- หน้าแรก
- ตัวประกอบแล้วไง ข้าขอปั่นพลังตั้งแต่ในครรภ์มารดา
- บทที่ 107 - โอกาสชนะแปดส่วนเท่ากับรนหาที่ตาย? ต้องอัปเกรดให้ถึงสิบสองส่วน!
บทที่ 107 - โอกาสชนะแปดส่วนเท่ากับรนหาที่ตาย? ต้องอัปเกรดให้ถึงสิบสองส่วน!
บทที่ 107 - โอกาสชนะแปดส่วนเท่ากับรนหาที่ตาย? ต้องอัปเกรดให้ถึงสิบสองส่วน!
บทที่ 107 - โอกาสชนะแปดส่วนเท่ากับรนหาที่ตาย? ต้องอัปเกรดให้ถึงสิบสองส่วน!
เจียงเจาเจานั่งขัดสมาธิ สองมือเท้าคาง
ลูกคิดในสมองดีดดังเป๊าะแป๊ะ คำนวณโอกาสชนะในการสอบครั้งใหญ่ของจงโจวอย่างบ้าคลั่ง
แปดส่วน
นางเบิกตากว้าง ใบหน้าซาลาเปาน้อยๆ ยู่เข้าหากัน
[แปดส่วน! นี่มันหมายความว่ายังไง!]
[ถ้าเป็นตอนทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่ในชาติก่อน เอาโอกาสสำเร็จแค่แปดส่วนไปรายงานผู้อำนวยการล่ะก็ โดนไล่ให้ไปเขียนใบลาออกเดี๋ยวนั้นเลยแหละ]
[แล้วมาอยู่ในโลกบำเพ็ญเพียรที่กินคนแบบนี้ โอกาสชนะแปดส่วนก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ! ตัวแปรอีกสองส่วนที่เหลือนั่นแหละ คือชีวิตของคนทั้งตระกูล!]
ไม่ได้ อันตรายเกินไป
จะยอมให้มีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้แบบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาดไม่ได้
โลกนี้ไม่มีคำว่าทำดีที่สุดแล้ว มีแต่คำว่าต้องไม่พลาดแม้แต่น้อยเท่านั้น
ต้องอัปเกรดให้ถึงสิบส่วนเต็ม!
ไม่สิ ต้องสิบสองส่วน ต้องเผื่อไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยอีกสองส่วน
ระดับพลังก็เผยไม่ได้ วิชาอาคมก็ใช้อะไรที่แปลกประหลาดเกินไปไม่ได้ งั้นก็ต้องหันไปพึ่งวิชาชีพเสริมแล้วล่ะ
[ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายภาพ]
สองคำนี้เด้งไปเด้งมาอยู่ในหัว
ความแข็งแกร่งทางร่างกายของนาง ผ่านการชุบตัวในหอคอยแห่งกาลเวลามาเก้าสิบปี ทะลุขีดจำกัดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
[ฉากบังหน้าของข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรสายกายภาพ]
[จุดแข็งที่สุดของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายภาพคืออะไร? พละกำลังมหาศาล ร่างกายแข็งแกร่ง ทนความร้อน ทนการโจมตี!]
จู่ๆ สมองของเจียงเจาเจาก็สว่างวาบราวกับมีสายฟ้าแลบ
[นี่มันร่างศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดมาเพื่อตีเหล็กชัดๆ!]
[สำนักศึกษาหมื่นวิถีแห่งจงโจวได้อันดับสองเพราะอะไร? ก็เพราะการหลอมอุปกรณ์และค่ายกลนี่แหละ]
ตอนที่อยู่เหยาฉือ นางเคยไปเรียนกับผู้อาวุโสยอดเขาหลอมอาวุธอยู่พักหนึ่ง
แต่เหยาฉือเองก็ไม่ได้เก่งเรื่องหลอมอาวุธ แถมเวลานางก็รัดตัว นับนิ้วดูก็เพิ่งจะหลอมจานค่ายกลกับเครื่องรางป้องกันตัวไปแค่ไม่กี่ชิ้นเอง
อาวุธจริงๆ ยังไม่เคยแตะเลยสักชิ้นเดียว
[ลองวิชาหน่อยแล้วกัน]
[ยังไงซะหน้าฉากข้าก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกายภาพธาตุไฟ จะหลอมอาวุธเป็นก็ไม่ถือว่าแปลกหรอก]
คิดปุ๊บก็ลงมือปั๊บ
ในพจนานุกรมชีวิตของตัวตึงไม่มีคำว่า 'รอ'
เจาเจาหมุนตัวเดินไปที่ปลายเตียง ใช้เท้าเตะวั่งไฉที่กำลังนอนหงายผึ่ง ตีพุงดังครอกฟี้จนหงายท้อง
"โฮ่ง?"
สัตว์อสูรตัวน้อยสีแดงเพลิงกลิ้งหลุนๆ ไปบนพรมหนานุ่มสองรอบ ลืมตาสีทองขึ้นมาอย่างงัวเงีย อุ้งเท้ายังคว้าอากาศสะเปะสะปะอยู่เลย
"นอนอะไรกันเล่า! อายุแค่นี้เจ้ายังจะมัวแต่นอนอยู่อีกเหรอ! ลุกขึ้นมาทำโอทีเดี๋ยวนี้!"
เจียงเจาเจาคว้าหมับเข้าที่หลังคอของวั่งไฉ แล้วเหวี่ยงมันขึ้นไปเกาะบนไหล่
นางสวมรองเท้าบูตคู่เล็ก แล้วแง้มประตูห้องออกเล็กน้อย
การประชุมครอบครัวในลานกว้างด้านนอกสลายตัวไปแล้ว สายลมยามค่ำคืนพัดพัดใบไม้ร่วงหล่นลงมา สภาพทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลเจียงเงียบสงัด
เจียงเจาเจาสับขาสั้นๆ ย่องเงียบไปจนถึงลานประลองที่สวนหลังบ้านอย่างคุ้นเคย
ดึกดื่นป่านนี้ ที่นั่นกลับมีเสียงกระแทกทึบๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เด็กหนุ่มร่างกำยำผู้หนึ่ง กำลังเปลือยท่อนบน เหงื่อท่วมหัว สองมือยกแผ่นหินเหล็กนิลที่หนักหลายหมื่นชั่งขึ้นเสมอไหล่ แล้วทำสควอตย่อเข่าแบบแบกน้ำหนักอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์อย่างบ้าคลั่ง
หยาดเหงื่อไหลหยดไปตามกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ ยังไม่ทันตกถึงพื้นหินสีเขียว ก็ถูกปราณโลหิตที่ร้อนระอุภายในร่างกายระเหยกลายเป็นไอ ส่งเสียงดังฟ่อๆ เบาๆ
"พี่สาม"
เจียงเจาเจาชะโงกหัวเล็กๆ ออกมาจากหลังชั้นวางอาวุธ ร้องเรียกเสียงอ่อน
มือของเจียงเฉินสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เกือบจะปล่อยแผ่นหินหนักหลายหมื่นชั่งร่วงทับหลังเท้าตัวเองซะแล้ว
เขาทิ้งแผ่นหินลงพื้นเสียงดังสนั่น ทำเอาลานประลองสั่นสะเทือนไปหมด
จากนั้นก็รีบลุกลี้ลุกลนคว้าผ้าเช็ดตัวข้างๆ มาเช็ดเหงื่ออย่างลวกๆ กลัวว่ากลิ่นเหงื่อเหม็นๆ จะไปเตะจมูกน้องสาว
"น้องเล็ก?"
"ทำไมเจ้าถึงออกมาล่ะ? เสียงกรนของท่านพ่อกวนเจ้าเหรอ?"
"เดี๋ยวข้าไปแปะค่ายกลเก็บเสียงที่ห้องเจ้าเพิ่มให้อีกสองชั้นนะ!"
เจียงเฉินพูดเสียงอู้อี้ ก้าวยาวๆ ทำท่าจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อน"
เจียงเจาเจาคว้าข้อมือหนาๆ ของเขาไว้
"พี่สาม เมื่อก่อนบ้านเรามีตำหนักหลอมอาวุธใช่ไหม?"
เจียงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเกาท้ายทอย แล้วตอบตามตรง
"มีน่ะก็มี อยู่ข้างๆ ถ้ำน้ำแข็งหลังเขา"
"แต่บ้านเรามีแต่พวกชอบจับดาบจับทวน ไม่มีใครตีเหล็กแล้วล่ะ"
"ที่นั่นถูกทิ้งร้างมาเป็นร้อยปีแล้ว เตาหลอมก็หญ้าขึ้นหมดแล้ว เจ้าถามทำไมเหรอ?"
ดวงตาของเจียงเจาเจาเป็นประกายวิบวับทันที
มีอุปกรณ์ก็พอแล้ว!
[การหลอมอาวุธในโลกบำเพ็ญเพียรพึ่งอะไรล่ะ?]
[พึ่งเพลิงวิเศษบ้าบอคอแตกอะไรนั่น กับสัมผัสการตีเหล็กที่ลึกลับซับซ้อน พูดง่ายๆ ก็คืออาศัยแต่ประสบการณ์แล้วก็สุ่มกาชาเอานั่นแหละ]
[แต่ในสายตาของเจียงเจาเจา การตีเหล็กคือวิศวกรรมวัสดุที่ต้องอาศัยความแม่นยำขั้นสุด]
[อุณหภูมิการชุบแข็ง ปริมาณคาร์บอน สัดส่วนโลหะผสม แรงดันกระแทก... ขอแค่กุมตัวแปรหลักๆ ไว้ได้ บวกกับพลังกายอันบ้าคลั่งของกระดูกทองคำปราณม่วงสุดขั้วล่ะก็!]
[ถ้าไม่สร้างสายพานการผลิตระดับโรงงานอาวุธสงครามออกมา ก็เสียดายของที่อุตส่าห์มีตัวช่วยขั้นเทพขนาดนี้แย่เลย]
"พี่สาม ท่านอยากแข็งแกร่งขึ้นไหม?"
"อยากจะเอาชนะพวกคนจงโจวที่ชอบดูถูกดินแดนรกร้างตะวันออกของเรา จับพวกมันกดหัวถูไปกับพื้นในการสอบครั้งใหญ่เจ็ดวันข้างหน้าไหมล่ะ?"
เจียงเจาเจาเขย่งปลายเท้า กดเสียงต่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยมนตร์สะกดแห่งการวาดฝันชิ้นโต
เจียงเฉินผู้ไร้เล่ห์เหลี่ยม พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"อยาก! ใครกล้ารังแกเจ้า ข้าจะต่อยหัวมันให้แหลกเลย!"
"ดี!"
เจียงเจาเจาตบแขนเขาอย่างพอใจ ชี้ไปทางหลังเขา
"ไป ไปที่ตำหนักหลอมอาวุธกัน! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านคือผู้ตรวจเช็คคุณภาพสายพานการผลิตหมายเลขหนึ่ง และพนักงานควบคุมเครื่องจักรหลักของข้า!"
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ณ ตำหนักหลอมอาวุธที่ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน บริเวณหลังเขาของคฤหาสน์ตระกูลเจียง
ประตูเหล็กกล้าบานหนาหนักถูกเจียงเฉินผลักออกอย่างแรง ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว
เจียงเจาเจาเอามือปิดปากปิดจมูกเดินเข้าไป อาศัยแสงสว่างจากลูกไฟดวงเล็กๆ ที่วั่งไฉพ่นออกมา กวาดสายตามองไปรอบๆ ถ้ำอันกว้างขวางแห่งนี้
บ่อเพลิงใต้พิภพแห้งขอดไปนานแล้ว กลางถ้ำมีเตาหลอมสีดำทะมึนสูงเท่าคนสามคนตั้งตระหง่านอยู่ ลวดลายค่ายกลที่สลักไว้บนผนังเตาซีดจางไร้ประกาย
บนชั้นวางของรอบๆ เต็มไปด้วยเศษเหล็กเศษทองแดงเก่าๆ ฝุ่นจับเขรอะ
"วั่งไฉ ไปพ่นไฟที่บ่อเพลิงใต้พิภพ ดันอุณหภูมิขึ้นไปให้ถึงสองพันองศา! ถ้ายังไม่ถึงสองพันองศา ห้ามหยุดเด็ดขาด!"
"โฮ่ง!"
วั่งไฉอ้าปากกว้างอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก พ่นไฟแท้บริสุทธิ์สายหนึ่ง ไหลลงไปตามท่อตรงสู่ก้นบ่อเพลิงใต้พิภพ
พรึ่บ!
แสงไฟสีแดงเข้มสว่างวาบขึ้นมาส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำ แม้แต่น้ำค้างแข็งที่เกาะอยู่บนผนังถ้ำก็ยังละลายในพริบตา
"พี่สาม เอาค้อนเหล็กนิลที่อยู่มุมนั้นมาถือไว้"
เจียงเจาเจาออกคำสั่ง
เจียงเฉินเดินไปอย่างว่าง่าย ใช้มือเดียวหิ้วค้อนเหล็กที่หนักราวกับภูเขาลูกย่อมๆ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปขึ้นมา แล้วลองเดาะกะน้ำหนักดู
"เบาไปหน่อย ไม่ค่อยสะใจเท่าไหร่"
"ทนใช้ไปก่อนเถอะ"
เจียงเจาเจาเดินไปที่แท่นหินขนาดใหญ่ เทแร่ระดับสุดยอดกองโตที่ไปกอบโกยมาจากเหยาฉือ ออกมาจากแหวนมิติที่เป็นเหมือนคลังสมบัติส่วนตัวจนหมดเกลี้ยง
ทรายทองคำสีชาด เหล็กดารา หยกเหมันต์ร้อยปี...
สมบัติล้ำค่าระดับสุดยอดพวกนี้ ขืนเอาออกไปข้างนอกสักชิ้นเดียวก็อาจทำให้เกิดคดีนองเลือดได้สบายๆ แต่นางกลับเอามากองรวมกันไว้บนพื้นราวกับเศษวัสดุก่อสร้างซะงั้น
นางล้วงแท่งถ่านออกมา วาดแบบแปลนที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงลงบนแผ่นหินที่สะอาดสะอ้านอย่างรวดเร็ว
ด้านข้างมีข้อมูลกำกับไว้ถี่ยิบ: จุดหลอมเหลว กราฟเส้นความเหนียว สูตรคำนวณอัตราการนำพลังวิญญาณ
เจียงเฉินชะโงกหน้าเข้ามาดูแวบหนึ่ง ก็รู้สึกปวดหัวตึ้บ
"น้องเล็ก นี่วาดค่ายกลอยู่เหรอ?"