- หน้าแรก
- ตัวประกอบแล้วไง ข้าขอปั่นพลังตั้งแต่ในครรภ์มารดา
- บทที่ 109 - เคาะเล่นๆ แต่ดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าเก้าสวรรค์มาซะงั้น!
บทที่ 109 - เคาะเล่นๆ แต่ดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าเก้าสวรรค์มาซะงั้น!
บทที่ 109 - เคาะเล่นๆ แต่ดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าเก้าสวรรค์มาซะงั้น!
บทที่ 109 - เคาะเล่นๆ แต่ดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าเก้าสวรรค์มาซะงั้น!
เจียงเจาเจาถกแขนเสื้อขึ้น แล้วยื่นมือล้วงเข้าไปในเตาหลอมที่อุณหภูมิสูงปรี๊ดหลายพันองศาหน้าตาเฉย
เจียงเฉินตกใจจนแทบวิญญาณหลุดออกจากร่าง
อุณหภูมิสองพันองศา ขนาดเหล็กนิลยังละลายกลายเป็นน้ำ แล้วแขนขาเล็กๆ นั่นล้วงเข้าไปมันจะเหลือแม้แต่ขี้เถ้าเรอะ!
เขาลุกลี้ลุกลนพุ่งเข้าไปหมายจะดึงตัวน้องสาวออกมา
แต่พอยื่นมือออกไป กลับถูกพลังอันอ่อนโยนสายหนึ่งดีดกระเด็นออกมา
ภายในเตาหลอม แขนเล็กๆ ขาวอวบนั้นมีแสงสีทองม่วงลอยปกคลุมอยู่บางๆ
"การจัดเรียงโครงสร้างจุลภาคใหม่ บวกกับการสลักลวดลายค่ายกลโดยตรง ค้อนธรรมดาๆ ทำไม่ได้หรอกนะ"
เจียงเจาเจาบ่นพึมพำ กำหมัดขวาแน่น แล้วเริ่มเคาะลงบนแท่งเหล็กที่ร้อนระอุด้วยความถี่สูงและละเอียดอ่อน
ทุกหมัดที่กระแทกลงไป พลังวิญญาณจะซึมซาบผ่านกระดูกเข้าไปในแท่งเหล็ก
นี่คือการรื้อโครงสร้างแก่นแท้ของพลัง แล้วค่อยๆ ตอกอัดพารามิเตอร์ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปในเนื้อวัสดุทีละเส้นๆ
การทุบตีที่ดูเหมือนสะเปะสะปะไร้แบบแผนดำเนินต่อเนื่องไปสามชั่วยาม จนค่อยๆ ก่อเกิดเป็นจังหวะจะโคนที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
มรรควิถีอันยิ่งใหญ่ย่อมเรียบง่าย
สิ่งเจือปนในวัสดุถูกบีบคั้นออกมาจนหมดสิ้น
กระบองยาวสีทองหม่นท่อนหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกองเพลิง
เจียงเจาเจากัดปลายนิ้วตัวเอง
บีบหยดเลือดแก่นแท้แห่งชีวิตที่เปล่งประกายสีทองม่วงออกมาหนึ่งหยด
ดีดนิ้วส่งออกไป
หยดเลือดร่วงหล่นลงบนแท่งกระบอง
"ผสาน"
บนพื้นผิวของกระบองสีทองหม่น ปรากฏลวดลายมรรคสีทองม่วงยุบยับวิ่งพล่านไปทั่วในพริบตา
ลวดลายเหล่านั้นไม่ใช่ยันต์โบราณแบบดั้งเดิม
แต่มันคือวงจรหมุนเวียนพลังวิญญาณที่นางใช้แคลคูลัสคำนวณออกมา!
กระบองส่งเสียงหึ่งๆ
ทั่วทั้งตำหนักหลอมอาวุธเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เหนือท้องฟ้าของดินแดนรกร้างตะวันออก
สายลมและหมู่เมฆแปรปรวนอย่างฉับพลัน
ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยเต็มไปด้วยหมู่ดาว ถูกบดบังด้วยเมฆดำทะมึนในเสี้ยววินาที
แรงกดดันแห่งฟ้าดินทิ้งตัวลงมาอย่างกึกก้อง ล็อกเป้าหมายไปที่ภูเขาหลังคฤหาสน์ตระกูลเจียงอย่างแน่นหนา
ลึกเข้าไปในชั้นเมฆ มังกรอัสนีม้วนตัวพลิกตลบ แสงสายฟ้าสีม่วงฉีกกระชากม่านราตรี
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทั้งดินแดนรกร้างตะวันออกล้วนสะดุ้งตื่นเพราะเดชานุภาพแห่งฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวนี้
และในเวลานี้ คฤหาสน์ตระกูลเจียงก็วุ่นวายจนแทบแตกแล้ว
เจียงเซียวและเสิ่นอวิ๋นโหรวเพิ่งจะรำลึกความหลังความปวดร้าวที่ต้องพรากจากกันมาสามปีเสร็จหมาดๆ
ยังไม่ทันได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เจียงเซียวก็หิ้วกางเกงถีบประตูเรือนหลักกระเด็น
"องครักษ์เกราะดำ จัดค่ายกล!"
องครักษ์เกราะดำชักดาบออกจากฝัก รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
เสิ่นอวิ๋นโหรวหิ้วกระบี่ฟันม้าพุ่งทะลุหน้าต่างออกมา
เจียงจ้านสะพายกระบี่เหล็กนิล พุ่งทะยานขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของหอชมจันทร์ในพริบตา
เจียงซิงที่เพิ่งกลับถึงห้อง บีบโอสถพิษระดับสูงนับสิบเม็ดแตกคามือ หมอกพิษตลบอบอวลไปทั่วร่าง
ผู้อาวุโสทั้งสองอย่างเจียงอู๋หยาและซ่งอวิ้น ยังไม่ทันได้คลุมเสื้อตัวนอกด้วยซ้ำ ก็เหินฟ้าขึ้นมาทันที
คนทั้งตระกูลเตรียมพร้อมรับมือศัตรูอย่างเต็มที่
เบื้องบนกลางอากาศ ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมอง
จ้องมองกลุ่มเมฆสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัว ที่ลอยคว้างอยู่เหนือตำหนักหลอมอาวุธร้างหลังเขา
"ทิศทางนั้นมัน"
"หลังเรือนของเจาเจานี่นา"
ใบหน้าของเจียงเซียวซีดเผือด
"ลูกพ่อ"
เขากระทืบเท้าส่งแรง พื้นดินเบื้องล่างระเบิดเป็นหลุมลึก ร่างของเขาพุ่งทะยานกลายเป็นภาพติดตาตรงไปที่หลังเขาทันที
เสิ่นอวิ๋นโหรวพุ่งตามไปติดๆ
ทุกคนแห่กันมาถึงหน้าตำหนักหลอมอาวุธร้าง
เพิ่งจะเตรียมพุ่งทะลวงเข้าไป
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีม่วงขนาดเท่าถังน้ำฟาดเปรี้ยงลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ทะลวงหลังคาจนเป็นรูโหว่
ค่ายกลตัดขาดการเชื่อมต่อสามชั้นที่เจียงเจาเจาวางไว้ ทนไม่ได้แม้แต่ลมหายใจเดียว แตกสลายไปในทันที
ท่ามกลางฝุ่นควัน เจียงเฉินถูกคลื่นกระแทกซัดจนลอยละลิ่วไปแปะติดกับผนังหินอย่างแรง
และที่ตรงจุดศูนย์กลาง
เจียงเจาเจาวัยหกขวบมัดผมหางม้า ถกแขนเสื้อขึ้นไปถึงไหล่
มือน้อยๆ กำกระบองยาวสีทองหม่นที่สูงกว่าตัวนางไปหนึ่งช่วงหัวไว้แน่น
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงบนกระบอง
ประกายไฟฟ้าวิ่งพล่านไปตามด้ามกระบอง ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ แสบแก้วหู
เจียงเจาเจาไม่เพียงแต่ไม่หลบ
กลับกำกระบองแน่นขึ้น หันหน้าเผชิญกับสายฟ้าเส้นที่สองที่กำลังผ่าลงมา
ง้างวงแขนกว้าง
แล้วฟาดกระบองสวนกลับขึ้นไปเต็มแรง
"สลายไปซะ!"
ตูม!
กระบองทองหม่นปะทะเข้ากับทัณฑ์สายฟ้า
แรงสะท้อนกลับอันน่าสะพรึงกลัว ปาดเอาหน้าดินรอบรัศมีร้อยจั้งให้หายวับไปหนึ่งชั้นเต็มๆ
ทัณฑ์สายฟ้าถูกกระบองนี้ฟาดจนแตกกระจายคาที
กลายเป็นประกายไฟเล็กๆ นับไม่ถ้วน แล้วถูกกระบองดูดซับเข้าไปจนหมดเกลี้ยง
แสงสีทองหม่นบนกระบองเปล่งประกายเจิดจ้า แว่วเสียงมังกรคำรามออกมาจางๆ
เมฆทัณฑ์สวรรค์เบื้องบนม้วนตัวอย่างเกรี้ยวกราด หมายจะผ่าลงมาให้ครบเก้าสาย
ผ่าลงมาสายไหน ก็ถูกบล็อก ถูกกินจนหมด
เมฆสายฟ้ากำลังดิ้นรนรวบรวมพลังเพื่อเค้นสายฟ้าเส้นที่สิบออกมา
เจียงเจาเจาแบกกระบองไว้บนบ่า แหงนหน้าขึ้น ปลายกระบองชี้ตรงไปบนฟ้า
"ยังไม่จบอีกใช่ไหม? ถ้าไม่ไป ข้าจะขึ้นไปหาเองนะ!"
กลุ่มเมฆทัณฑ์สวรรค์บนฟ้าชะงักกึกทันที
ดวงตาแห่งทัณฑ์สายฟ้าที่อยู่ลึกเข้าไปในชั้นเมฆลืมตาขึ้นมาเป็นรอยแยกเล็กๆ
กวาดสายตามองลงมา
เด็กน้อยมัดผมหางม้า
ที่เท้ามีสัตว์อสูรตัวน้อยสีแดงที่พ่นไฟได้หมอบอยู่
ดวงตาแห่งทัณฑ์สายฟ้าเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ไอ้เด็กเปรตสองตัวที่ชอบกินสายฟ้าเป็นขนมนี่นา!
กลุ่มเมฆสายฟ้าขนาดมหึมาม้วนตัวบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ภายในเมฆดูเหมือนจะกำลังตีกันเองอย่างดุเดือด
จะผ่าดีไหม?
ฝันร้ายที่เพิ่งโดนไอ้เด็กเปรตนี่แทะเป็นของว่างคราวก่อนยังหลอกหลอนอยู่เลย
จะไม่ผ่า?
แล้วสวรรค์จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
สุดท้าย ทัณฑ์สายฟ้าสีดำก็คายลูกไฟสายฟ้าขนาดเท่าฝ่ามือลงมาอย่างขอไปที
แหมะ
หล่นลงบนกระบอง
จากนั้น เมฆทัณฑ์สวรรค์อันหนาทึบก็สลายตัวหายวับไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าตอนขามาถึงสิบเท่า
ม่านราตรีกลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง
แสงดาวสาดส่องลงมา ไม่หลงเหลือแม้แต่สายลมพัดผ่าน
เจียงเซียวอ้าปากค้างกว้างจนยัดกำปั้นเข้าไปได้
กระบี่ฟันม้าในมือเสิ่นอวิ๋นโหรวร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเคร้ง
กระบี่เหล็กนิลของเจียงจ้านเกือบจะเฉือนนิ้วเท้าตัวเองขาด
ทุกคนในครอบครัวยืนตัวแข็งทื่อเป็นไก่ตาแตก มองดูก้อนแป้งน้อยที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
เจียงเจาเจาชูกระบองในมือขึ้น ส่งยิ้มแฉ่งโชว์เขี้ยวเล็กๆ ขาวสะอาดให้บรรดาผู้ใหญ่ที่กำลังกล้ามเนื้อหน้ากระตุกค้าง
"ท่านพ่อ ท่านแม่"
"เจาเจานอนไม่หลับ เลยเคาะของเล่นเล่นๆ น่ะเจ้าค่ะ"
นางแกว่งกระบองยาวไปมา ปลายกระบองกระแทกลงบนพื้น บังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังทึบๆ จนมิติรอบๆ สั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมา
"พวกท่านมาทำไมกันเยอะแยะเจ้าคะ? จะมาเล่นด้วยกันเหรอ?"
เถี่ยซานที่อยู่รั้งท้ายสุดถึงกับเข่าทรุด คุกเข่าดังป้าบ
เคาะของเล่นเล่นๆ?
คุณหนูเรียกไอ้ของพรรค์นี้ว่าของเล่นเหรอขอรับ!
แค่กลิ่นอายก็ระดับอาวุธกึ่งเซียนขึ้นไปแล้วนะ!
เจียงเซียวหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรงจนต้องซี๊ดปากด้วยความเจ็บปวด
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ย่อตัวลงตรงหน้าลูกสาว เสียงสั่นเครือจนไม่เป็นประโยค
"ลูกรัก... มะ..เมื่อกี้เจ้ากำลังตีเหล็กอยู่เหรอ?"
เจียงเจาเจาพยักหน้า ก่อนจะวิจารณ์ผลงานตัวเองอย่างถ่อมตัว
"ใช่เจ้าค่ะ แต่เครื่องมือไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่ ก็เลยได้ของที่พอใช้แก้ขัดไปก่อน"
เจียงเซียวหันขวับไปมองเสิ่นอวิ๋นโหรว
เสิ่นอวิ๋นโหรวหันไปมองเจียงจ้าน
เจียงจ้านมองไปที่เจียงซิง
เจียงซิงมองไปที่เจียงเฉิน
เจียงเฉินเพิ่งจะแงะตัวเองหลุดออกมาจากกำแพง สภาพฝุ่นเกาะเต็มหัว ยกนิ้วโป้งให้
"น้องเล็กสุดยอด"
......
เมืองเย่
ภายในห้องลับใต้ดิน
เย่หลิงเอ๋อร์ที่กำลังแช่ตัวอยู่ในบ่อเลือดข้นหนืด ผุดลุกขึ้นยืนพรวด
ไอมารรอบตัวปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียการควบคุม ระเบิดผนังหินจนเกิดรอยร้าวนับสิบสาย
นางจ้องเขม็งไปทางตระกูลเจียง ร่างกายสั่นเทิ้ม
"ทัณฑ์อาวุธ? ดินแดนบ้านนอกอย่างดินแดนรกร้างตะวันออกจะมีอาวุธกึ่งเซียนถือกำเนิดขึ้นได้ยังไง! เป็นไปไม่ได้!"
เย่หลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากจนเลือดออก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในปาก ข้อนิ้วกำแน่นจนส่งเสียงดังกึกๆ
สัญชาตญาณบอกนางว่า กำลังมีเรื่องบางอย่างที่หลุดพ้นจากการควบคุมเกิดขึ้นแล้ว
......
ตระกูลเจียง ยันต์สื่อสารระเบิดขึ้นเหนือเรือนหลัก
"ท่านผู้นำ! มีคนมาขอรับ!"
"อย่างน้อยก็สามกลุ่มเลย!"
สีหน้าของคนทั้งครอบครัวเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ทัณฑ์อาวุธเมื่อครู่นี้ สายฟ้าสีม่วงพาดผ่านท้องฟ้า ผู้บำเพ็ญเพียรในรัศมีสามร้อยลี้เห็นกันหมด
การถือกำเนิดของอาวุธกึ่งเซียน สำหรับดินแดนรกร้างตะวันออกแล้ว ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ร้อยปีจะมีให้เห็นสักครั้ง!