- หน้าแรก
- ปั้นสำนักกระจอก ให้ผงาดเหนือดินแดนเซียน
- บทที่ 8 วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย
บทที่ 8 วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย
บทที่ 8 วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย
บทที่ 8 วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย
มีศัตรูบุก!
หลี่ชิงชิวผุดลุกขึ้นทันที คว้ากระบี่เทียนหงที่วางอยู่ข้างตัวแล้วพุ่งพรวดออกจากห้อง
ในลานบ้าน เจียงจ้าวเซี่ยออกมาถึงก่อนแล้ว ในมือถือกระบี่ไม้ สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า พอมองตามสายตาของมันไป ก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนหลังคาประตูสำนัก หันหลังให้แสงจันทร์ สวมชุดขาวปลิวไสวตามสายลม สวมหมวกสานปีกกว้าง สองมือกอดดาบไว้แนบอก
ดูจากท่าทางก็รู้เลยว่าเป็นยอดฝีมือ!
จางอวี้ชุนกับอู๋หมานเอ๋อร์เดินตามออกมาจากห้อง หลี่ซื่อเฟิงเกาะขอบหน้าต่างชะโงกหน้ามอง
หลีตงเยว่กับหลี่ซื่อจิ่นก็เกาะขอบหน้าต่างในห้องของตัวเอง แอบมองเหตุการณ์ข้างนอกด้วยความตื่นตระหนก
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่หลี่ชิงชิวรับตำแหน่งเจ้าสำนักที่ต้องเผชิญกับวิกฤต ในใจเขาก็แอบหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังพอมีความมั่นใจอยู่ลึกๆ เพราะตอนนี้ศิษย์สำนักชิงเซียวทุกคนล้วนก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณกันหมดแล้ว พอจะมีฝีมือไว้ป้องกันตัวบ้าง
หยางเจวี๋ยติ่งกระโจนขึ้นไปบนหลังคาเรือนด้านหลังของหลี่ชิงชิว ยืนประจันหน้ากับมือดาบชุดขาวจากระยะไกล
"หลัวเลี่ย เจ้าตามล่าข้ามาเป็นพันลี้ ยังไม่คิดจะเลิกราอีกรึ?"
หยางเจวี๋ยติ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน เจือไปด้วยความเคียดแค้น
มือดาบชุดขาวที่ถูกเรียกว่าหลัวเลี่ยยืนนิ่งอยู่บนหลังคาประตูสำนัก ห่างจากหยางเจวี๋ยติ่งหลายสิบเมตร ปล่อยให้ลมหนาวพัดกระหน่ำโดยไม่ไหวติง เขาก้มหน้าลง หมวกสานบดบังใบหน้า ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เลิกรา? ล่วงเกินพรรคชิงแล้วคิดว่าจะรอดไปได้ง่ายๆ งั้นรึ? ส่งคัมภีร์วิชานั่นมา ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าตายสบายๆ"
สิ้นเสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวาน หลัวเลี่ยชักดาบออกจากฝัก กระโจนพรวดพุ่งทะยานเข้าหาหยางเจวี๋ยติ่งราวกับนกนางแอ่นถลาลม
หลี่ชิงชิวหรี่ตาลง เขามองเห็นว่าด้านหลังของหลัวเลี่ยมีปราณบางอย่างคอยผลักดันอยู่ ทำให้ดูเหมือนหลัวเลี่ยกำลังเหาะอยู่กลางอากาศ
นี่คือวิชาตัวเบาเรอะ?
ระหว่างทางที่พุ่งผ่านหลังคา ปลายเท้าของหลัวเลี่ยแตะลงบนกระเบื้องแผ่วเบาราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ รวดเร็วมาก ถ้าหลี่ชิงชิวไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณ คงมองตามไม่ทันแน่
ยังดี!
ไม่ได้เก่งเวอร์วังขนาดนั้น ยังต้องอาศัยแรงส่ง แสดงว่าวิชาของหลัวเลี่ยก็ไม่ได้เก่งกาจหลุดโลกอะไร
บนหลังคา หยางเจวี๋ยติ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับหลัวเลี่ยที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน รีบย่อตัวตั้งม้า ผลักฝ่ามือขวาจากเอวขึ้นไปด้านบน พลิกฝ่ามือคว่ำลง แล้วฟาดเข้าใส่หลัวเลี่ย
ตูม—
เสียงปะทะดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า หลี่ชิงชิว เจียงจ้าวเซี่ย และจางอวี้ชุนเห็นหยางเจวี๋ยติ่งซัดลมปราณอันทรงพลังออกไปราวกับคลื่นยักษ์ สกัดหลัวเลี่ยที่อยู่กลางอากาศเอาไว้ จากนั้นหลัวเลี่ยก็ถูกกระแทกกระเด็นถอยหลังไป ก่อนจะพลิกตัวกลางอากาศแล้วทิ้งตัวลงมายืนหยัดอยู่ในลานบ้านได้อย่างมั่นคง
หลัวเลี่ยเงยหน้าขึ้น หมวกสานเปิดกว้าง เผยให้เห็นใบหน้ากร้านโลกที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"พลังวัตรของเจ้า... เป็นไปได้ยังไง เจ้าโดนพิษร้ายแรงเข้าไปแล้วนี่ หรือว่าเจ้าฝึกยอดวิชานั่นสำเร็จแล้ว?"
พูดถึงตอนท้าย สีหน้าของหลัวเลี่ยก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
หยางเจวี๋ยติ่งกระโดดลงมาจากหลังคา ลงมายืนบนพื้นดิน มุมปากกระตุกยิ้มเยาะ "ข้าท่องยุทธภพมาตั้งหลายปี จะมาเสร็จลอบกัดกระจอกๆ ของพวกเจ้าได้ยังไง ส่วนยอดวิชาที่เจ้าพูดถึงนั่นน่ะ มันของปลอมโว้ย ไม่มีทางฝึกสำเร็จหรอก!"
หลัวเลี่ยแค่นเสียงเย็นชา พุ่งเข้าใส่หยางเจวี๋ยติ่งพร้อมดาบในมือ
ทั้งสองอยู่ห่างกันแค่สิบกว่าก้าว พริบตาเดียวหลัวเลี่ยก็พุ่งเข้ามาถึงตัวหยางเจวี๋ยติ่ง คมดาบดุดันรวดเร็วดุจภูตผี หยางเจวี๋ยติ่งยกฝ่ามือขึ้นปัดป้อง เผชิญหน้ากับคมดาบของอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน
ทั้งสองพุ่งทะยานสลับตำแหน่งกันไปมา ต่อสู้กันพัลวันอยู่กลางลานบ้าน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ พลังปราณแผ่กระจายไปทั่วทิศทาง ทำเอาหิมะที่กองอยู่บนพื้นระเหยกลายเป็นไอหมอกลอยคลุ้งไปทั่ว
จางอวี้ชุนหันไปมองหลี่ชิงชิว ส่งสายตาเป็นเชิงถาม
หลี่ชิงชิวส่ายหน้าเบาๆ ส่งซิกให้ดูสถานการณ์ไปก่อน
นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ศึกษาความแข็งแกร่งของยอดฝีมือในยุทธภพ
ต้องยอมรับเลยว่าหยางเจวี๋ยติ่งกับหลัวเลี่ยเก่งกาจสมคำร่ำลือ ดูจากความเร็วในการตอบสนองและพละกำลังแล้ว เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ผู้ฝึกเซียนระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่งอาจจะเอาไม่อยู่ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า ผู้ฝึกเซียนที่หลี่ชิงชิวหมายถึงคือพวกเด็กๆ อย่างหลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่น
แต่ถ้าเป็นเขาลงมือเองล่ะก็ มั่นใจเลยว่าเป่าสองคนนี้ดิ้นได้ในพริบตา
ถึงกระบวนท่าของพวกมันจะดูอลังการงานสร้าง แต่ความเร็วในการปล่อยปราณของหลี่ชิงชิวนั้นเร็วกว่าเยอะ พอเปิดฉากสู้ เขาสามารถจัดการพวกมันได้ในเสี้ยววินาที
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ชิงชิวยังสังเกตเห็นว่าความต่างระหว่างลมปราณภายในกับปราณวิญญาณนั้นห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ถึงลมปราณของหยางเจวี๋ยติ่งจะดูหนาแน่น รุนแรงดุดัน ทำเอาหิมะปลิวว่อน แต่ถ้าต้องมาปะทะกับปราณวิญญาณจริงๆ ลมปราณของมันก็จะถูกทะลวงแตกกระจุยในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ต่อให้เจียงจ้าวเซี่ยยังไม่ทะลวงถึงระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นสอง หลัวเลี่ยก็ไม่ใช่ตัวอันตรายสำหรับพวกเขาสักนิด
ตัวแปรเดียวคือถ้าพวกมันประมาท ไม่ยอมลงมือให้เด็ดขาดแค่นั้นแหละ
จางอวี้ชุนยืนดูอยู่สักพัก สีหน้าก็เริ่มผ่อนคลายลง
ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยนั้น มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เห็นหลัวเลี่ยอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
หลังจากปะทะกันไป 30 กระบวนท่า หลัวเลี่ยก็ซัดฝ่ามือออกไป ลมปราณอันร้อนระอุทำให้ฝ่ามือของมันแดงเถือก ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งไม่คิดจะหลบ ยกฝ่ามือขึ้นรับการโจมตี
ตูม—
ลมปราณอันทรงพลังสองสายเข้าปะทะกัน แรงกระแทกทำเอากระเบื้องหลังคาทุกด้านในลานบ้านสั่นสะเทือน บานหน้าต่างลั่นเอี๊ยดอ๊าด
หมวกสานของหลัวเลี่ยปลิวหายไป ผมเผ้าหลุดลุ่ย มันกัดฟันกรอดต้านทานลมปราณของหยางเจวี๋ยติ่ง ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งนั้นแสยะยิ้มอย่างโอหัง ราวกับมั่นใจว่าเอาชนะหลัวเลี่ยได้แน่
แต่หลี่ชิงชิวมองออกว่าหยางเจวี๋ยติ่งกำลังฝืนทน อาการบาดเจ็บของหมอนี่ยังไม่หายดี ลมปราณก็ยังไม่ฟื้นฟูกลับมาเต็มร้อย
หลังจากยันกันอยู่สามอึดใจ หยางเจวี๋ยติ่งก็สะบัดแขนกระแทกหลัวเลี่ยจนถอยร่นไป หลัวเลี่ยเซถอยหลังไปนับสิบก้าวกว่าจะทรงตัวอยู่ ก่อนจะทรุดลงคุกเข่าข้างหนึ่ง กระอักเลือดคำโตลงบนพื้น
หยางเจวี๋ยติ่งดึงมือกลับ วางมาดปรมาจารย์ยุทธ ชี้หน้าหลัวเลี่ยแล้วเอ่ยว่า "ไสหัวไปซะ กลับไปบอกพวกพรรคชิงด้วยว่า ถ้าเสนอหน้ามาอีก คราวหน้าข้าจะไม่ปรานีอีกแล้ว"
หลัวเลี่ยเงยหน้าขึ้น มือข้างหนึ่งกำดาบไว้แน่น อีกข้างเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก หัวเราะเยาะ "ปล่อยข้าไปรึ? ดูท่าเจ้าจะไม่ได้เก่งกาจอย่างที่เห็นภายนอกซะแล้วสิ"
สีหน้าของหยางเจวี๋ยติ่งเย็นชาลงทันที "หรือเจ้าอยากจะให้ข้าฆ่าเจ้าทิ้งที่นี่ห๊ะ?"
ขาดคำ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาก้มลงมองมือขวาของตัวเอง ฝ่ามือเริ่มมีผื่นแดงผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพองกลายเป็นตุ่มน้ำ ราวกับโดนน้ำร้อนลวก
"ฝ่ามืออะไรเจ้าก็กล้ารับหมดเลยรึไง จอมยุทธ์สยบมังกร เจ้าไม่คิดบ้างเลยหรือว่าชื่อเสียงเพลงฝ่ามือของข้ามันร้ายกาจแค่ไหน!" หลัวเลี่ยยันตัวลุกขึ้นยืน หัวเราะเยาะอย่างสะใจ
หยางเจวี๋ยติ่งนึกในใจว่าฉิบหายแล้ว เมื่อกี้เขามัวแต่คิดอยากจะขู่ให้หลัวเลี่ยกลัวจนหนีไปให้พ้นๆ แล้วค่อยพาพวกหลี่ชิงชิวเผ่นหนี เลยประมาทตอนต่อสู้ไปหน่อย
เขารีบใช้มือซ้ายสกัดจุดที่แขนขวา เดินลมปราณขับพิษออกทันที
หลัวเลี่ยกระชับดาบในมือ เดินย่างสามขุมเข้าหาหยางเจวี๋ยติ่ง กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง
ฟิ้ว—
เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้น ดวงตาของหลัวเลี่ยเบิกกว้างตามสัญชาตญาณ สีหน้าแข็งค้างไปในพริบตา หยางเจวี๋ยติ่งที่ยืนประจันหน้าอยู่สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันเฉียบคมที่เฉียดแก้มไปอย่างชัดเจน ทำเอาเขารู้สึกแสบหน้าวาบ
หยางเจวี๋ยติ่งเพ่งตามอง ก็เห็นรูโหว่ขนาดเท่านิ้วมือปรากฏขึ้นกลางหน้าผากของหลัวเลี่ย เลือดไหลทะลักออกมา
ตุบ! ร่างของหลัวเลี่ยล้มตึงลงไปกองกับพื้น จากนั้นหยางเจวี๋ยติ่งก็เห็นร่างของเจียงจ้าวเซี่ยยืนอยู่ด้านหลัง เจียงจ้าวเซี่ยยังคงยกมือค้างไว้ในท่าที่เพิ่งปล่อยพลังออกไป
"พูดมากน่ารำคาญ!"
เจียงจ้าวเซี่ยแค่นเสียงเย็นชา
จางอวี้ชุน รวมถึงพวกหลีตงเยว่ หลี่ซื่อเฟิง และหลี่ซื่อจิ่นที่อยู่ในห้องต่างก็ตกใจสุดขีด พวกเขาเห็นปราณของเจียงจ้าวเซี่ยกับตา และไม่คาดคิดมาก่อนว่าเจียงจ้าวเซี่ยจะกล้าฆ่าคน
"เจ้า..."
หยางเจวี๋ยติ่งมองเจียงจ้าวเซี่ยด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
เจียงจ้าวเซี่ยปรายตามองจางอวี้ชุน สั่งว่า "ศิษย์พี่รอง เอาศพมันไปฝังที"
จางอวี้ชุนได้สติ รีบพยักหน้ารับ เดินเข้าไปหาศพของหลัวเลี่ยอย่างลืมตัว
"เดี๋ยวก่อน ค้นดูก่อนสิว่าในตัวมันมีของมีค่าอะไรบ้างไหม"
หลี่ชิงชิวเดินตามจางอวี้ชุนไปติดๆ เขาไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก กลับพอใจในความเด็ดขาดของเจียงจ้าวเซี่ยด้วยซ้ำ
เรื่องในคืนนี้ ถ้าปล่อยให้หลัวเลี่ยลงเขาไปได้ สำนักชิงเซียวคงต้องเจอกับภัยพิบัติแน่ๆ การตัดไฟแต่ต้นลมถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
หยางเจวี๋ยติ่งดึงสติกลับมาได้ มองหน้าเจียงจ้าวเซี่ยแล้วอดถามไม่ได้ว่า "เจ้าฆ่ามันทำไม? ไม่กลัวพรรคชิงตามมาล้างแค้นหรือไง?"
เจียงจ้าวเซี่ยเบ้ปากเหยียดหยัน "ถ้าไม่ฆ่ามัน แล้วพรรคชิงจะปล่อยพวกเราไปหรือไง? ในเมื่อเจ้าก็เป็นศิษย์สำนักชิงเซียวแล้ว คนที่มาหาเรื่องเจ้า ก็เท่ากับมาหาเรื่องพวกเรา"
ถึงอายุจะแค่ 15 ปี แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับเต็มไปด้วยความโอหังและทรงพลัง ทำเอาหยางเจวี๋ยติ่งถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
"สรุปแล้วเจ้าเป็นใครมาจากไหนกันแน่?" หยางเจวี๋ยติ่งถามเสียงหลง
เจียงจ้าวเซี่ยหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง ตอบกลับมาโดยไม่หันไปมองว่า "รองเจ้าสำนักแห่งสำนักชิงเซียว"
หลี่ชิงชิวที่กำลังค้นตัวศพของหลัวเลี่ยอยู่ ถึงกับเงยหน้าขึ้นมาขัดจังหวะทันที "ข้าตกลงตั้งแต่เมื่อไหร่ ขี้ตู่เอาเองนี่หว่า?"
ไอ้เด็กนี่มันชักจะขี้เก๊กใหญ่แล้วนะ!
เจียงจ้าวเซี่ยไม่ตอบ รีบจ้ำอ้าวกลับเข้าห้องไป พอมันเพิ่งเดินเข้าประตูไป หลี่ซื่อเฟิงก็โผล่หัวออกมา แม้แต่หลีตงเยว่กับหลี่ซื่อจิ่นก็เดินออกมาจากเรือนพักศิษย์หญิง
หลี่ชิงชิวแอบถอนหายใจในใจ
ดูออกเลยว่านี่เป็นการฆ่าคนครั้งแรกของเจียงจ้าวเซี่ย แค่แกล้งทำเป็นนิ่งเฉยไปงั้นแหละ ตอนเดินเข้าห้องเมื่อกี้ หลี่ชิงชิวสังเกตเห็นว่ามือข้างที่ใช้ฆ่าหลัวเลี่ยของมันกำลังสั่นพั่บๆ อยู่
ค้นตัวอยู่นานสองนาน หลี่ชิงชิวก็เจอแค่อาวุธลับ เสบียงแห้ง แล้วก็ป้ายหยกประจำตัวจากศพของหลัวเลี่ย ทำเอาเขาแอบเซ็งนิดๆ ก่อนจะสั่งให้พวกศิษย์น้องสามคนลากศพไปฝัง
เขาลุกขึ้นเดินไปหาหยางเจวี๋ยติ่งที่กำลังนั่งเดินลมปราณขับพิษอยู่ หยางเจวี๋ยติ่งยังคงมีท่าทีงุนงง สมองประมวลผลตามไม่ทัน
"คัมภีร์วิชาที่มันพูดถึงน่ะ เอามาให้ข้า ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกเราช่วยชีวิตเจ้าไว้คืนนี้ก็แล้วกัน" หลี่ชิงชิวจ้องหน้าหยางเจวี๋ยติ่งเขม็ง
หยางเจวี๋ยติ่งถอนหายใจ "คัมภีร์นั่นมันของปลอม ฝึกไม่ได้หรอกน่า"
"เอามาเถอะ"
"เดี๋ยวก่อน"
หยางเจวี๋ยติ่งหยุดเดินลมปราณ ก่อนจะถอดรองเท้าออก แล้วดึงแผ่นหนังบางๆ แผ่นหนึ่งออกมาจากพื้นรองเท้า พอคลี่ออกดูก็มีขนาดเท่าใบหน้าคน
หลี่ชิงชิวรับของสิ่งนั้นมาด้วยความรังเกียจ แล้วโยนให้หลีตงเยว่สั่งให้นางเอาไปล้างให้สะอาด
หลีตงเยว่ตวัดสายตามองเขาอย่างขุ่นเคือง ล้วงเศษผ้าออกมาจากอกเสื้อ ห่อแผ่นหนังบางๆ บนพื้น แล้วเดินไปที่บ่อน้ำ
"ไอ้หมอนี่มันมีพรรคพวกมาด้วยไหม?" หลี่ชิงชิวหันไปถามหยางเจวี๋ยติ่ง
หยางเจวี๋ยติ่งส่ายหน้า "มีมันคนเดียวนี่แหละที่ตามล่าข้า มันฉวยโอกาสตอนที่ข้าเพิ่งประลองเสร็จ บาดเจ็บหนัก ลอบกัดข้า เลวทรามต่ำช้าที่สุด"
พอได้ยินดังนั้น หลี่ชิงชิวก็สบายใจขึ้น
เขาบอกให้หยางเจวี๋ยติ่งรักษาตัวไปตามสบาย ส่วนตัวเองก็เดินไปหาหลีตงเยว่ รอจนนางล้างแผ่นหนังเสร็จ ก็รับมันกลับมาแล้วเดินเข้าห้องไป
แผ่นหนังนี่บางเฉียบราวกับปีกจักจั่น สัมผัสเย็นเฉียบ บนนั้นมีตัวหนังสือเล็กจิ๋วเขียนอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด เขาชักจะสงสัยตะหงิดๆ แล้วว่านี่มันหนังคนหรือเปล่าเนี่ย
พอกลับเข้าห้อง เขาก็ไม่ได้ปิดประตู เพื่อจะได้คอยดูลาดเลาข้างนอกเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน เขานั่งลงที่โต๊ะ จุดเทียน แล้วเริ่มเพ่งมองอย่างละเอียด
"หือ?"
หลี่ชิงชิวเลิกคิ้ว ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
มิน่าล่ะหยางเจวี๋ยติ่งถึงคิดว่าคัมภีร์นี่เป็นของปลอม เพราะมันเป็นวิชาคาถานี่เอง
วิชาคาถานี้ไม่ได้บอกวิธีดูดซับปราณ แต่กลับอธิบายวิธีโคจรพลังปราณโดยตรง แถมจุดชีพจรบางจุดก็ไม่เหมือนกับของวิชายุทธ์ด้วย ในสายตาของหยางเจวี๋ยติ่ง มันก็เลยดูเป็นการมั่วซั่วไร้สาระไปเลย
อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย หลี่ชิงชิวถึงได้รู้ชื่อของวิชาคาถานี้
วิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ย!
(จบตอน)