน ให้อาหารไก่ สำหรับเจ้าตัวเล็กอย่างหลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่น ขอแค่ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยก็พอแล้ว
หลี่ชิงชิวเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องของหยางเจวี๋ยติ่ง แล้วเคาะประตู
"เข้ามาสิ"
เสียงของหยางเจวี๋ยติ่งดังลอดออกมา น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
เขาไม่ใช่ผู้ฝึกเซียน เขายังต้องนอนพักผ่อน แต่เมื่อคืนมัวแต่วุ่นวายกับการขับพิษ ทำเอาเหนื่อยล้าไปทั้งตัว
หลี่ชิงชิวผลักประตูเข้าไป แล้วปิดตามหลัง เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะ มองหยางเจวี๋ยติ่งที่นอนอยู่บนเตียง แล้วเอ่ยถาม "คัมภีร์วิชาเล่มนั้น เจ้าได้มันมายังไง?"
หยางเจวี๋ยติ่งลืมตาขึ้นมองเขา ตอบว่า "เมื่อครึ่งปีก่อน มีข่าวลือหนาหูเรื่องทะเลสาบฝูหยาง ว่ากันว่าตอนน้ำลด จะมีทางเดินทอดยาวลงไปใต้ก้นทะเลสาบโผล่ขึ้นมา ตำนานเล่าว่าใต้ทะเลสาบมีห้องลับที่ปรมาจารย์ยุทธในตำนานเมื่อร้อยปีก่อนทิ้งไว้ ข้าก็เลยไปร่วมวงกับเขาด้วย แล้วก็เป็นไปตามข่าวลือจริงๆ ข้ากับชาวยุทธกลุ่มหนึ่งลงไปใต้ทะเลสาบ โชคดีที่ข้าเจอกล่องใบหนึ่ง ข้างในมีคัมภีร์วิชาเล่มนั้นอยู่ ตอนขึ้นมาดันถูกยอดฝีมือของพรรคชิงเห็นเข้า พวกมันถูกข้าตีถอยไป นึกว่าเรื่องจะจบแค่นั้น ที่ไหนได้ พวกมันดันฉวยโอกาสตอนที่ข้ากับเซียนกระบี่ชางไห่สู้กันจนบาดเจ็บทั้งคู่ มาลอบกัดข้า"
พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ยังรู้สึกเซ็งไม่หาย อุตส่าห์ได้แผลมาเต็มตัวเพราะคัมภีร์วิชาปลอมๆ เล่มเดียว ขาดทุนย่อยยับ
"ในเมื่อเจ้ารู้ว่ามันเป็นของปลอม แล้วทำไมไม่ยกให้พรรคชิงไปซะล่ะ?" หลี่ชิงชิวถามด้วยความสงสัย
หยางเจวี๋ยติ่งถลึงตาใส่ สวนกลับอย่างเกรี้ยวกราด "ถึงจะเป็นของปลอม ก็ยกให้ไอ้พวกเวรนั่นไม่ได้เด็ดขาด ใครจะไปรู้ว่าพวกมันจะเอาชื่อเสียงของคัมภีร์เล่มนี้ไปสร้างเรื่องชั่วช้าอะไรอีก ปกติพวกมันก็ชอบหลอกลวงชาวบ้านอยู่แล้ว มีขุนนางเศรษฐีตั้งกี่คนที่หลงเชื่อคำยุยงของพวกมัน ไปขูดรีดชาวบ้านตาดำๆ สำหรับพรรคชิงแล้ว คัมภีร์จะจริงหรือปลอมมันไม่สำคัญหรอก สิ่งที่พวกมันต้องการคือชื่อเสียงของปรมาจารย์ยุทธในตำนานต่างหาก"
"ถ้าข่าวลือแพร่ออกไปว่า พวกมันชิงยอดวิชาของปรมาจารย์ยุทธมาจากมือของจอมยุทธ์สยบมังกรได้ ชื่อเสียงของพวกมันต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆ เผลอๆ อาจจะได้เส้นสายในราชสำนักเพิ่มด้วยซ้ำ หลายปีมานี้ พวกมันพยายามประจบสอพลอขุนนางผู้ใหญ่มาตลอด แล้วเจ้าก็เห็นนี่ ต่อให้ข้าบอกว่าเป็นของปลอม พวกมันก็ไม่เชื่อหรอก ต่อให้ข้ายกคัมภีร์ให้ไป พวกมันก็ต้องฆ่าข้าปิดปากอยู่ดี กว่าจะยอมรามือก็คงต้องรอให้หาคัมภีร์เล่มที่สองไม่เจอโน่นแหละ"
หลี่ชิงชิวถามด้วยความอยากรู้ "พรรคชิงกับจวนไป๋ตี้ ใครเจ๋งกว่ากัน?"
หยางเจวี๋ยติ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ก็สูสีกันนั่นแหละ แต่จวนไป๋ตี้มีเส้นสายในราชสำนัก พรรคชิงเลยไม่กล้าหาเรื่องสุ่มสี่สุ่มห้า สองฝ่ายเลยไม่ค่อยมีเรื่องบาดหมางกันเท่าไหร่ ตอนนี้จวนไป๋ตี้ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวเรื่องในยุทธภพแล้ว ผิดกับพรรคชิงที่ทะเยอทะยาน อยากจะเป็นเจ้ายุทธภพใจจะขาด"
อาศัยหัวข้อนี้ หลี่ชิงชิวก็ชวนหยางเจวี๋ยติ่งคุยต่ออีกหลายเรื่อง ทำให้เขาพอจะเข้าใจภาพรวมของยุทธภพแคว้นกูในปัจจุบันขึ้นมาบ้าง
เขาพบว่าราชวงศ์ต้าหลีนั้นกว้างใหญ่กว่าประเทศจีนในชาติก่อนมาก แค่แคว้นกูแคว้นเดียวก็ใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของประเทศจีนแล้ว ในแคว้นกูมีเมืองใหญ่ๆ นับสิบเมือง มีสำนักในยุทธภพตั้งอยู่มากมายก่ายกอง
คุยกันจนหยางเจวี๋ยติ่งไอค่อกแค่ก หลี่ชิงชิวถึงได้ยอมหยุด ลุกขึ้นขอตัวลากลับ
เขากะว่าจะไปฝึกวิชาสายลมกรดก่อน การต่อสู้เมื่อคืนทำให้เขาตระหนักว่า วิชาตัวเบาของเขายังห่างชั้นกับยอดฝีมือในยุทธภพอยู่มาก
ส่วนวิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย เขาขอยังไม่ฝึกตอนนี้ดีกว่า วิชาคาถานี้ต้องใช้กระบี่ถึง 9 เล่ม ถึงจะแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
รอให้มีวิชาคาถาเยอะกว่านี้ เขาค่อยมาจัดหมวดหมู่ทีหลัง คนเรามีเรี่ยวแรงจำกัด จะให้ได้วิชาอะไรมาก็ฝึกลูกเดียวคงไม่ไหว
แน่นอนว่ายังไงเขาก็ต้องฝึกวิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ยอยู่แล้ว จะให้พรสวรรค์ของเขาเสียเปล่าได้ยังไง
วันเวลาผ่านไปทีละวัน
หลายวันต่อมา หิมะในป่าละลายไปเกือบหมด หยางเจวี๋ยติ่งก็พอจะเดินเหินออกจากห้องได้แล้ว เขาไม่กล้าไปตอแยอู๋หมานเอ๋อร์อีก และยิ่งไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องที่ท้าประลองกับเจียงจ้าวเซี่ย
ไม่นาน ความสนใจของเขาก็พุ่งเป้าไปที่หลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่น
ถึงสองคนนี้จะยังเด็ก แต่ก็มีแววเป็นยอดฝีมือได้เหมือนกัน
เรื่องนี้ทำเอาเขาอดบ่นพึมพำไม่ได้ว่า สำนักชิงเซียวนี่มันแปลกพิลึก อัจฉริยะมันจะเยอะไปไหนเนี่ย
ครึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดจางอวี้ชุนก็ทนไม่ไหว ลากอู๋หมานเอ๋อร์กับหลีตงเยว่ลงเขาไปรับสมัครลูกศิษย์ ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งถูกหลี่ชิงชิวสั่งกักบริเวณ ให้อยู่แต่ในสำนักชิงเซียว กันไม่ให้ไปจ๊ะเอ๋กับศิษย์พรรคชิงที่อาจจะตามล่าเขาอยู่
หยางเจวี๋ยติ่งไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะเขาก็คิดแบบเดียวกัน
คืนนั้น จางอวี้ชุนทั้งสามคนพาเด็ก 7 คนขึ้นเขามาด้วย เป็นชาย 6 หญิง 1 คนโตสุดอายุไม่เกิน 13 ส่วนคนเล็กสุดเพิ่งจะ 6 ขวบ
หลังจากทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ง่ายๆ เสร็จ หลี่ชิงชิวก็แอบส่องหน้าต่างสถานะของพวกเด็กๆ พบว่าพรสวรรค์กับความเข้าใจของแต่ละคนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่เข้าขั้นเลยสักคน
เรื่องนี้ทำเอาหลี่ชิงชิวแอบถอนหายใจ อาจารย์ทิ้งทีมงานคุณภาพระดับพรีเมียมไว้ให้เขาจริงๆ ด้วย
ดูจากสายตาในการเลือกคนของหลินสวินเฟิงแล้ว ความทะเยอทะยานของตาเฒ่านั่นคงไม่ใช่น้อยๆ เสียดายที่ดันหน้ามืดตามัวไปกับการตามหาวิถีเซียนซะก่อน
หลี่ชิงชิวให้ศิษย์ใหม่แยกห้องนอนชายหญิง ไปเบียดนอนกับพวกศิษย์พี่เอา ซึ่งพวกหลีตงเยว่กับหลี่ซื่อเฟิงก็ไม่ได้รังเกียจ กลับตื่นเต้นซะด้วยซ้ำ ที่ต่อไปนี้พวกเขาจะได้เป็นผู้อาวุโสแล้ว
ช่วง 7 วันแรกที่เข้ามา หลี่ชิงชิวให้พวกเด็กๆ ทำความคุ้นเคยกับสำนักก่อน พอครบ 7 วัน เขาก็ให้จางอวี้ชุนกับหลีตงเยว่ถ่ายทอดคัมภีร์ฮุ่นหยวนให้
ต่อไปให้หลีตงเยว่เป็นผู้อาวุโสฝ่ายถ่ายทอดวิชา ส่วนหลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่น เอาไว้ดูๆ กันไปก่อน
ที่น่าสังเกตคือ หลังจากฝึกวิชามาได้ 1 เดือน ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของหยางเจวี๋ยติ่ง ฝีมือของหลี่ซื่อเฟิงก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด เริ่มโชว์วิชาเหาะเหินเดินอากาศ ปีนป่ายกำแพงได้แล้ว ทำเอาศิษย์ใหม่ร้องว้าวกันเป็นแถว
ฤดูหนาวผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือน
ราชวงศ์ต้าหลีก็มีเทศกาลตรุษจีนเหมือนกัน พอถึงเทศกาลนี้ทีไร หลี่ชิงชิวก็อดคิดถึงชีวิตในชาติก่อนไม่ได้
บ่ายวันหนึ่ง หลี่ชิงชิวนั่งพักผ่อนอยู่ในลานบ้าน เขาเพิ่งฝึกวิชาสายลมกรดเสร็จ รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย มองดูลูกศิษย์แต่ละคนง่วนอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง ในใจก็รู้สึกเบิกบาน
มีคนกวาดลาน มีคนหาบน้ำ มีคนซ่อมแซมหลังคา ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
เจียงจ้าวเซี่ยกับจางอวี้ชุนเดินตามกันเข้ามาในลานบ้าน พวกเขาเดินมานั่งขนาบข้างหลี่ชิงชิว
"ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องจะปรึกษา พวกเราอยากจะลงเขาไปซื้ออาวุธที่ตัวเมือง ท่านเห็นว่ายังไง?" เจียงจ้าวเซี่ยเปิดบทสนทนา
ทั้งสำนักชิงเซียวมีกระบี่อยู่แค่สองเล่ม แถมเล่มนึงดันถูกหลินสวินเฟิงเอาไปด้วย เจียงจ้าวเซี่ยแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
มันอยากได้กระบี่ กระบี่จริงๆ!
ไม่ใช่แค่มันคนเดียว ศิษย์คนอื่นๆ ที่ฝึกวิชาก็ต้องการอาวุธเหมือนกัน จะให้เรียนแต่วิชาหมัดมวยอย่างเดียวก็ใช่ที่
หลี่ชิงชิวปรายตามองมัน ย้อนถามว่า "พวกเรามีเงินไปซื้อที่ไหนกันเล่า?"
จางอวี้ชุนรีบเสริม "ศิษย์พี่ พวกเรากะว่าจะไปโชว์รำกระบี่แลกเงินรางวัลในเมืองไง สำนักเราจะเติบโตได้ ยังไงก็ต้องใช้เงิน ข้ากะว่าจะใช้โอกาสนี้โปรโมตสำนักชิงเซียวไปด้วยเลย ต่อไปก็รับจ้างแก้ปัญหาให้คนอื่นแลกเงิน พวกเราต้องการเงินจริงๆ แค่มีปากท้องเพิ่มมาอีก 8 ปาก เสบียงก็เริ่มจะร่อยหรอแล้ว"
รับจ้างแก้ปัญหา ก็คือเส้นทางสร้างตัวของสำนักในยุทธภพหลายๆ แห่งนั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือรับจ้างเป็นมือปืนนั่นเอง
แถมถ้ามีชื่อเสียง ก็จะมีคนอยากมาขอฝากตัวเป็นศิษย์มากขึ้นด้วย
ทีแรกหลี่ชิงชิวกะจะซุ่มเก็บตัวสักสองสามปีค่อยว่ากัน แต่พอคิดดูดีๆ ที่จางอวี้ชุนพูดมาก็มีเหตุผล แถมพวกเขาก็ไม่ได้จะไปงัดกับสำนักใหญ่ๆ ในยุทธภพซะหน่อย
ฝีมือของเจียงจ้าวเซี่ยกับจางอวี้ชุนในตอนนี้ ก็พอจะเอาตัวรอดได้แล้ว
"เอาเถอะ แต่พวกเจ้าจำไว้นะ ออกไปข้างนอกต้องระวังตัวให้มาก อย่าถือดีว่าตัวเองเก่งแล้วไปดูถูกคนอื่น แล้วก็อย่าไปหาเรื่องใครซี้ซั้วล่ะ" หลี่ชิงชิวกำชับ
มีจางอวี้ชุนไปด้วย เขาค่อนข้างวางใจทีเดียว
เจียงจ้าวเซี่ยบ่นอุบอิบ "ท่านเห็นพวกเราเป็นเด็กสามขวบหรือไง?"
ส่วนจางอวี้ชุนพยักหน้ารับคำ "ศิษย์พี่ ข้าจะคอยห้ามศิษย์น้องสามไว้เอง"
"..."
เจียงจ้าวเซี่ยมองจางอวี้ชุนด้วยสายตาขุ่นเคือง แต่จางอวี้ชุนทำเป็นมองไม่เห็น จ้องตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว
สามคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง เจียงจ้าวเซี่ยก็เร่งเร้าจะลงเขาให้ได้ เมืองที่ใกล้ที่สุดต้องใช้เวลาเดินเท้าถึง 2 วัน ยังไงก็ต้องค้างคืนในป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลี่ชิงชิวทำได้แค่เตรียมเสบียงแห้งกับกระติกน้ำให้พวกเขา แล้วยืนมองส่งพวกเขาเดินลงเขาไป
เขายืนอยู่หน้าประตูสำนัก มองแผ่นหลังของศิษย์น้องทั้งสอง ทำให้นึกถึงตอนที่หลินสวินเฟิงจากไป เขาอดไม่ได้ที่จะตะโกนไล่หลังไปว่า "ต้องกลับมาให้ทันวันตรุษจีนนะโว้ย!"
"วางใจได้เลย ศิษย์พี่!"
จางอวี้ชุนหันกลับมาโบกมือให้หลี่ชิงชิว ยิ้มกว้างจนตาหยี ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยไม่ได้หันกลับมา
รอจนทั้งสองคนหายลับเข้าไปในป่า หลี่ชิงชิวก็ยังคงทอดสายตามองไปทางนั้น
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ไอ้หนูเจียงนั่นฝีมือร้ายกาจจะตาย แถมจางอวี้ชุนก็ใช่ย่อย สองคนนี้ลงเขาไป ข้าล่ะกลัวพวกชาวยุทธตาบอดไปหาเรื่องพวกมันจนเจ็บตัวฟรีมากกว่า"
หยางเจวี๋ยติ่งเดินมาหยุดอยู่ข้างหลี่ชิงชิว เอ่ยปากปลอบใจ
เขารู้สึกจริงๆ ว่าเจียงจ้าวเซี่ยลงมือเหี้ยมมาก ช่วงที่ผ่านมา เจียงจ้าวเซี่ยชอบมาขอประลองกับเขาบ่อยๆ บอกว่าอยากได้ประสบการณ์สู้จริง ตอนที่มันไม่ใช้ปราณวิญญาณ เขาก็พอจะกดมันได้อยู่หรอก
แต่เจียงจ้าวเซี่ยพัฒนาเร็วเกินไป พักหลังๆ มานี่แต่ละกระบวนท่าของมันกะเอาตายทั้งนั้น ทำเอาเขาใจหายใจคว่ำไปหมด
ไอ้เด็กนี่โตไปต้องเป็นยอดฝีมือระดับตำนานแน่ๆ!
ที่หลี่ชิงชิวยอมให้พวกเขางเขา ก็เพราะเห็นฝีมือตอนที่เจียงจ้าวเซี่ยประลองกับหยางเจวี๋ยติ่งนี่แหละ
หยางเจวี๋ยติ่งถ่ายทอดประสบการณ์ในยุทธภพให้เจียงจ้าวเซี่ยไปไม่น้อยเลย
หลี่ชิงชิวละสายตากลับมา ยิ้มรับ "ช่วยไม่ได้นี่นา พวกเขาเพิ่งเคยลงเขาเป็นครั้งแรก ข้าก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าสำนักไป
หยางเจวี๋ยติ่งหันไปมองเขา ถามขึ้นว่า "เจ้าสำนัก เมื่อไหร่จะให้ข้าได้ประมือกับเพลงกระบี่ของเจ้าบ้างล่ะ ฟังไอ้หนูเจียงมันบอกว่า พรสวรรค์ด้านกระบี่ของเจ้าร้ายกาจยิ่งกว่ามันอีกนะ"
หลี่ชิงชิวตอบกลับไปโดยไม่หันมามอง "ช่างเถอะ ข้าไม่ชอบการต่อสู้น่ะ"
หยางเจวี๋ยติ่งมองแผ่นหลังของเขา ยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้ดูลึกลับซับซ้อนขึ้นทุกที
...
หลายวันต่อมา หลี่ชิงชิวกระวนกระวายใจอยู่ตลอด กลัวว่าจางอวี้ชุนกับเจียงจ้าวเซี่ยจะเกิดเรื่อง แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความกังวลให้ใครเห็น
ในที่สุด เย็นวันก่อนวันตรุษจีน จางอวี้ชุนกับเจียงจ้าวเซี่ยก็กลับมา
"ศิษย์พี่! พวกเรากลับมาแล้ว รีบมาช่วยพวกเราขนของหน่อยเร็ว!"
เสียงของจางอวี้ชุนดังมาจากทางประตูสำนัก พอพวกหลี่ชิงชิวได้ยิน ก็รีบวิ่งกรูกันออกไปรับทันที
หลี่ชิงชิววิ่งไปถึงเป็นคนแรก พอเห็นสภาพของทั้งสองคนตรงหน้าประตูสำนัก เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
จางอวี้ชุนกับเจียงจ้าวเซี่ยแบกไม้คานมาคนละอัน ในห่อผ้ามีอาวุธโผล่ออกมาให้เห็น สะท้อนแสงเย็นเยียบของโลหะ ทั้งสองคนดูครบอาการ 32 ไม่ได้บุบสลายตรงไหน
ที่แท้ก็ให้มาช่วยขนของนี่เอง หลี่ชิงชิวก็นึกว่าพวกมันบาดเจ็บซะอีก
หลี่ชิงชิวหันไปสั่งพวกลูกศิษย์ที่วิ่งตามมาให้เข้าไปช่วยขนของ ส่วนตัวเขายืนนิ่งอยู่กับที่
ระดับเจ้าสำนักจะให้มาทำเรื่องใช้แรงงานได้ยังไงวะ?
สายตาของเขามองเลยไปที่ด้านหลังของจางอวี้ชุน มีขอทานน้อยคนหนึ่งเดินตามพวกเขามาร้อยๆ เนื้อตัวมอมแมม ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนดูไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
(จบตอน)