เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 คนดีมักอายุสั้น

บทที่ 25 คนดีมักอายุสั้น

บทที่ 25 คนดีมักอายุสั้น


บทที่ 25

คนดีมักอายุสั้น

“ยิงเลย ฆ่าไอ้ฆาตกรชั่วช้านั่นซะ!”

“ฆ่ามัน ฆ่ามันให้ตายซะ อย่าให้มันมีชีวิตอยู่!”

ชาวบ้านหลายคนที่ขึ้นรถบัสไปแล้วต่างโห่ร้องด้วยแรงอารมณ์ หลายคนเป็นเพื่อนบ้านของผู้หญิงวัยกลางคนคนนี้ ส่วนบางคนแค่ประณามการกระทำของเขา

สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อาจควบคุม

นายทหารคนนั้นยังคงถือปีนไม่ยอมปล่อย อยากยิงหัวเพื่อฆ่าชายจอมหยิ่งยโสคนนี้ให้ตาย ๆ ไปซะเต็มประดา

แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้เขาจะทำได้ แต่ตราบใดที่เหนี่ยวไก เสียงปืนจะดึงดูดซอมบี้ให้วกกลับมา ซึ่งเป็นผลร้ายต่อการอพยพช่วยเหลือ

ผู้กองวังอาหยางกัดฟันพูด

“ฟังนะ คุณเป็นคนธรรมดา ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใครตามอำเภอใจ และไม่มีสิทธิ์ฆ่าคนด้วย กลับไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้ ถ้ายังกล้าทำเรื่องบ้าระห่ำอีกละก็ ผมฆ่าคุณแน่!”

เฉินเทียนเซิงหรี่ตาลง รู้ว่าหลังจากวันสิ้นโลกมีอันตรายแฝงตัวอยู่ทุกหย่อมหญ้า ทหารเหล่านี้หรือจะคุ้นเคยกับวันสิ้นโลกดีไปกว่าเขา ไม่ช้าก็เร็วพวกเขานั่นแหละที่ต้องเสียใจ

แต่เขาขี้เกียจเกินกว่าจะมัวต่อล้อต่อเถียงกับคนกลุ่มนี้ จึงหันกลับไปด้วยความโกรธและตะโกนเสียงดัง

“ไปกันเถอะ ปล่อยให้คนงี่เง่าพวกนี้รับมือกันเอง!”

ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังมองตรงมา              เฉินเทียนเซิงหันหลังกลับและเดินจากไป

คนอื่น ๆ ไม่ยอมปล่อยให้เขาไปง่าย ๆ โดยเฉพาะ            เว่ยเฉียงและพรรคพวกของเขาที่ยังคงส่งเสียงโห่ร้อง

“ปล่อยไปไม่ได้ ถ้าพวกคุณไว้ชีวิตเขาในวันนี้ ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะเข่นฆ่าชีวิตคนบริสุทธิ์อีกกี่คน”

“ใช่ ปล่อยมันไปไม่ได้ ยิงมันทิ้งซะ!”

“ยิงมันเลย!”

เสียงยั่วยุดังขึ้น เว่ยเฉียงกับพรรคพวกของเขาตะโกนไม่หยุด

ขณะนั้นเอง เฉินเทียนเซิงก็หยุดชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน

“ใช่ ฉันยังไปจากที่นี่ไม่ได้ เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำ!”

หลังจากพูดจบ เขาก็หันกลับมาด้วยสีหน้าเย็นชา มองไปยังผู้กองวังอาหยางด้วยสายตาเยือกเย็น

“คุณมันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวันสิ้นโลกเอาซะเลย!”

ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงหลังจากได้ยินเขาพูดจบ เพราะชั่ววินาทีนั้น ทุกคนรู้สึกว่าเฉินเทียนเซิงไม่ได้ยินอยู่ตรงที่เดิมอีกต่อไป เงาร่างของเขากลายเป็นภาพติดตา

เมื่อคนขยี้ตาอีกครั้งแล้วจ้องมองไป ก็เห็นว่า                   เฉินเทียนเซิงกลับมายืนอย่างมั่นคงอยู่ตรงที่เดิมแล้ว โดยที่กำลังถือบางอย่างอยู่ในมือ ซึ่งดูคล้ายกับลูกบอลสีเนื้อ

“ไม่ว่าผมจะทำอะไร พวกคุณทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครสามารถหยุดผมได้ทั้งนั้น ต่อให้ผมอยากไปจากที่นี่ ก็ไม่มีใครมาขวางทางผมได้”

พูดจบแล้วเฉินเทียนเซิงก็โยนลูกบอลสีเนื้อนั้นออกไปข้างหน้า จนมันกลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของวังอาหยาง พอเพ่งมองดี ๆ ถึงรู้ว่ามันคือหัวของใครคนหนึ่ง

“กรี๊ด!”

เวลานี้ ทุกคนที่อยู่ในรถบัสต่างกรีดร้อง

ทุกคนหันขวับมองไปด้านข้างทันที ถึงรู้ว่าหัวของ            เว่ยเฉียงหายไปแล้ว ไม่รู้เลยว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมาจากคอ ก่อนที่ร่างไร้ศีรษะนั้นจะสูญเสียจุดศูนย์ถ่วง ตกลงจากรถบัสลงสู่พื้นโดยตรง

“อุกอาจเกินไปแล้ว ขนาดอยู่ต่อหน้าพวกเรายังฆ่าคนบริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า!”

เหล่านายทหารไม่สามารถควบคุมโทสะได้อีกต่อไป ทุกคนต่างยกปืนขึ้นแล้วเล็ง

“ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าจ่อปืนมาทางผม ไม่อย่างนั้นผมจะฆ่าพวกคุณทั้งหมดจริง ๆ ด้วย!”

พอเฉินเทียนเซิงพูดจบ เขาก็ดีดนิ้วเปาะอย่างใจเย็น

“เริ่มสั่นสะเทือนจิตวิญญาณ”

ทุกคน ณ ที่นั่นรู้สึกคล้ายจะวิงเวียน พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่เห็นชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่เพียงคนหายไปเท่านั้น แม้กระทั่งรถบรรทุกทั้งคันก็หายไปด้วย ราวกับพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวที่นี่มาก่อน

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

“พวกเราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”

ขณะที่ทุกคนกำลังสะลึมสะลืออยู่กับความคิดอันสับสนมึนงง รถบรรทุกคันหนึ่งที่อยู่นอกเขตชุมชนก็บีบแตรเสียงดัง

ทุกคนหันมองไปตามเสียง เห็นว่ารถบรรทุกสินค้าคันดังกล่าวแล่นออกไปไกลแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังบีบแตรเสียงดังอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดซอมบี้ให้เข้ามาใกล้มากกว่าหนึ่งโหล

เหล่าทหารและบรรดาผู้อยู่อาศัยในชุมชนต่างสงสัยไม่หาย เมื่อกี้นี้มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นกันแน่ เว่ยเฉียงตายแล้ว    จริง ๆ เหรอ?

ไม่ผิดแน่ เขาตายแล้วจริง ๆ เลือดยังทะลักออกมาจากศพของเขาไม่หยุด

วังอาหยางลดปืนลงด้วยความโกรธแค้น แค่นเสียงพึมพำเหี้ยมเกรียม

“ไอ้คางคกขึ้นวอ”

เฉินเทียนเซิงบีบแตรไปพลางเหยียบคันเร่งไปพลาง จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 2 นาที เขาก็กลับมาสงบสติอารมณ์ดังเดิม หยุดบีบแตร และมีสมาธิกับการขับรถ

ลัวเฟิงที่เอามือปิดหูบ่นพึมพำ

“อาจารย์ใจดีกับคนพวกนั้นจังเลย ถ้าเป็นฉัน ฉันคงระงับความโกรธนี้ไว้ไม่ไหวแน่!”

เฉินเทียนเซิงสวนกลับทันควัน “อย่าบอกว่าฉันใจดี คนดีมักอายุสั้น คนชั่วต่างหากที่อยู่ได้นานเป็นพัน ๆ ปี!”

ลัวเฟิงแอบแลบลิ้น จากนั้นหยางเซวี่ยที่ร่วมอยู่ในคณะเดินทางก็พูดอย่างระมัดระวัง

“พวกเขาแค่ไม่เข้าใจเจตนาของคุณเท่านั้นเอง”

หลังจากเงียบกันไปครู่หนึ่ง เฉินเทียนเซิงก็เปลี่ยนเรื่องคุย

“ทุกคนจำไว้ให้ดี ซอมบี้ระดับต่ำจะโจมตีมนุษย์โดยอาศัยประสาทการได้ยิน การได้กลิ่น และการสัมผัส  อีกหน่อยถ้าพวกเธอเกิดเผลอไปฆ่าใครขึ้นมา แล้วเห็นเลือดทะลักออกมาจากศพ ให้รีบหนีไปให้ไกล จะได้ป้องกันปัญหาที่ไม่จำเป็น!”

“ซอมบี้ระดับต่ำ หมายความว่ายังมีซอมบี้ระดับสูงอีกเหรอ?” หยางเซวี่ยสังเกตว่าเฉินเทียนเซิงอธิบายรายละเอียดบางอย่างที่เธอไม่ค่อยเข้าใจออกมา จึงถามด้วยความอยากรู้

“แน่นอน หลังจากความหายนะในวันสิ้นโลกเกิดขึ้น พันธุกรรมเดิมจะถูกบ่อนทำลาย หลายคนเริ่มวิวัฒนาการร่างกายเพื่อปรับตัวให้อยู่รอด บางคนมีพลังเหนือธรรมชาติเหมือนกับพวกเธอสองคน บางคนแข็งแกร่งขึ้นจนความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล”

“ซอมบี้เองก็มีวิวัฒนาการเหมือนกัน ซอมบี้ระดับต่ำแบ่งออกเป็น 3 ระดับ พอถึงระดับที่ 4 สัญชาตญาณเดิมของพวกมันจะค่อย ๆ เสื่อมลง จากนั้นซอมบี้ระดับ 4 ก็จะเริ่มมีภูมิปัญญา ซอมบี้ระดับ 5 เริ่มสร้างอาณาเขตและสามารถควบคุมซอมบี้ตัวอื่นได้ ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ซอมบี้ก็ยิ่งทวีความน่ากลัว”

ทั้งสามตกตะลึง หยางเซวี่ยรีบถามต่อทันที

“ซอมบี้ระดับสูงสุดอยู่ระดับที่เท่าไหร่?”

“เท่าที่ฉันรู้คือระดับ 10 เรียกว่าจักรพรรดิซอมบี้ สามารถบงการซอมบี้หลายร้อยล้านตัว ส่วนราชาซอมบี้ระดับ 9 ต้องเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิอีกทีหนึ่ง”

ทั้งสามอ้าปากค้างด้วยไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“เหลือเชื่อเกินไปแล้ว”

เฉินเทียนเซิงพูดต่อ “มนุษย์เราก็มีระดับวิวัฒนาการ 10 ระดับเหมือนกัน ลัวหลงกับลัวเฟิงต่างก็เป็นมนุษย์ยุคใหม่ระดับ 1 ในอนาคตพวกเธอต้องพยายามอย่างหนัก ฆ่าซอมบี้ให้มากขึ้น ฝ่าฟันไปจนถึงระดับ 10 ให้ได้โดยเร็วที่สุด จะได้กลายเป็นยอดมนุษย์”

สองพี่น้องพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ขณะที่หยางเซวี่ยได้แต่นั่งถอนหายใจอยู่ข้าง ๆ เมื่อไหร่นะเธอถึงจะผ่านการทดสอบ เธอเองก็อยากมีพลังอันยิ่งใหญ่แบบนั้นเหมือนกัน

ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงในการเดินทางจากเขตพัฒนาไปยังจุดรวมพล เฉินเทียนเซิงไม่มีอะไรทำ ดังนั้นจึงเรียกดูระบบเพื่อตรวจสอบคะแนน

เขาฆ่าซอมบี้ไปแค่สองสามตัวในช่วงสองวันที่ผ่านมา เป็นจำนวนไม่มากพอที่จะแลกแพ็กของขวัญสิบครั้งติด

เขาเลยตั้งใจว่าจะเก็บคะแนนสะสมทั้งหมดเอาไว้ก่อน รอให้ฆ่าสัตว์กลายพันธุ์แล้วดูดซับผลึกจากมันให้ได้ก่อนค่อยสุ่มแลกทีเดียว ทันใดนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ถ้าการวิวัฒนาการต้องอาศัยยาปรับเปลี่ยนลำดับยีน งั้นยาเสริมระดับยีนจะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือเปล่า

เขาไม่รู้ว่าตัวเองสามารถแบ่งยาเสริมระดับยีนให้คนอื่นได้ไหม

ในเมื่อไม่รู้แน่ชัด สงสัยคงต้องแลกแพ็กของขวัญติดต่อกันสิบครั้งจริง ๆ เพื่อดูว่าระบบทำงานยังไง

เริ่มดำเนินการทันที แลกแพ็กของขวัญสิบครั้งติดต่อกัน

หีบสมบัติห้าสีเปล่งแสงสีขาว เขียว น้ำเงิน ม่วง และทองกะพริบสลับกัน จากนั้นแสงสีทองก็สว่างเรืองขึ้น

ขาว ขาว ขาว ขาว เขียว น้ำเงิน ขาว ขาว ทอง ขาว

“วอท เดอะ ฟัค!”

ระบบ แกแม่นยำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?

ไม่ต้องคาดเดาด้วยซ้ำว่าหีบสมบัติสีทองสุ่มมาจากอะไร แน่นอนเป็นอย่างยิ่ง มันถูกสุ่มมาเพื่อรองรับทักษะความสามารถของหยางเซวี่ย

วินาทีถัดมา ก่อนที่เฉินเทียนเซิงจะทันได้ตอบสนอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“หน้าสถานะเกียรติยศเปิดแล้ว”

“เกียรติยศของคุณถูกปลดล็อก ยิ่งค่าบูชาสูงความภักดีก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น หากคุณได้รับความภักดีสูงถึง 80% บุคคลดังกล่าวจะไม่มีวันทรยศคุณ”

“เมื่อความภักดีของผู้ใต้บังคับบัญชาต่อคุณอยู่ที่ 50% หลังจากผู้ใต้บังคับบัญชาฆ่าซอมบี้ คุณจะได้รับคะแนน 10% ยิ่งระดับค่าบูชาสูงเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์คะแนนที่จะได้รับก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น”

หน้าสถานะปรากฏขึ้นพร้อมกับฟังก์ชันคำอธิบายการใช้งาน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้หยางเซวี่ยมีสถานะไม่ต่างจากทาสหญิง

เฮ้ ระบบประมวลผลตรงเป้าเกินไปหรือเปล่า แกเฝ้าจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของฉันตลอดเวลาเลยหรือไง?

จบบทที่ บทที่ 25 คนดีมักอายุสั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว