- หน้าแรก
- ตัวประกอบแล้วไง ข้าขอปั่นพลังตั้งแต่ในครรภ์มารดา
- บทที่ 110 - สี่สำนักศึกษาใหญ่แห่งจงโจวมาพร้อมหน้า ใครให้ความกล้าเจ้าลงมือ?
บทที่ 110 - สี่สำนักศึกษาใหญ่แห่งจงโจวมาพร้อมหน้า ใครให้ความกล้าเจ้าลงมือ?
บทที่ 110 - สี่สำนักศึกษาใหญ่แห่งจงโจวมาพร้อมหน้า ใครให้ความกล้าเจ้าลงมือ?
บทที่ 110 - สี่สำนักศึกษาใหญ่แห่งจงโจวมาพร้อมหน้า ใครให้ความกล้าเจ้าลงมือ?
ใบหน้าของเจียงเซียวเขียวปัด เขาสะบัดมือ ออกคำสั่งกับเถี่ยซานทันที
"ไม่รับแขก สั่งปิดประตูใหญ่ให้สนิท ใครกล้าปีนกำแพงเข้ามา ฟันทิ้งให้หมด"
"ดึกดื่นป่านนี้แห่กันมาป้วนเปี้ยนหน้าบ้านข้า คิดว่าตระกูลเจียงเปิดโรงทานหรือไง?"
เสิ่นอวิ๋นโหรวใช้นิ้วโป้งดันโกร่งดาบ กระบี่ฟันม้าเผยอออกจากฝักครึ่งชุ่น คมดาบสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ
"ท่านพี่พูดถูก คืนนี้เอิกเกริกเกินไป ผู้มาเยือนไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัด ไม่ควรให้เจาเจาเผยตัว"
"เดี๋ยวก่อนสิเจ้าคะ"
เสียงนุ่มๆ หวานๆ ดังขึ้นจากข้างขาของเจียงเซียว
ทุกคนก้มลงมองพร้อมกัน
เจียงเจาเจาโอบกระบองสีทองหม่นที่สูงกว่าหัวนางไปหนึ่งช่วงตัว แหงนหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ
"ท่านพ่อ ให้พวกเขาเข้ามาเถอะเจ้าค่ะ"
"ให้เข้ามา?"
เจียงเซียวก้มมอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์
"ดึกดื่นป่านนี้ แมลงวันฝูงนึงได้กลิ่นก็บินหึ่งๆ มาตอมแล้ว เจ้าจะให้พวกมันเข้ามาเหรอ?"
"ให้เข้ามาให้หมดเลยเจ้าค่ะ"
เจียงเจาเจายิ้มแฉ่ง เสียงหวานหยดย้อย แต่ในใจกำลังเคาะกระดานรัวๆ
[นี่มันพื้นที่โปรโมทฟรีๆ ชัดๆ!]
[เย่หลิงเอ๋อร์ใช้เวลาตั้งสามปีเต็มๆ อาศัยการหลอกลวงปั้นน้ำเป็นตัว สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนรกร้างตะวันออก จนคว้าจดหมายเชิญด้วยลายมือจากมหาวิทยาลัยไท่เสวียมาได้]
[ข้าเจียงเจาเจา จะมัวแต่นั่งรอให้นางปั่นกระแสอยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง?]
[ทัณฑ์อาวุธคืนนี้ ยอดเอนเกจเมนต์พุ่งปรี๊ดทะลุเพดานไปแล้ว]
[นี่มันคืออะไร? นี่มันคือความโชคดีหล่นทับ! เป็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาเลยสักแดงเดียว!]
[ไม่เกาะกระแส? งั้นก็โง่เต็มทนแล้ว!]
"ท่านพ่อ เย่หลิงเอ๋อร์อายุแค่สามขวบก็ตระเวนสร้างภาพโปรโมทตัวเองไปทั่วดินแดนรกร้างตะวันออกแล้ว"
"วันนี้ช่วยผู้อพยพ พรุ่งนี้ปราบปีศาจ"
"แทบจะอยากให้หมูหมากาไก่ที่ไหนคลอดลูกในดินแดนรกร้างตะวันออก ต้องถูกจดลงในบัญชีบุญกุศลของนางให้หมด"
"นางสร้างกระแสมาสามปี จนคนทั้งใต้หล้าลือกันว่านางคือเทพธิดาแห่งสวรรค์"
เจียงเจาเจากดเสียงต่ำลง
"เจาเจาหกขวบแล้ว ไม่ค่อยได้ออกไปไหน คนข้างนอกรู้แค่ว่าดินแดนรกร้างตะวันออกมีเย่หลิงเอ๋อร์ แต่ไม่รู้ว่ามีข้า"
"การสอบครั้งใหญ่ของจงโจวดูที่ระดับพลัง แล้วก็ดูประวัติภูมิหลังด้วย"
"ช่องว่างของข้อมูลมันห่างกันเกินไป เราเสียเปรียบนะเจ้าคะ"
เจียงเซียวฟังแล้วมึนงง "ประวัติภูมิหลัง?"
เจียงเจาเจาชูนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมา
"กรรมการคุมสอบพอมองดูปุ๊บ คนนึงคือสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพศรัทธา อีกคนคือเด็กบ้านนอกที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ จุดสตาร์ทก็ห่างกันเป็นแสนโยชน์แล้วเจ้าค่ะ"
นางตบลงบนกระบองยาว
กลิ่นอายของทัณฑ์สายฟ้าบนกระบองนี้ปิดบังไว้ไม่ได้หรอก
ในเมื่อปิดไม่ได้ ก็เอามาทำเป็นแบนเนอร์ซะเลยสิ
"ทัณฑ์อาวุธคืนนี้แหละ คือยอดทราฟฟิกชั้นดี"
"พวกที่แห่กันมากลางดึก ก็เพราะอยากมาดูให้เห็นกับตา"
"เราก็เปิดประตูต้อนรับอย่างสง่าผ่าเผย ให้พวกเขามองให้เต็มตาไปเลย!"
เจียงเซียวไม่เข้าใจคำว่ายอดทราฟฟิก แต่พอจะเดาความหมายได้คร่าวๆ
"เจ้าอยากจะยืมปากพวกนั้น ไปป่าวประกาศแทนเจ้างั้นรึ?"
"อื้อ"
"นี่เรียกว่า การดึงกระแส"
"ไม่ต้องใช้ศิลาวิญญาณของตระกูลเจียงแม้แต่ก้อนเดียว ก็สามารถแย่งยอดความฮอตที่เย่หลิงเอ๋อร์อุตส่าห์สะสมมาตั้งสามปีมาเป็นของตัวเองได้สบายๆ"
พอทฤษฎียาวเหยียดนี้ถูกพ่นออกมา รอบด้านก็ตกอยู่ในความเงียบกริบ
เจียงเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ เกาท้ายทอย หันไปมองพี่ใหญ่ของตัวเอง
"พี่ใหญ่ คำพูดของน้องเล็กน่ะ พอแยกทีละคำข้าก็พอเข้าใจนะ แต่เอามารวมกันแล้วทำไมมันฟังดูพิลึกจัง?"
เจียงจ้านกอดกระบี่เหล็กนิล ตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ไม่ต้องถาม ทำตามที่เจาเจาบอกก็พอ"
เจียงเซียวเดาะลิ้น
เรื่องอื่นไม่สำคัญหรอก
ที่สำคัญคือแผนนี้สามารถแย่งซีนนังหนูตระกูลเย่ได้ แถมยังช่วยสร้างชื่อให้ลูกสาวของเขาโดดเด่นก่อนการสอบครั้งใหญ่ได้อีกด้วย!
"เอาตามนี้แหละ!"
มือหยาบกร้านลูบหัวเจาเจาอย่างแรง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและเฉียบขาดในพริบตา
"เดี๋ยวเจ้าแค่นั่งเฉยๆ ก็พอ ที่เหลือพ่อจัดการเอง"
เจียงเจาเจาพยักหน้าอย่างว่าง่าย
"ท่านพ่อเท่ที่สุดเลยเจ้าค่ะ!"
เจียงเซียวแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น
เขาหันไปพยักพเยิดกับเถี่ยซาน
"เปิดประตูใหญ่ พาคนทั้งหมดไปที่ห้องโถงด้านหน้า"
หนึ่งเค่อต่อมา
ห้องโถงด้านหน้าของคฤหาสน์ตระกูลเจียงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
เจียงเซียวนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน มีเสิ่นอวิ๋นโหรวนั่งอยู่เคียงข้าง
เจียงจ้านยืนอยู่ด้านหลัง มือวางทาบด้ามกระบี่
เจียงซิงและเจียงเฉินยืนขนาบซ้ายขวา
เจียงเจาเจานั่งซุกอยู่บนตักผู้เป็นพ่อ บนตักมีกระบองยาวสีทองหม่นวางพาดอยู่
จ้าวหยวนหลั่งเป็นคนแรกที่เดินเข้ามา
ความวางก้ามลดลงไปจากคราวก่อนถึงสามส่วน ความนอบน้อมเพิ่มขึ้นมาเต็มสิบ
สีหน้าของเขาสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ในแววตามีแต่ความเสียใจ
ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลังเขาคฤหาสน์ตระกูลเจียงจะซุกซ่อนสัตว์ประหลาดสะท้านฟ้าที่สามารถเรียกทัณฑ์สายฟ้าได้เอาไว้!
ถ้ารู้ว่ามีฉากนี้ ต่อให้เมื่อกี้โดนซ้อม เขาหน้าด้านหน้าทนขอค้างคืนที่ตระกูลเจียงให้ได้!
ขอแค่สามารถดึงตัวอัจฉริยะคนนี้เข้าสำนักศึกษาชิงอวิ๋นได้ ครึ่งชีวิตที่เหลือของเขาก็ไม่ต้องลำบากอีกแล้ว
ผู้ติดตามระดับแก่นทองคำสองคนที่เดินตามหลังมา เอาแต่ชำเลืองมองกระบองสีทองหม่นในมือเจียงเจาเจาตาเป็นมัน
"ท่านผู้นำตระกูลเจียง เมื่อครู่ข้าจ้าวผู้นี้เสียมารยาทไปหน่อย——"
จ้าวหยวนหลั่งปั้นหน้ายิ้มแย้ม เพิ่งจะอ้าปากตีสนิท
"นั่ง" เจียงเซียวชี้ไปที่เก้าอี้ด้านล่าง
จ้าวหยวนหลั่งกลืนน้ำลายเอื้อก นั่งลงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
กลุ่มที่สองที่เข้ามาคือพวกตาเฒ่าจากตระกูลต่างๆ ในพื้นที่ดินแดนรกร้างตะวันออก
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงวิญญาณเจ็ดแปดคน ปกติแล้วในดินแดนรกร้างตะวันออกก็เดินกร่างคับซอยกันทั้งนั้น
แต่คืนนี้พอเหยียบเข้ามาในห้องโถง ก็ถูกรังสีอำมหิตของพ่อลูกตระกูลเจียงกดทับลงมาเต็มๆ
แต่ละคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม รีบพากันหดหัวไปนั่งหลบมุมเงียบๆ
พวกนี้เป็นแค่นักแสดงประกอบฉาก
เจียงเจาเจาไม่แม้แต่จะปรายตามอง สายตาจับจ้องไปที่นอกประตูอย่างใจจดใจจ่อ
ไฮไลต์มาแล้ว
เงาร่างสามสายเดินเข้ามาในห้องโถง
จ้าวหยวนหลั่งที่ก้นเพิ่งจะแตะเก้าอี้ถึงกับเด้งตัวพรวดขึ้นมา
แขนไปปัดโดนถ้วยชาข้างๆ จนน้ำชาหกเลอะเทอะไปหมด
คนที่เดินนำหน้ามาคือชายชราผมขาว รูปร่างผอมแห้ง สวมชุดนักพรตสีเทาที่ซักจนซีด
เขาเดินเชื่องช้า บนตัวไม่มีคลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมาแม้แต่น้อย ดูเหมือนตาเฒ่าซกมกในโลกมนุษย์ที่เพิ่งเมาเหล้ามาหมาดๆ
แต่วินาทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถง นิ้วของเจียงเซียวที่เคาะอยู่บนพนักเก้าอี้ก็ชะงักกึก
มือที่กำลังถือถ้วยชาของเสิ่นอวิ๋นโหรวหยุดนิ่ง
เพราะกลิ่นอายบนร่างของตาเฒ่าคนนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันลึกล้ำเกินไปต่างหาก
ลึกล้ำเสียจนกระทั่งเจียงเซียวที่อยู่ระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นปลายสูงสุด ยังรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น
ด้านหลังชายชรา มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินตามมา
ผู้หญิงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคน เกล้าผมมวยสูง ใบหน้าเย็นชา กลิ่นอายโอสถจางๆ ลอยอวลอยู่รอบตัว
ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่ม ในมือถือจานค่ายกล ปลายนิ้วมีแสงพลังวิญญาณสว่างวาบเป็นจังหวะ
แววตาของเขาคลั่งไคล้สุดขีด ถึงขั้นเรียกได้ว่าร้อนรนจนดูเหมือนคนเสียสติ
พอเดินเข้ามาในประตู สายตาก็กวาดมองไปทั่วห้องโถงอย่างบ้าคลั่งราวกับมีตะขอเกี่ยว
เจียงเจาเจารู้ตัวแล้วว่าใครเป็นใคร
[มหาวิทยาลัยไท่เสวีย, หุบเขาโอสถ, สำนักศึกษาหมื่นวิถี ตัวท็อปจงโจวมากันครบเลยแฮะ]
ชายชราผมขาวกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงอย่างสบายใจ ไม่สนแม้แต่ท่าทีระแวดระวังของเจียงเซียว
สายตาข้ามผ่านทุกคนไป หยุดลงที่กระบองยาวสีทองหม่นบนตักเจียงเจาเจาอย่างแม่นยำ
ในดวงตาฝ้าฟางพลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน เสียงไม่ดังนัก แถมยังแหบพร่าเล็กน้อย
"ข้าคือผู้ดูแลศิษย์สายนอกแห่งมหาวิทยาลัยไท่เสวีย หลิวชางไห่"
"ผ่านมาแถวนี้ เห็นทัณฑ์อาวุธจุติ เลยแวะมาขอจิบชาสักถ้วย"
พูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่พอชื่อ 'มหาวิทยาลัยไท่เสวีย' หลุดออกมา บรรดาตาเฒ่าระดับแปลงวิญญาณทั้งห้องโถงต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
มหาวิทยาลัยไท่เสวีย!
สถาบันการศึกษาอันดับหนึ่งแห่งจงโจว!
ขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ที่แค่ดึงขนหน้าแข้งร่วงเส้นนึงก็ยังหนากว่าต้นขาพวกเขามัดรวมกันซะอีก!
สีหน้าของจ้าวหยวนหลั่งยิ่งดูไม่จืด
มหาวิทยาลัยไท่เสวียมาเองแบบนี้ สำนักศึกษาชิงอวิ๋นของเขาจะเอาอะไรไปสู้?
แค่เป็นของแถมยังไม่คู่ควรเลย
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย
"หุบเขาโอสถ, ฟางจื่อซู บังเอิญผ่านมาพอดี"
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สุดท้ายไปหยุดที่เจียงเจาเจา แววตาแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
แต่ก็แค่นั้นแหละ
ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถผู้เย่อหยิ่ง มักจะดูถูกงานกรรมกรตีเหล็กหยาบๆ แบบนี้อยู่แล้ว
แต่ชายหนุ่มจากสำนักศึกษาหมื่นวิถีกลับก้าวพรวดๆ ไปข้างหน้าสามก้าว
จนแทบจะถึงเก้าอี้ประธานของเจียงเซียวอยู่แล้ว
"สำนักศึกษาหมื่นวิถี ศิษย์เอกแห่งตำหนักอาวุธ ลู่หย่วนจือ"
เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าและพูดรัวเร็ว
"กระบองท่อนนี้——"
พูดยังไม่ทันจบ เขาก็ยื่นมือออกไป
กางนิ้วทั้งห้า พุ่งตรงไปคว้ากระบองยาวสีทองหม่นบนตักเจียงเจาเจาหน้าตาเฉย!