เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 หัตถ์ว่างเปล่า ร้อยปักษาสู่หงส์

บทที่ 66 หัตถ์ว่างเปล่า ร้อยปักษาสู่หงส์

บทที่ 66 หัตถ์ว่างเปล่า ร้อยปักษาสู่หงส์


บทที่ 66 หัตถ์ว่างเปล่า ร้อยปักษาสู่หงส์

หลังจากประเมินสมบัติไปไม่กี่ชิ้น ช่วงเช้าก็ผ่านพ้นไป

แม้หอประเมินสมบัติจะปรารถนาให้เฉาเฟิ่งทุกคนประเมินสมบัติจนตัวตาย ทว่ามนุษย์ย่อมต้องกินดื่มขับถ่าย ประกอบกับทุกครั้งที่ใช้วิชาเพ่งจิต ล้วนเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองพลังจิตอย่างยิ่ง

ดังนั้น ช่วงเที่ยงจึงมีเวลาให้พักผ่อน และมีการจัดเตรียมโรงอาหารไว้ให้

เฉินเส้าจวินกินข้าวเสร็จ ก็ได้สืบข่าวสารที่กระจัดกระจายมาได้อีกสองสามเรื่อง

ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ใครบางคนได้รับปราณมงคลมาเยือน ปราณวิญญาณชำระกาย หรือเฉาเฟิ่งคนไหนที่ไม่ระวังจนถูกปราณพิฆาตแทรกซึมและถูกหามออกจากหอประเมินสมบัติไป

เมื่อสมบัติที่ต้องประเมินค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งที่โชคดีและโชคร้ายก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย

โดยเฉพาะศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งเริ่มสัมผัสกับอาชีพเฉาเฟิ่ง พลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณยังไม่แข็งแกร่ง พอถูกปราณพิฆาตที่รุนแรงขึ้นมาหน่อยจู่โจม ย่อมมิอาจต้านทานได้ทันที เพียงแค่ช่วงเช้าวันเดียว ก็มีคนล้มลงไปอีกสิบกว่าคน

"พี่... พี่เฉิน"

ในขณะนั้นเอง เสียงที่ดูลังเลสายหนึ่งก็ดังแว่วมา

เฉินเส้าจวินหันไปมอง พบว่าเป็นเหยียนติ้งเฉิน ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งจากโรงรับจำนำจวี้ฉายที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวานและค่อนข้างพูดมากผู้นั้น

"พี่น้องเหยียนนี่เอง"

เฉินเส้าจวินยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย

เมื่อเห็นว่าเฉินเส้าจวินไม่ได้เปลี่ยนท่าทีไปมากนักแม้จะได้เป็นเฉาเฟิ่งทางการแล้ว เหยียนติ้งเฉินก็ผ่อนคลายลง น้ำเสียงพลันสดใสขึ้นทันที "เมื่อวานได้ยินว่าพี่เฉินประเมินสมบัติจนได้รับปราณมงคล ทะลวงวิชาเพ่งจิตเข้าสู่ขั้นความสำเร็จระดับต้นจนได้เป็นเฉาเฟิ่งทางการในคราวเดียว วันนี้ได้เห็นเข้าจริงๆ สง่าราศีช่างไม่ธรรมดาเลย"

"ก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง"

เฉินเส้าจวินเอ่ยอย่างถ่อมตัว

"โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังนะ

น่าเสียดายที่ข้ากับอาหย่งไม่มีโชคเช่นนั้น เมื่อวานยังซวยไปเจอสมบัติพิฆาตดุร้ายเข้า เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว

ทว่าเคราะห์ใหญ่ไม่ตายย่อมมีลาภตามมา บัดนี้ข้าสัมผัสได้ว่าคอขวดเริ่มสั่นคลอน คาดว่าต่อให้งานชุมนุมล้ำค่าครั้งนี้จะไม่มีวาสนา แต่อีกไม่นาน ข้าก็น่าจะทะลวงระดับได้เป็นเฉาเฟิ่งทางการเหมือนท่านแล้วล่ะ"

เหยียนติ้งเฉินกล่าวพลางหัวเราะฮ่าๆ เริ่มมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมา

"งั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้าจริงๆ"

"ยินดีด้วยกัน ยินดีด้วยกัน"

เหยียนติ้งเฉินกล่าว จากนั้นสีหน้าพลันเคร่งขรึมลง ลดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า "บัดนี้ท่านเป็นเฉาเฟิ่งทางการแล้ว สามารถเข้าออกหอประเมินสมบัติได้อย่างอิสระ เช่นนั้นยามออกไปข้างนอก ต้องระวังตัวให้มากนะ"

"หือ?"

เฉินเส้าจวินชะงักไป มองเขาด้วยความสงสัย

"ข้าได้ยินมาว่า ช่วงนี้มีคนกลุ่มหนึ่งข้างนอกกำลังตามหาเฉาเฟิ่งไปประเมินสมบัติ ท่านไม่ต้องสนว่าข้ารู้ได้อย่างไร ข้ามีแหล่งข่าวของข้าเอง

สรุปคือ หากท่านออกไป ต้องระวังให้ดี

คนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา ข้าคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สมบัติของสมาพันธ์การค้าจากที่ต่างๆ ถูกปล้นในช่วงก่อนหน้านี้"

"นักยุทธ์ชุดแดงหรือ?"

เฉินเส้าจวินโพล่งออกมา

"ท่านก็ได้ยินข่าวนี้เหมือนกันรึ?

น่าจะเป็นคนกลุ่มนี้แหละ

แต่พวกเขากลับปฏิบัติต่อพวกเราเฉาเฟิ่งอย่างเกรงใจนัก

ก่อนงานชุมนุมล้ำค่าจะเริ่มขึ้น คนในโรงรับจำนำจวี้ฉายของพวกเราก็เคยถูกพวกเขาเชิญไปประเมินสมบัติ ข้ามีวาสนาได้ร่วมด้วย... อือ ก็นับว่าใจกว้างทีเดียว

อย่างไรก็ตาม พวกเขาล้วนเป็นโจร

ลงมือโหดเหี้ยม หากขัดใจพวกเขา จุดจบมักจะอนาถนัก

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องเฉาเฟิ่งทางการของหอเทียนหลันถูกฆ่าตายใช่หรือไม่? ไม่เคยรึ? งั้นก็ไม่เป็นไร ท่านแค่รู้ไว้ว่าเขาตายด้วยน้ำมือพวกนั้นก็พอ

ว่ากันว่าเป็นเพราะถูกตามถึงบ้าน แต่กลับปฏิเสธไม่ยอมประเมินสมบัติให้พวกเขานั่นแหละ

ถึงตอนนี้ ท่านก็รู้ว่าเฉาเฟิ่งส่วนใหญ่ในเมืองเซิ่งจิงถูกงานชุมนุมล้ำค่าเชิญมาหมดแล้ว พวกเขาไม่มีคนประเมินสมบัติให้ ย่อมต้องเริ่มเล็งเป้ามาที่นี่

เมื่อคืนนี้ เฉาเฟิ่งของโรงรับจำนำจวี้ฉายของพวกเรายังถูกเชิญไป เพิ่งจะกลับมาเมื่อเช้ามืดนี่เอง

ท่านในฐานะเฉาเฟิ่งทางการ คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกพวกเขาหมายตา

แม้จะไม่แน่ว่าจะมีอันตรายจริงๆ เพราะเฉาเฟิ่งของโรงรับจำนำเราก็กลับมาอย่างปลอดภัย แถมเงินที่ให้ก็นับว่าไม่เลว... อือ สูงมากจริงๆ

แต่ท่านก็รู้ การประเมินสมบัติของเฉาเฟิ่งมันต้องสิ้นเปลืองพลังจิต

ทุกวันในหอประเมินสมบัติก็มีจำนวนที่แน่นอนอยู่แล้ว ต้องประเมินอย่างน้อยตั้งหลายชิ้น หากต้องไปรับมือกับสมบัติในมือคนกลุ่มนั้นอีก... มันก็ยังเสี่ยงมากอยู่ดี"

เหยียนติ้งเฉินยังคงรักษาธาตุแท้ความพูดมากไว้ไม่เปลี่ยน พรั่งพรูคำพูดออกมาเป็นชุด

แม้แต่แหล่งข่าวที่เดิมทีปกปิดไว้ บัดนี้ยังหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

ขอบคุณที่บอกให้รู้!"

เฉินเส้าจวินพยักหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

ในใจลอบพึมพำ นักยุทธ์ชุดแดงพวกนี้แทรกซึมไปทุกที่เลยหรืออย่างไร? ทำไมถึงมีข่าวเกี่ยวกับพวกเขาไปทั่ว

เมื่อกลับมาถึงห้องหมายเลข อี่-หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ด

เฉินเส้าจวินไม่ได้เก็บคำพูดของเหยียนติ้งเฉินมาใส่ใจนัก ไม่ต้องพูดถึงว่าคนพวกนั้นยังไม่ได้มาหา ต่อให้มาจริงๆ... งั้นก็ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินถมไปตามเรื่อง

อย่างไรเสียพวกเขาก็แค่หาคนประเมินสมบัติ คงไม่มีอันตรายอะไรกระมัง

ต่อให้มีอันตราย ด้วยวิชาอาคมของเขา ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางตอบโต้

สิ่งเดียวที่ทำให้เขาหวั่นใจอยู่บ้าง คงมีเพียงนักพรตซานซือผู้นั้น

ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่เลี้ยงศพ มักทำให้คนต้องหวาดระแวงอยู่หลายส่วน

แน่นอนว่า หากไม่หาเรื่องใส่ตัวได้ เขาย่อมไม่ไปยุ่งเกี่ยวแน่นอน

ไม่นาน เขาก็เริ่มการประเมินสมบัติชิ้นใหม่

เป็นกระถางปะการังสีขาวนวลทั้งชิ้น

หลังจากประเมินเสร็จสิ้น คันฉ่องสื่อจิต ตัดสินระดับขั้น

ระดับสามัญขั้นสูง

เห็นได้ชัดว่า กระถางปะการังนี้ในสายตาของคันฉ่องสื่อจิตมีมูลค่าไม่สูงนัก แม้จะเป็นที่ต้องการอย่างมากและมีคนยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อหา ทว่ามันก็เป็นเพียงของหายากที่มีราคาสูงเท่านั้นเอง

ในความเป็นจริง ในท้องทะเลกว้างใหญ่ย่อมมีอยู่ถมเถไป

รางวัล หัตถ์ว่างเปล่า

"หัตถ์ว่างเปล่าหรือ? วิชาของสำนักหัวขโมยหรือไง?"

เฉินเส้าจวินกะพริบตาปริบๆ หดมือวูบ โอสถวิเศษที่เดิมทีซ่อนอยู่ในอกเสื้อ ไม่รู้ว่ามาอยู่ในมือเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นเพียงขยับเบาๆ โอสถก็หายวับไป

"วิชานี้ ร้ายกาจจริงๆ

ในด้านการลักขโมย ย่อมไร้ผู้ต่อต้าน ต่อให้เป็นสายตาของข้าในตอนนี้ หากไม่จ้องเขม็งอยู่ตลอด ก็ยากจะตรวจพบได้

แต่มันก็เป็นเพียงวิชาทางสายย่อย หากถูกจับได้ขึ้นมา คงจะเปลืองมือเปลืองเท้าน่าดู"

เฉินเส้าจวินอดไม่ได้ที่จะบีบมือตนเองเล่น สุดท้ายตัดสินใจเก็บวิชานี้ไว้ก้นหีบให้ฝุ่นจับไปก่อน

เขาไม่ได้หากินด้วยวิชาชีพนี้ อีกทั้งมันค่อนข้างจะขาดคุณธรรมไปสักหน่อย เขาย่อมไม่คิดจะใช้งาน

ลำดับต่อมา เขาก็ประเมินสมบัติต่ออีกหลายชิ้น ส่วนใหญ่ระดับขั้นไม่สูงนัก

ได้รับรางวัลเป็นวิชาสามเซียนคืนถ้ำ ร้อยปักษาสู่หงส์ และทักษะการทรงตัววางชามบนไม้ค้ำตามลำดับ

ในบรรดานั้น สามเซียนคืนถ้ำคือวิชาเล่นกลชนิดหนึ่ง เน้นความรวดเร็วของมือและสายตา ทว่าหัวใจสำคัญคือคำว่า 'ซ่อน'

โลกใบนี้ อย่างไรก็เป็นโลกที่มีการฝึกวรยุทธ์ คนฝึกยุทธ์แต่ละคนสายตาแหลมคมนัก หากต้องการจะแสดงให้โดดเด่น ก็จำเป็นต้องทำให้เหล่านักยุทธ์เหล่านั้นมองตามไม่ทัน ดังนั้นเทคนิคในคำว่า 'ซ่อน' นี้จึงสูงส่งยิ่ง

บัดนี้เมื่อได้รับวิชาเล่นกลสามเซียนคืนถ้ำมา เขาสามารถซ่อนกระบี่ยาวสามฉื่อไว้ไม่ให้ใครตรวจพบได้เลย

ต่อให้ต้องเข้าออกจวนขุนนางใหญ่ที่มีคนคอยตรวจค้นอาวุธ เขาก็สามารถนำกระบี่ยาวเข้าไปได้อย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครพบเห็น

ว่ากันว่าในยุคแรก มีช่างฝีมือคนหนึ่งอาศัยวิชานี้ ลอบสังหารขุนนางใหญ่ต่อหน้าฝูงชนนับไม่ถ้วนในจวนที่ว่าการ

แม้สุดท้ายจะหนีความตายไม่พ้น ทว่าวิชาสุดยอดนี้ก็ได้สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ววงการช่างฝีมือ

ส่วนร้อยปักษาสู่หงส์ คือวิชาเลียนเสียง

อาศัยการเลียนเสียง ก็จะสามารถจำลองเสียงนกนับร้อยชนิด จนชักนำให้ฝูงนกพากันบินมาหาได้ นับเป็นวิชาสุดยอดอันดับหนึ่งเช่นกัน

ก่อนหน้านี้บนถนนงานชุมนุมล้ำค่า เขาก็เห็นคนแสดงวิชาเลียนเสียงอยู่บ้าง แต่จำลองได้เพียงสามสี่เสียงเท่านั้น เมื่อเทียบกับวิชาร้อยปักษาสู่หงส์ของเขาแล้ว ช่างห่างไกลกันลิบลับ

ส่วนวิชาสุดท้ายคือการทรงตัววางชามบนไม้ค้ำ เป็นการแสดงปาหี่ชนิดหนึ่ง เน้นเรื่องสมดุล

บนไม้ค้ำเรียวเล็ก แสดงท่าทางต่างๆ แล้วนำชามใบใหญ่มาวางไว้บนฝ่าเท้า บนศีรษะ และตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ไม้ค้ำไม่ล้มและชามไม่ตก

โดยปกติผู้ที่ครอบครองวิชาฝีมือเช่นนี้ การควบคุมจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายย่อมบรรลุถึงระดับที่น่าทึ่ง คนธรรมดาต่อให้จะออกแรงผลักเพียงใด อีกฝ่ายก็สามารถสลายแรงได้อย่างง่ายดาย ตัวเองไม่ล้มไม่ขยับ ทว่ากลับจะทำให้คนผลักต้องล้มคะมำเสียเอง

"สามวิชาสุดยอดนี้ เพียงพอจะให้ข้าไปตั้งแผงเปิดกิจการแสดงปาหี่ข้างถนนบนถนนซานสุ่ยได้เลยนะเนี่ย"

เฉินเส้าจวินหลุดขำออกมา สัมผัสได้ว่าผลเก็บเกี่ยวนับว่าไม่เลว

อย่างน้อยๆ ในอนาคตเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีข้าวกินแล้ว

เพียงแค่หยิบวิชาใดวิชาหนึ่งออกมาแสดง ย่อมได้รับเงินรางวัลมหาศาลแน่นอน

ไม่นาน บ่าวรับใช้ในหอประเมินสมบัติก็นำสมบัติชิ้นใหม่มาส่ง

วินาทีที่เห็นสมบัติชิ้นนี้ เฉินเส้าจวินพลันขมวดคิ้วทันที

คนอื่นอาจจะไม่รู้สึกสิ่งใด แต่ตัวเขาในยามนี้คือปรมาจารย์เฉาเฟิ่งที่วิชาเพ่งจิตบรรลุขั้นความสำเร็จระดับสูง พลังจิตสามารถแผ่ออกจากร่างได้หนึ่งจั้ง ประสาทสัมผัสทางจิตย่อมเฉียบคมยิ่ง

ในพริบตาที่สมบัตินี้ถูกยกเข้ามา ในใจเขากลับบังเกิดความรู้สึกกดดันที่สลัดไม่หลุดสายหนึ่งจู่โจมเข้ามาทันที

เขารู้ดี

นี่เป็นเพราะปราณพิฆาตของสมบัติชิ้นนี้ หนาแน่นจนสามารถแผ่ออกมาภายนอก ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์ได้แล้ว

กล่าวคือ ปราณพิฆาตหนาแน่นจนสามารถแทรกแซงความเป็นจริงได้แล้วนั่นเอง

หากคนธรรมดาถือครองสมบัติชิ้นนี้ไว้ ย่อมต้องประสบเคราะห์ร้ายทันที ออกจากบ้านหกล้ม ดื่มน้ำติดคอล้วนเป็นเรื่องปกติ หากรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลย

ปิดประตูห้อง เฉินเส้าจวินตั้งสติให้มั่น จากนั้นจึงมองไปยังสมบัติชิ้นนี้อย่างจริงจัง

มันคือแผ่นป้องกันหน้าอก(หู้ซินจิ้ง) ชิ้นหนึ่ง

ทั่วทั้งชิ้นเป็นสีเหลืองอ่อน ทว่าบนพื้นผิวของแผ่นป้องกัน กลับมีรอยขีดข่วนมากมาย บางรอยลึก บางรอยตื้น ที่ขอบและด้านหลังของแผ่นป้องกัน มีคราบเลือดที่ยากจะชะล้างติดอยู่จางๆ

"หรือนี่จะเป็นแผ่นป้องกันหน้าอกบนชุดเกราะของแม่ทัพ?

ดูจากร่องรอยด้านบน จะบอกว่าผ่านการศึกสงครามนับร้อยครั้งมาก็คงไม่เกินไปกระมัง?"

เฉินเส้าจวินเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

ชุดเกราะที่ผ่านการศึกสงครามนับร้อยครั้ง ภายในย่อมแฝงไว้ด้วยปราณโลหิตพิฆาตที่หนาแน่นเหนือคณา หากผู้สวมใส่ชุดเกราะมีพละกำลังแข็งแกร่งมาก และภายในยังแปดเปื้อนไปด้วยเลือดของตนเองและศัตรู เช่นนั้นปราณโลหิตพิฆาตย่อมยิ่งน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีก

วิชาเนตรวิญญาณถูกใช้ออกมา

ตูม!

ปราณโลหิตพิฆาตที่ท่วมท้นล้นฟ้า พลันพุ่งพล่านออกมาในทันที ย้อมดวงตาทั้งสองข้างของเขาจนกลายเป็นสีแดงฉาน

เลือนรางคล้ายกับว่า ท่ามกลางสีแดงฉานนั้น เขาได้เห็นภาพเหตุการณ์การต่อสู้บางอย่าง

"นี่มัน..."

เฉินเส้าจวินกะพริบตาถี่ๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะรู้สึกว่าดวงตากลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง

ต่อให้จะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าปราณพิฆาตบนแผ่นป้องกันหน้าอกนี้จะแข็งแกร่งมาก แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จนทำให้ดวงตาของเขาต้องรู้สึกไม่สบายไปวูบหนึ่ง

ปราณพิฆาตปกคลุมท่วมท้นหรือ?

เมื่ออยู่ต่อหน้าปราณพิฆาตระดับนี้ มันแทบไม่นับเป็นอะไรเลย

"ยังดี ที่นี่เป็นเพียงแผ่นป้องกันหน้าอกชิ้นหนึ่งบนชุดเกราะเท่านั้น

หากยกชุดเกราะทั้งชุดมาวางไว้ตรงหน้า

คาดว่าด้วยพละกำลังการประเมินสมบัติของข้าในตอนนี้ คงไม่อาจประเมินได้แน่นอน"

เฉินเส้าจวินส่ายหน้าทอดถอนใจ

นี่ไม่ใช่การดูถูกตนเอง

ทว่ามันคือความคิดที่แท้จริงในใจของเขา

จบบทที่ บทที่ 66 หัตถ์ว่างเปล่า ร้อยปักษาสู่หงส์

คัดลอกลิงก์แล้ว