เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน

บทที่ 24 เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน

บทที่ 24 เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน


บทที่ 24

เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน

พอเว่ยเฉียงเห็นว่าแผนการสำเร็จก็พึงพอใจมาก แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นต่อจากนั้น

“ไหนดูซิว่าใครกล้ายิงอาจารย์ของฉัน!”

จู่ ๆ ลัวหลงก็ตะโกนเสียงดัง ก่อนจะยืนอย่างสง่าผ่าเผยอยู่เหนือหลังคารถบรรทุก ในมือมีเปลวไฟลุกโชนขึ้น เปลวไฟนั้นค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเผาทั้งร่างของเขาราวกับคนถูกไฟคลอก

“อะไรวะนั่น!”

ไม่ว่าชาวบ้านทั่วไปหรือเหล่าทหาร แม้กระทั่งผู้สูงวัย ต่างก็ยืนนิ่งเหมือนเป็นอัมพาตไปชั่วขณะด้วยความหวาดกลัวหลังจากเห็นแบบนั้น

นายทหารคนนั้นตกใจมากจนมือสั่น หันปลายกระบอกปืนเล็งไปที่ลัวหลง

แต่ขณะเดียวกันนั้นเอง มนุษย์กลายพันธุ์อีกคนก็ปรากฏตัว

จู่ ๆ พายุทอร์นาโดลูกเล็ก ๆ ก็พัดกระโชกเข้ามาสู่บริเวณโดยรอบ ฝุ่นทรายและเศษหินปลิวว่อน จนพวกเขาไม่สามารถลืมตาได้ นับประสาอะไรกับการเล็งปืนให้แม่นยำ

ประตูฝั่งที่นั่งผู้โดยสารเปิดออก ลัวเฟิงแค่นเสียงคำรามออกมาอย่างดุเดือด พลางแสดงสีหน้าดุร้าย

“ไปให้พ้น!”

เพียงชั่วพริบตาเดียว สายลมกระโชกพัดพวกเขาจนเสียหลัก ก่อนพากันล้มหงายหลัง

ทุกคนต่างแสดงสีหน้าเหลือเชื่อเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

บนรถบรรทุก เด็กหนุ่มคนหนึ่งโกรธจนตัวลุกเป็นไฟ และเด็กสาวอีกคนก็เหมือนจะควบคุมลมพายุได้ ทั้งสองไม่ต่างจากยอดมนุษย์ที่มีอยู่จริง กำลังจ้องเขม็งไปที่ทุกคนอย่างดุร้าย

“อาจารย์ของฉันไม่ใช่ฆาตกร ถ้าคุณกล้ายิงเขา หลังจากนี้โดนฆ่าขึ้นมาก็อย่าหาว่าไม่เตือน!”

ลัวเฟิงเคารพเฉินเทียนเซิงมากกว่าสิ่งใด ถ้าคนพวกนี้กล้าทำให้อาจารย์ของเธอเดือดร้อน ต่อให้เป็นพ่อแท้ ๆ เธอก็ไม่ยอมไว้หน้า

“หยุด!”

ทหารอีกนายหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคนแรกที่พยายามจะเจรจา

“พวกคุณหยุดสร้างปัญหาได้แล้ว!”

ทันทีที่เขาเห็นหน้าเฉินเทียนเซิงซึ่งนั่งอยู่ในรถ เขาก็รู้สึกเกลียดอีกฝ่ายขึ้นมาทันที ไม่ว่าเรื่องราวจะถูกหรือผิด แต่เขาก็ตัดสินในใจไปแล้วว่าเฉินเทียนเซิงต้องไม่ใช่คนดี

เนื่องจากตอนนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน งานย่อมสำคัญกว่า ไม่ควรที่จะมาเสียเวลากับอาชญากรเหล่านี้

“เราได้รับคำสั่งให้อพยพประชาชน ถ้าคุณปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ทางเราจะไม่รับประกันความปลอดภัยของคุณอีกต่อไป!”

กระจกรถถูกลดระดับลง น้ำเสียงอันเย็นชาของเฉินเทียนเซิงตอบกลับมาอีกครั้ง

“ดูเหมือนคุณจะเข้าใจอะไรผิด ที่เรายังไม่ออกไป ก็เพราะเรายังมีจิตสำนึก เลยต้องการดูแลความปลอดภัยให้พวกคุณต่างหากล่ะ”

“อย่าพูดไร้สาระ คนอย่างคุณเนี่ยนะ โม้หน้าไม่อาย     จริง ๆ” นายทหารแค่นเสียงเย้ยหยัน

เฉินเทียนเซิงตอบกลับอย่างเย็นชา

“มียอดมนุษย์ถึงสองคนเกิดขึ้นในวันสิ้นโลกแบบนี้ ยังคิดไม่ได้อีกเหรอว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากกว่าคุณ แถมคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพลังพวกนี้คืออะไร เอาเป็นว่าคุณไม่มีคุณสมบัติมากพอจะคุยกับผม ถ้าอยากเจรจานักก็ถีบตัวเองขึ้นมาให้สูงพอ ๆ กันสิ พวกคุณมันไม่คู่ควรพอด้วยซ้ำ!”

“ไอ้ฆาตกร อย่าทำตัวหยิ่งผยองให้มันเกินไปนัก!”           เว่ยเฉียงสาปแช่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ถึงแม้ว่าวังอาหยาง หัวหน้าทีมกู้ภัยและค้นหาผู้รอดชีวิตจะดูถูกเฉินเทียนเซิงอย่างออกหน้าออกตา แต่เขาก็ไม่อยากมีปัญหากับมนุษย์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่สามารถควบคุมลมพายุและเปลวไฟ ดังนั้นจึงทำได้เพียงระงับความโกรธลงไป

“ผมจะกลับไปรายงานตามความเป็นจริง”

หลังจากพูดจบ เขาก็เลิกทะเลาะกับเฉินเทียนเซิง หันไปออกคำสั่ง

“อย่ามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ไปกันเถอะ รีบพาทุกคนขึ้นรถ แล้วเตรียมถอยกลับเลย เราต้องรีบอพยพเดี๋ยวนี้!”

พอไม่บรรลุเป้าหมาย เว่ยเฉียงกับคนอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ ได้แต่สาปแช่งอย่างลับ ๆ

“คอยดูเถอะว่าพวกแกจะรอดไปได้สักกี่น้ำ หึ เดี๋ยวได้รู้กัน”

ทุกคนแยกย้ายกันไป สวี่หว่านชิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เธอเดินตรงเข้าไปหารถบรรทุกตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะส่งสมุดวาดภาพให้คนในรถ

“ฉันวาดการ์ตูนรูปเหมือนของคุณเอาไว้ ได้โปรดรับไว้ด้วยค่ะ”

เดิมทีสวี่หว่านชิงเป็นนักวาดภาพประกอบ ช่วงสองถึงสามวันที่ผ่านมา หลังจากได้พบชายสวมหน้ากากในวันนั้น เมื่อเธอนึกถึงเขา เธอก็อดไม่ได้ที่จะวาดตัวการ์ตูนจำพวกซูเปอร์ฮีโร่ โดยยึดเขาเป็นต้นแบบ และได้ตั้งชื่อให้ตัวการ์ตูนนี้ว่า ‘ผู้กล้าของฉัน’

ขณะนั้นเอง ลัวหลงก็กระโดดลงมาจากหลังคารถ เนื้อตัวแดงเถือกด้วยความร้อน ยังมีควันพวยพุ่งออกมา เขาเปิดประตูรถอย่างรวดเร็วแล้วเข้าไปนั่งตรงที่นั่งผู้โดยสาร

สวี่หว่านชิงเลื่อนสายตาไปมองเขา ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดลามมาถึงลำคอ เอาแต่กะพริบตา     ปริบ ๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก

เฉินเทียนเซิงเอื้อมไปรับสมุดวาดภาพมาจากเธอ เป็นครั้งแรกที่เขามีรอยยิ้ม

“ดูดีมากเลย”

“ขอบคุณค่ะ”

สวี่หว่านชิงขอบคุณทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังคงแดงก่ำ จากนั้นก็หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป แต่ทันทีที่หมุนตัวก็ชนเข้ากับใครบางคน จึงรีบขอโทษขอโพยแล้ววิ่งต่อไป

หยางเซวี่ยรู้สึกเจ็บไหล่เล็กน้อย จากนั้นก็เปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ จากนั้นก็ถามอย่างหยอกล้อ “ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนคุณเหรอ?”

“ไร้สาระน่า”

“ถ้าไม่ใช่แฟน แล้วทำไมถึงได้หน้าแดงแบบนั้นล่ะ เธอปิ๊งคุณเหรอ?”

เฉินเทียนเซิงรีบเปลี่ยนเรื่อง หันไปหาลัวหลงที่นั่งเบียดเสียดอยู่ข้างหลังแล้วบอกว่า

“ฉันเตือนกี่ครั้งแล้วว่าให้ควบคุมพลังตัวเองหน่อย นายกลายเป็นชีเปลือยอีกแล้ว!”

ใบหน้าลัวหลงซีดขาว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ แต่    เฉินเทียนเซิงจ้องมองออกไปนอกตัวรถแล้วร้องอุทานขึ้นมา

“แย่แล้ว บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น”

เสียงโต้เถียงดังมาจากนอกตัวรถ

ตอนแรกกำหนดการที่ใช้ในการอพยพคนไม่ควรเกิน      30 นาที แต่ผู้อาศัยในเขตพัฒนาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้มีร่างกายอ่อนแอ และเด็กเล็ก

มีคนหนุ่มสาวและคนชราบางส่วน ต่างมีสิ่งของมีค่าส่วนตัวมากมาย พวกเขาไม่เพียงแต่ขอให้ทหารช่วยดูแลเงินทองเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องสิ่งที่ไร้เหตุผลมากมายครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่สำคัญหรอกว่าก่อนหน้านี้เป็นยังไง แต่ตอนนี้มันใช่เวลามาเรียกร้องที่ไหนกัน มีทั้งหายนะ มีทั้งซอมบี้ออกอาละวาด

ทหารที่ถืออาวุธปืนครบมือ กลับต้องมาช่วยคนชราขนกระเป๋าเสื้อผ้า รวมถึงทรัพย์สินมีค่าของเขาขึ้นรถ

สิ่งที่ทำให้เฉินเทียนเซิงรู้สึกประหลาดใจ คือตอนนี้มีหญิงชราวัยประมาณ 50 กำลังอุ้มหมาปั๊กตัวหนึ่ง กำลังยืนโต้เถียงอยู่กับทหาร

“คุณป้า เราคงให้หมาตัวนี้ขึ้นรถไปกับเราไม่ได้จริง ๆ มันเป็นกฎ!”

“เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน เป็นสมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ แม้แต่ลูกชายฉัน พวกคุณยังไม่ยอมให้พาไปด้วย พวกคุณเป็นทหารของประชาชนประสาอะไรกัน?”

หญิงชราพูดเริ่มขึ้นเสียง ยืนกรานหนักแน่นว่าจะเอาหมาปั๊กตัวนี้ขึ้นรถให้ได้ พร้อมกับแสดงท่าทีจะเป็นจะตายถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

“กฎคือกฎครับ ห้ามพาไปก็คือห้ามพาไป”

“กฎบ้ากฎบออะไรกัน หมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เลยนะ ทำไมไม่ยอมให้ฉันเอามันไปด้วย นี่คุณไม่มีจิตเมตตาเลยหรือไง?”

ผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ พยายามช่วยเกลี้ยกล่อม

มีเพียงเฉินเทียนเซิงเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าหมาปั๊กกำลังเลียคราบเลือดบนพื้นอยู่

พื้นถนนเต็มไปด้วยคราบเลือดของซอมบี้รวมถึงชิ้นเนื้อแหลกเหลว แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยสารพรีออน

เขาไม่รู้ว่าหมาปั๊กกินอาหารครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มันกำลังเคี้ยวเศษเนื้อบนพื้นอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เขาก็มองหมาปั๊กตัวนั้นเปลี่ยนไป เพราะนี่เป็นสัญญาณว่ามันกำลังจะกลายพันธุ์

พอเห็นภาพแบบนั้น เฉินเทียนเซิงก็รีบหยิบขวานแล้วกระโดดลงจากรถ โชคร้ายที่ยังช้าเกินไป ความหายนะได้เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากกินชิ้นเนื้อพวกนั้นจนหมด หมาปั๊กยังหิวโหยอยากกินเนื้อเพิ่ม แต่เพราะถูกเชือกจูงรั้งไว้ หมาปั๊กจึงหันกลับมาแล้วกัดเนื้อหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของแทน

“โอ๊ย ลูกจ๋า กัดแม่ทำไม อย่าโกรธเลยนะ แม่จะไม่ทิ้งลูกไว้ตามลำพังแน่”

หญิงชราหมอบลงเพื่ออุ้มหมาปั๊กขึ้นมาปลอบ แต่ตอนนี้หมาปั๊กได้กลายพันธุ์อย่างสมบูรณ์แล้ว มันเหวี่ยงเธอกระเด็นออกไป ก่อนอ้าปากที่เต็มไปด้วยคราบเลือดกัดหญิงชราซ้ำ

“ลากหมาตัวนี้ออกไป!”

ไม่รู้ว่าใครตะโกนแบบนั้นขึ้นมา ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ยังไม่ทันดึงหมาปั๊กออกมาจากร่างของเธอ

“หลีกไป!”

ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ ๆ พลังมหาศาลจะพุ่งพรวดเข้ามาจากด้านข้าง เฉินเทียนเซิงสับขวานลงไป ฆ่าทั้งคนทั้งหมาในคราวเดียว

“กรี๊ด เขาฆ่าคน!”

เมื่อเห็นฉากนองเลือดในระยะประชิดแบบนี้ คนอื่น ๆ ที่อยู่ในรถก็กรีดร้องเสียงดัง

ทหารที่เห็นก็ตกตะลึงเช่นกัน โดยเฉพาะผู้กองวังอาหยาง เขายกปืนขึ้นแล้วพูดด้วยความโกรธว่า

“ทำบ้าอะไรน่ะ วางอาวุธสังหารลงเดี๋ยวนี้!”

เฉินเทียนเซิงชี้ไปทางสองแม่ลูกต่างสายพันธุ์ตรงหน้า แล้วพูดเสียงกร้าว

“หมาตัวนี้กลายพันธุ์แล้ว ถ้าคนโดนกัด คนก็จะ          กลายพันธุ์ตามไปด้วย ผมฆ่าเขาก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”

บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบ จนกระทั่งเว่ยเฉียงตะโกนขึ้นว่า

“พูดมาได้ว่าเพื่อความปลอดภัยของเรา อย่าไว้ใจเขานะ เขาเป็นฆาตกร!”

ประโยคโต้กลับแค่ประโยคเดียว ทำให้เหตุการณ์โดยรอบวุ่นวายเกินจะควบคุม

จบบทที่ บทที่ 24 เขาไม่ใช่หมา แต่เป็นลูกชายของฉัน

คัดลอกลิงก์แล้ว