- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 911 – ต้องสร้างตำนาน
บทที่ 911 – ต้องสร้างตำนาน
บทที่ 911 – ต้องสร้างตำนาน
“ไหนลองบอกมาหน่อย ถ้าจะให้เขาเข้าเมเจอร์ลีกเบสบอล ต้องทำยังไงบ้าง?”
ฟลายยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกาหยางรั้งตัวโรเบิร์ตไว้ทำไม พอเขาได้ยินสิ่งที่เกาหยางพูดก็ถึงกับอึ้งไปทันที “หัวหน้า พูดเรื่องอะไรน่ะ? เมเจอร์ลีกเหรอ?”
โรเบิร์ตมองไปที่ฟลายแล้วอธิบายว่า “เมเจอร์ลีกแบ่งออกเป็นอเมริกันลีก กับเนชันแนลลีก ในอเมริกันลีก พิชเชอร์ ไม่ต้องลงไปตีลูกเอง แต่เนชันแนลลีกกำหนดให้พิชเชอร์ต้องลงไปตีด้วย ซึ่งปกติพิชเชอร์จะถูกจัดอยู่ในลำดับมือตีที่เก้า เมื่อทีมจากสองลีกมาเจอกัน กฎจะขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าบ้าน”
พูดจบ โรเบิร์ตก็ชี้ไปที่ฟลายแล้วยิ้ม “เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะดูจากสภาพของเขาแล้ว การตีลูกและการวิ่งเบสคงต้องฝึกเพิ่มอีกเยอะ แม้ด้วยพรสวรรค์และฝีมือที่เขาแสดงออกมาตอนนี้จะไม่มีทีมไหนกล้าปฏิเสธเขาแน่ๆ แต่ถ้าเขาเป็นพิชเชอร์ เขาเหมาะกับอเมริกันลีกมากกว่า ดังนั้นผมเชื่อว่าขอแค่เขาไปปรากฏตัวต่อหน้าแมวมองของเมเจอร์ลีก เขาก็จะได้เข้าลีกได้อย่างแน่นอน”
ฟลายถามเสียงซื่อ “มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เกาหยางเองก็สงสัยเช่นกัน “ง่ายขนาดนั้นเลย?”
โรเบิร์ตขมวดคิ้วแล้วบอกว่า “เอ่อ... แน่นอนสิ การจะเข้าเมเจอร์ลีกได้ คุณต้องแสดงความเหนือชั้นให้พวกแมวมองเห็นก่อน ผมคิดว่าถ้ามีแมวมองคนไหนเจอคุณเข้า ต่อให้เขาไม่ให้คุณเข้าทีมทันที เขาก็ต้องเชิญคุณไปทดสอบฝีมือแน่นอน”
ฟลายทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า เขามองโรเบิร์ตแล้วถามย้ำ “คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? แล้วคุณคิดว่าผมไม่มีปัญหาจริงๆ ใช่ไหม?”
โรเบิร์ตโบกมืออย่างมั่นใจ “เพื่อนเอ๋ย ขอแค่เป็นคนที่มีตา ใครๆ ก็รู้ว่าคุณเข้าเมเจอร์ลีกได้แน่ คุณอาจจะยังขาดประสบการณ์ไปบ้าง แต่ขอแค่มีเวลา คุณนี่แหละคือซูเปอร์สตาร์คนต่อไป”
เมื่อเห็นฟลายเริ่มยืนยิ้มกึ่งเพ้อ เกาหยางก็เริ่มกังวลว่าโรเบิร์ตที่ตอนนี้ใช้ชีวิตไปวันๆ อาจจะแค่แกล้งเยินยอ และเขากลัวว่าฟลายจะเหลิงจนกู่ไม่กลับ เขาจึงโบกมือขัดจังหวะ “พอแล้ว นั่นมันเมเจอร์ลีกนะ ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเดินเข้าไปได้ง่ายๆ อย่างที่พวกนายพูดหรอก”
เกาหยางพบว่าตัวเองเริ่มทำตัวเหมือน ‘ผู้ปกครอง’ เข้าไปทุกที ไม่เพียงแต่ต้องคิดถึงอนาคตของฟลาย แต่ยังกลัวว่าฟลายจะถูกคำชมฆ่าให้ตายทั้งเป็น จนเขาต้องเริ่มออกมาตรการป้องกันโดยไม่รู้ตัว
เขายิ้มให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะถามโรเบิร์ต “แล้วนายรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง?”
โรเบิร์ตยักไหล่ “ผมก็แค่แฟนเบสบอลคนหนึ่งน่ะ เป็นพวกคลั่งไคล้เข้าเส้นเลยล่ะ”
เกาหยางผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาไม่รู้จักใครที่เชี่ยวชาญมากนี้แล้ว เขาจึงถามต่อด้วยความหวัง “งั้นนายช่วยบอกรายละเอียดหน่อยได้ไหม ว่าจะทำยังไงให้เขามีโอกาสเข้าเมเจอร์ลีกจริงๆ?”
โรเบิร์ตครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ปกติคือผ่านแมวมอง ได้รับเชิญไปทดสอบฝีมือ แล้วเข้าสู่การดราฟต์ตัว แต่การดราฟต์มีขึ้นในเดือนมิถุนายน ปีนี้คงไม่ทันแล้ว แต่ผมคิดว่าถ้าเขาหาทีมเพื่อทดสอบฝีมือได้ เขาสามารถฝึกซ้อมไปพร้อมกับรอการดราฟต์ปีหน้า หรือถ้าจะเข้าทีมไมเนอร์ลีกเพื่อเริ่มแข่งเลยก็ได้ ถ้าทำแบบนั้นเขาจะเป็นตัวดราฟต์อันดับหนึ่งของปีหน้าแน่ๆ เพียงแต่ลำดับการดราฟต์จะขึ้นอยู่กับผลงานของทีม การสร้างชื่อในไมเนอร์ลีกก่อนอาจทำให้เขาถูกทีมท้ายตารางดึงตัวไป ซึ่งอาจไม่ใช่ทีมที่เขาอยากเข้าที่สุด แต่... อืม มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ ถ้าภายในครึ่งเดือนเขาไม่เซ็นสัญญากับทีมที่เลือกเขา เขาก็ยังสามารถเข้าทีมอื่นในฐานะฟรีเอเย่นต์ได้”
พอรู้ว่าช่วงการดราฟต์ผ่านไปแล้ว เกาหยางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “อย่างนี้เหรอ ต้องรอถึงปีหน้าเลยเหรอเนี่ย ช้าเกินไปหน่อยนะ”
โรเบิร์ตพลันนึกขึ้นได้ “โอ้ ผมลืมไป! คนสัญชาติอเมริกัน ดินแดนในปกครอง หรือแคนาดาต้องผ่านการดราฟต์ แต่ถ้าเป็นสัญชาติอื่น ไม่จำเป็นต้องดราฟต์ สามารถเซ็นสัญญาอิสระกับทีมไหนก็ได้เลย”
เกาหยางพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม แบบนี้ค่อยดีหน่อย ดีมากเลยล่ะ”
โรเบิร์ตไม่กล้าถามว่าฟลายสัญชาติอะไร เขามองฟลายแล้วยิ้ม “พวก! นายอยากเข้าทีมไหน? ฉันว่านายน่าจะลองเข้าทีม บอสตัน เรดซอกซ์ ดูนะ นายคิดว่าไง? การได้เข้าทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างเรดซอกซ์น่ะ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว นายควรจะ...”
ไม่ทันที่โรเบิร์ตจะพูดจบ ฟลายก็ตอบอย่างร่าเริงว่า “ถ้าฉันได้เข้าเมเจอร์ลีกได้จริงๆ ก็ต้องเข้าทีมจากนิวยอร์กสิ”
โรเบิร์ตมีสีหน้าตกใจและผิดหวังทันที เขาหลุดปากออกมาว่า “อะไรนะ? นายเป็นพวก ‘แยงกี้’ เฮงซวยนั่นเหรอ!”
เห็นได้ชัดว่าโรเบิร์ตเป็นแฟนพันธุ์แท้ของบอสตัน เรดซอกซ์ ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับนิวยอร์ก แยงกี้
โรเบิร์ตหน้าเสียไปเลย แต่ตอนนั้นฟลายกลับพูดอย่างร่าเริงว่า “ไม่ใช่แยงกี้ แต่เป็น นิวยอร์ก เมตส์ ฉันเป็นแฟนทีมเมตส์มาตั้งแต่เด็กแล้ว”
โรเบิร์ตถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหัวเราะ “ค่อยยังชั่ว นายไม่ใช่แฟนแยงกี้ที่น่ารังเกียจพวกนั้น แต่เพื่อน... ทีมเมตส์มีดีตรงไหนเหรอ? พวกเขาไม่มีประวัติศาสตร์ ผลงานก็งั้นๆ แถมโดนนิวยอร์ก แยงกี้ กดขี่มาตลอด มีเหตุผลอะไรที่ทีมเมตส์จะดึงดูดนายได้ล่ะ? ลองพิจารณาเรดซอกซ์เถอะ จริงๆ นะ ลองคิดดูสิ การได้เป็นพิชเชอร์มือหนึ่งของทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างเรดซอกซ์ ว้าว มันน่าตื่นเต้นสุดๆ เลยนะ”
ฟลายทำหน้าไม่แยแส “ฉันไม่รู้จักบอสตัน เรดซอกซ์ แล้วก็ไม่สนนิวยอร์ก แยงกี้ด้วย ฉันรู้จกแค่เนิวยอร์ก เมตส์ ไม่มีประวัติศาสตร์แล้วไง? ผลงานไม่ดีแล้วไง? ไม่มีแฟนคลับแล้วยังไง? ไม่มีน่ะดีแล้ว ฉันจะไปที่นั่นเพื่อคว้าทุกอย่างมาให้เมตส์เอง ให้ผู้คนจดจำชื่อของฉันไปพร้อมกับทีมเมตส์ การไปร่วมทีมที่เป็นตำนานอยู่แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? การสร้างตำนานขึ้นมาเองต่างหากที่น่าภูมิใจกว่าไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดของฟลายช่างโดนใจเหล่าสมาชิกทีมซาตานเสียเหลือเกิน ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย ราฟาเอลผิวปากหวีดหวิวแล้วยิ้มให้ฟลาย “เพื่อน ใจนายมันได้!”
ไอลีนฟาดฝ่ามือลงบนหลังฟลายอย่างแรงพลางหัวเราะ “เพื่อน เราจะรอนายพาเมตส์ไปเป็นทีมในตำนานนะ วันที่นายลงแข่ง พวกเราจะไปส่งเสียงเชียร์ที่ขอบสนามเอง!”
โรเบิร์ตอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับในที่สุด “แต่ทีมเมตส์อยู่ในเนชันแนลลีกนะ พิชเชอร์ต้องลงไปตีลูกด้วย ส่วนเรดซอกซ์อยู่อเมริกันลีก นายจะได้มีสมาธิกับการเป็นพิชเชอร์จนกลายเป็นตำนานไปเลยไง”
ฟลายยังคงท่าทีไม่ยี่หระ “ต้องลงไปตีลูกด้วยเหรอ? งั้นผมก็แค่ลงไปตีให้มันจบๆ ไป อยากเป็นตำนานจะไปกลัวเรื่องแค่นี้ได้ไง ก็แค่ฝึกเพิ่มสิ”
แม้จะเป็นหัวข้อที่ดูจะไม่เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่เลย แต่เกาหยางพอใจกับคำตอบของฟลายมาก ใช่แล้ว การเข้าร่วมตำนานมันจะไปสนุกอะไร สู้สร้างตำนานด้วยตัวเองสิถึงจะสะใจและเป็นตำนานที่แท้จริง
เกาหยางตบบ่าฟลายก่อนจะยิ้มให้โรเบิร์ต “นายพอจะมีช่องทางติดต่อแมวมองบ้างไหม? หรือพอจะรู้วิธีที่จะทำให้เขาไปเตะตาพวกทีมในเมเจอร์ลีกบ้างหรือเปล่า?”
โรเบิร์ตยิ้มเจื่อน “ผมก็แค่แฟนคลับคนหนึ่ง จะไปมีช่องทางติดต่อแมวมองได้ยังไงกันล่ะ”
เกาหยางไม่ได้ผิดหวังอะไรมาก เขาโบกมือแล้วบอกฟลาย “เอาละ ไว้กลับไปฉันจะลองหาคนติดต่อส่งนายไปทดสอบฝีมือดู บางทีนายอาจจะได้เป็นซูเปอร์สตาร์เร็วๆ นี้ก็ได้นะ”
ฟลายยิ้มแก้มปริ ส่วนโรเบิร์ตก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เลย ใช่เลย นายน่ะเกิดมาเพื่อเป็นดาราเบสบอลชัดๆ มาเป็น PMC น่ะเสียของเปล่าๆ เผื่อเกิดอะไรขึ้น... เอ่อ ขอโทษ นายต้องได้เป็นซูเปอร์สตาร์แน่ๆ”
คำพูดที่หลุดปากออกมาของโรเบิร์ตทำให้เกาหยางรู้สึกจุกในอกเล็กน้อย แต่เขาก็รู้ว่าสิ่งที่โรเบิร์ตพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าฟลายมีความสามารถจะเป็นซูเปอร์สตาร์ได้จริงๆ การมาเป็นทหารรับจ้างมันก็เสียของเกินไป แถมยังอันตรายเกินไปอีกด้วย
เผื่อบาดเจ็บ พิการ หรือถึงขั้นเสียชีวิต อนาคตที่สดใสของฟลายก็จะหายวับไปกับตา
อารมณ์ดีๆ ของเกาหยางถูกขัดจังหวะลง เขาโบกมือให้โรเบิร์ต “เอาละ คุยกันแค่นี้ก่อน นายไปช่วยเรียกคนมาทำความสะอาดที่นี่ให้หน่อยนะ อ้อ เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยคลายข้อสงสัย เอาเงินหนึ่งพันดอลลาร์นี่ไป ถือเป็นค่าปรึกษาแล้วกัน ขอบคุณนะ”
เกาหยางหยิบเงินออกมานับได้หนึ่งพันดอลลาร์แล้วยื่นให้โรเบิร์ต
โรเบิร์ตลังเล เขามองเงินในมือของเกาหยางอยู่พักใหญ่ จนเกาหยางที่ชูเงินค้างไว้เริ่มจะหมดความอดทน ในที่สุดเขาก็กลืนน้ำลายแล้วพูดว่า “ไม่ครับ ผมไม่เอาเงิน ผมชอบคุยเรื่องเบสบอลกับคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งได้คุยเรื่องนี้กับอัจฉริยะ มันทำให้ผม... มีความสุขมาก เพราะฉะนั้นผมรับเงินไม่ได้”
เกาหยางรู้สึกประหลาดใจ เพราะคนตกอับที่ใช้ชีวิตด้วยการขอเขากินไปวันๆ กลับปฏิเสธเงินของเขา หนึ่งพันดอลลาร์ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะในกรีนโซนทุกอย่างแพงหูฉี่ จนเขารู้สึกว่าให้แค่ร้อยดอลลาร์มันดูถูกกันเกินไป เขาคงไม่ให้ถึงพันหรอก เงินของเขาได้มาจากการเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ได้ลอยมาตามลมสักหน่อย
เกาหยางไม่อยากติดค้างบุญคุณโรเบิร์ต เพราะเขารู้สึกไม่ค่อยชอบหน้าหรือจะพูดให้ชัดคือดูถูกโรเบิร์ตอยู่ในที เขาจึงหยิบเงินออกมาอีกปึกหนึ่งโดยไม่ได้นับว่าเท่าไหร่ แต่รวมๆ แล้วน่าจะเกินสองพันดอลลาร์แน่นอน
พอกองเงินเพิ่มขึ้น แทนที่โรเบิร์ตจะใจอ่อน เขากลับดูแน่วแน่ขึ้น เขาพ่ายแพ้ต่อความขัดแย้งในใจก่อนจะส่ายหัวให้เกาหยางแล้วยิ้ม “ไม่ต้องจริงๆ ผมไม่ได้รังเกียจว่ามันน้อยหรอก จริงๆ เงินพันดอลลาร์มันก็มากมายสำหรับผม แต่ผมไม่อยากรับ เพราะคุณพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ กับผม... นานมากแล้วที่ไม่มีใครพูดขอบคุณผมเลย อืม ผมต้องขอบคุณคุณมากกว่า เอาละ ผมไปละ ดีใจที่ได้คุยกับพวกคุณนะ ลาก่อน เดี๋ยวผมจะเรียกคนมาให้นะ”
พูดจบ โรเบิร์ตก็หันหลังเดินจากไปทันทีราวกับกำลังวิ่งหนีความตาย เกาหยางที่ยังถือเงินค้างไว้มองตามแผ่นหลังของโรเบิร์ตแล้วพึมพำอย่างอึ้งๆ “หมอนี่... หมอนี่แปลกคนดีวุ้ย”
ทุกคนในกลุ่มต่างรู้สึกประหลาดใจและสะท้อนใจไปตามๆ กัน บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนที่เกรกลอรอฟจะถอนหายใจยาว “ไม่มีใครอยากทำให้เพื่อนร่วมรบต้องตายหรอก เขาอาจจะดูเหมือนพวกใช้ชีวิตไร้ศักดิ์ศรีไปวันๆ แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นเพียงวิธีประคองตัวให้รอดชีวิตของเขาก็ได้ ใครจะรู้ว่าลึกๆ แล้วเขายังมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่หรือเปล่า”
จากคนที่น่ารังเกียจ กลับแสดงสิ่งที่เรียกว่า ‘ศักดิ์ศรี’ ออกมาให้เห็น แม้โรเบิร์ตจะดูลังเลใจอย่างหนัก แต่ตอนที่เขาเดินจากไป เขากลับดูผ่อนคลายขึ้น นั่นแสดงว่าเขาผ่านการต่อสู้ในใจมาแล้ว และสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดไว้ แทนที่จะรับเงินจำนวนมหาศาลสำหรับเขา
เกาหยางเก็บเงินเข้ากระเป๋าแล้วยิ้ม “ฉันเริ่มไม่ค่อยดูถูกและเกลียดเขาแล้วแฮะ เอาละ มาพูดเรื่องจริงจังกันต่อ ฟลาย นายไม่คิดเหรอว่านายควรจะเริ่มพิจารณาเรื่องการเข้าเมเจอร์ลีกเบสบอล เพื่อไปเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างจริงจังได้แล้ว?”
------
(จบบทที่ 911)