- หน้าแรก
- มหาเทพยุทธ์ในโลกที่วุ่นวาย
- บทที่ 3 - ปืนลูกโม่กับทางเลือกใหม่
บทที่ 3 - ปืนลูกโม่กับทางเลือกใหม่
บทที่ 3 - ปืนลูกโม่กับทางเลือกใหม่
บทที่ 3 - ปืนลูกโม่กับทางเลือกใหม่
☆☆☆☆☆
ฟู่เจวี๋ยหมินเดินขึ้นมายังห้องนอนของตัวเองบนชั้นสาม
ห้องนี้กว้างขวางจนเรียกได้ว่าฟุ่มเฟือย มีทั้งโทรศัพท์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง และอุปกรณ์ขี่ม้าโปโลครบชุดวางเรียงรายอยู่ตามมุมห้อง ผนังด้านทิศใต้ทั้งหมดเป็นหน้าต่างกระจกสีที่มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล
ข้างนอกหน้าต่างฝนยังคงตกหนักไม่ลืมหูลืมตา หยดน้ำฝนที่ซัดสาดกระทบกระจกอย่างรุนแรงทำให้บรรยากาศภายในห้องดูพร่ามัวไปด้วยแสงสะท้อนของผิวน้ำ
ฟู่เจวี๋ยหมินเดินไปที่โต๊ะทำงานไม้พะยูงทางด้านทิศตะวันออกของห้อง เขาวางกล่องโสมในมือลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องพรายน้ำที่ได้ยินมา
เขาเพิ่งกลับมาจากท่าเรือและได้รับฟังเรื่องราวที่ดูประหลาดและลี้ลับ แต่ฟู่กั๋วผิงอารองของเขากลับปฏิเสธเสียงแข็งว่ามันไม่มีจริง นั่นทำให้เขาเริ่มสับสนว่าโลกใบนี้มีความเหนือธรรมชาติซ่อนอยู่จริงๆ หรือไม่
"หวังว่ามันจะไม่มีอยู่จริงนะ..."
เขานึกในใจพลางเอื้อมมือไปดึงลิ้นจี่ชั้นบนสุดของโต๊ะทำงานออกมา
ภายในนั้นมีซองจดหมายปึกหนึ่งวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ทั้งหมดคือจดหมายรักที่เจ้าของร่างเดิมเขียนถึงหญิงสาวที่ชื่อ "โจวอวิ๋นจื่อ"
โจวอวิ๋นจื่อคนนี้เป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมสตรีในเมืองหลวนเหอ แม้ฐานะทางบ้านจะธรรมดาแต่เธอมีความสวยที่โดดเด่นมาก
หลังจากเจ้าของร่างเดิมได้พบเธอเพียงครั้งเดียวก็ถึงกับหลงเสน่ห์อย่างถอนตัวไม่ขึ้นและพยายามตามจีบเธออย่างหนัก
อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้ฟู่เจวี๋ยหมินต้องข้ามมิติมาครั้งนี้ ก็เกิดขึ้นในระหว่างที่เจ้าของร่างเดิมกำลังเดินทางไปพบโจวอวิ๋นจื่อตามที่นัดหมายไว้ในกระดาษโน้ตนั่นเอง
ฟู่เจวี๋ยหมินสุ่มหยิบจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วเปิดอ่าน ข้อความที่หวานเลี่ยนและดูไร้เดียงสาในนั้นทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก จึงไม่แปลกใจเลยที่จดหมายเหล่านี้จะถูกส่งกลับคืนมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาปัดกองจดหมายออกแล้วค้นหาลึกลงไปจนในที่สุดก็พบสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ
มันคือกล่องเหล็กใบเล็กขนาดประมาณสองฝ่ามือที่มีลวดลายประณีต เขาหยิบมันออกมาแล้วเปิดดู
ทันทีที่เห็นของข้างใน แววตาของฟู่เจวี๋ยหมินก็สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
ข้างในนั้นคือปืนลูกโม่กระบอกหนึ่ง
ตัวปืนทำจากนิกเกิลเงินที่ผ่านการขัดเงาอย่างดีจนส่งประกายเงางามดูนุ่มนวล ด้ามปืนทำจากไม้มะเกลือที่ให้ความรู้สึกเรียบลื่นเหมือนผ้าไหมเวลาจับ ที่ด้ามปืนด้านหนึ่งสลักลวดลายกิ่งมะกอกกับนกอินทรี พร้อมด้วยตัวอักษรภาษาวิลลิโด้เล็กๆ ว่า "เวบลีย์..."
"นี่มันน่าดึงดูดกว่าผู้หญิงเป็นไหนๆ เลยไม่ใช่หรือไง?"
ฟู่เจวี๋ยหมินอดไม่ได้ที่จะหยิบปืนขึ้นมา เขาเลียนแบบท่าทางในภาพยนตร์จากชาติก่อนโดยการถือปืนด้วยสองมือและเล็งไปข้างหน้า
ปืนกระบอกนี้เป็นของขวัญวันเกิดครบรอบสิบแปดปีที่อารองฟู่กั๋วผิงมอบให้เขาเมื่อปีที่แล้ว ตอนได้มาใหม่ๆ เจ้าของร่างเดิมก็เห่อเล่นอยู่พักหนึ่ง แต่พอหมดสนุกก็โยนมันทิ้งไว้ในลิ้นจี่จนฝุ่นเกาะ
ในยุคที่อาวุธปืนกำลังรุ่งเรืองเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ฟู่เจวี๋ยหมินได้มากไปกว่าปืนอีกแล้ว
"วันหลังต้องไปขอให้อารองช่วยสอนวิธีใช้ปืนอย่างจริงจังเสียหน่อย..."
ฟู่กั๋วผิงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากรมกิจการพลเรือนของเมืองหลวนเหอ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรมตำรวจแต่ทำหน้าที่เป็นกองกำลังติดอาวุธภาคประชาชนที่ได้รับการรับรองจากทางการ มีหน้าที่หลักคือสนับสนุนภารกิจของตำรวจ
ตระกูลฟู่มีฐานะร่ำรวย ฟู่กั๋วผิงจึงมีคนในสังกัดหลายร้อยคนพร้อมปืนนับร้อยกระบอก แถมยังมีสนามฝึกซ้อมยิงปืนเป็นของตัวเองอีกด้วย
ฟู่เจวี๋ยหมินถือปืนเดินไปเดินมาในห้องพร้อมจินตนาการว่ามีศัตรูพุ่งออกมาจากมุมต่างๆ แล้วเขาก็จัดการยิงพวกมันทิ้งทีละคน
ปืนกระบอกนี้ไม่ได้บรรจุกระสุนไว้ เมื่อเหนี่ยวไกจึงได้ยินเพียงเสียงกลไกกระทบกันดังแกร็กๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็สร้างความพึงพอใจให้เขาอย่างมาก
เขาก้าวไปที่หน้าต่างโดยไม่รู้ตัวแล้วเล็งปืนออกไปข้างนอกเพื่อหาเป้าหมาย
ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของคนสองคนกำลังทำท่าทางแปลกๆ โดยการยืนย่อเข่าหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝนที่สนามหญ้าหลังบ้าน
ฟู่เจวี๋ยหมินแววตาไหววูบ เขาสดุ้งเล็กน้อยแล้วค่อยๆ วางปืนลง
เขาจ้องมองคนสองคนที่กำลังยืนตากฝนอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบเก็บปืนเข้าที่แล้วเดินออกจากห้องไปทันที
อาณาเขตของคฤหาสน์ตระกูลฟู่นั้นกว้างขวางมาก ทิศใต้เป็นประตูหลักสำหรับรับแขก ทิศตะวันออกเป็นสนามหญ้าและสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของคนในครอบครัว ส่วนพื้นที่หลังบ้านทางทิศตะวันตกและทิศเหนือคือพื้นที่สำหรับคนรับใช้
ตอนนี้ฟู่เจวี๋ยหมินกำลังเดินมาที่หลังบ้าน
ภายใต้ศาลาพักผ่อนที่ยาวเหยียด มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำนับสิบคนกำลังรวมตัวกันอยู่ บางคนกำลังประลองกำลังกัน บางคนกำลังฝึกยกดัมเบลหิน พอเห็นฟู่เจวี๋ยหมินเดินเข้ามา ทุกคนก็รีบตะโกนทักทาย "คุณชายครับ"
ฟู่เจวี๋ยหมินยิ้มตอบพวเขา ก่อนจะเดินตรงไปยังคนเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในศาลา
ตระกูลฟู่ยังคงรักษาธรรมเนียมแบบบ้านเศรษฐีสมัยเก่าที่ต้องมีนักสู้คอยคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งหน่วยคุ้มภัยและบอดี้การ์ด
คนเหล่านี้นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของคนคนเดียว ซึ่งก็คือคนที่ฟู่เจวี๋ยหมินตั้งใจมาหาในตอนนี้ เขาเป็น "ชายร่างเล็ก" ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้หวาย มีรูปร่างผอมเกร็งและผมเริ่มหงอกขาวจนดูเหมือนคนแก่
ฟู่เจวี๋ยหมินเดินไปหยุดข้างๆ ชายคนนั้นแล้วทักทายอย่างนอบน้อม "อาถงครับ"
ชายคนนั้นได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับยิ้มให้ รอยยิ้มที่ทำให้รอยย่นบนใบหน้าชัดขึ้นทำให้เขาดูแก่ชราลงไปอีก
"คุณชายมีธุระอะไรถึงมาที่หลังบ้านล่ะครับ?"
ชายคนนี้มีชื่อว่าหลี่ถง ความจริงอายุเขาเพิ่งจะสี่สิบกว่าปีเท่านั้น มีคนเล่าว่าสาเหตุที่เขาดูแก่ก่อนวัยเป็นเพราะความผิดพลาดจากการฝึกวรยุทธ์ในสมัยหนุ่มบวกกับอาการบาดเจ็บที่เคยได้รับ
หลี่ถงเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันของตระกูลฟู่ ฟู่เจวี๋ยหมินรู้เพียงว่าเขาเป็นนักสู้ที่มีฝีมือร้ายกาจมาก ฟู่กั๋วเซิงพาเขามาที่บ้านเมื่อหลายปีก่อนและเขาก็อยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา ปกติแล้วแม้แต่ฟู่กั๋วเซิงเองก็ยังให้ความเคารพเขามาก
"ไม่มีอะไรครับ แค่ว่างๆ เลยเดินมาดูเรื่อยเปื่อย"
มีผู้คุ้มกันที่รู้ความรีบยกเก้าอี้มาให้คุณชาย ฟู่เจวี๋ยหมินนั่งลงข้างๆ หลี่ถง เขาเห็นจานผลไม้วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กจึงหยิบส้มขึ้นมาปอกกิน
"อาถงครับ"
ฟู่เจวี๋ยหมินชี้ไปยังคนสองคนที่ยืนย่อเข่าตากฝนอยู่ไกลๆ แล้วถามว่า "สองคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?"
หลี่ถงตอบว่า "ทำงานไม่เรียบร้อย เลยให้ยืนสำนึกผิดน่ะครับ"
"ต้องยืนนานแค่ไหนครับ?"
"ไม่นานหรอกครับ แค่สองชั่วยามเอง"
สองชั่วยามก็คือสี่ชั่วโมง
ฟู่เจวี๋ยหมินนึกเสียวสันหลังอยู่ในใจ ถ้าฝนตกหนักแบบนี้ไปจนถึงค่ำ การยืนตากฝนนานถึงสี่ชั่วโมงจะไม่ทำให้ร่างกายทนไม่ไหวจนป่วยหนักไปเลยหรือ?
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฟู่เจวี๋ยหมินต้องเข้าไปก้าวก่าย
เขาคุยสัพเพเหระกับหลี่ถงอยู่พักใหญ่เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม ในที่สุดเขาก็ปอกส้มแล้วยื่นให้หลี่ถง
"อาถงครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อย"
หลี่ถงหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะรู้ทัน "เรื่องอะไรล่ะครับ ลองว่ามาสิ"
ฟู่เจวี๋ยหมินพูดขึ้นว่า "ผมอยากจะขอเรียนวรยุทธ์กับอาถงครับ"
ทันทีที่สิ้นประโยคนั้น เหล่าผู้คุ้มกันที่นั่งกระจายตัวอยู่รอบๆ ก็หยุดการกระทำทุกอย่างลงทันทีและหันมามองเขาเป็นตาเดียว
หลี่ถงเองก็นิ่งไปครู่หนึ่ง "ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะมาเรียนวรยุทธ์กับอีกล่ะครับ?"
ฟู่เจวี๋ยหมินเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว
"อุบัติเหตุครั้งนี้ ท่านหมอที่โรงหมอซิ่งอันบอกว่าร่างกายผมได้รับบาดเจ็บลึกถึงพื้นฐาน การบำรุงด้วยยาและอาหารเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาจากภายในครับ..."
เขาแสร้งทำสีหน้าลำบากใจพลางเหลือบมองไปทางบ้านใหญ่ "เดิมทีผมอยากจะไปฝึกฟันดาบสากลหรือเล่นโปโล แต่ตอนนี้คุณพ่อยังไม่ยอมให้ผมออกจากบ้านง่ายๆ เลยครับ"
ทุกคนในตระกูลฟู่ต่างรู้ดีว่าอุบัติเหตุครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน เหตุผลนี้จึงดูสมเหตุสมผลมาก เหล่าผู้คุ้มกันต่างสบตากันแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เมื่อพูดจบ ฟู่เจวี๋ยหมินก็นั่งรออย่างสงบ สายตาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของหลี่ถง
หลี่ถงไม่ได้ตอบตกลงในทันที เขาเพียงแต่ก้มมองส้มที่ปอกแล้วในมือของฟู่เจวี๋ยหมิน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงรับส้มมาและค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย
"ให้พวกเขายืนต่ออีกครึ่งชั่วโมง แล้วบอกให้คนในครัวต้มน้ำขิงให้คนละชาม"
หลี่ถงสั่งงานผู้คุ้มกันคนหนึ่งแบบลวกๆ จากนั้นเขาก็เอามือไขว้หลังแล้วเดินตรงออกจากศาลาไป
ฟู่เจวี๋ยหมินรีบลุกขึ้นเดินตามไปทันที ในใจเขารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เพราะดูเหมือนว่าเรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
[จบแล้ว]