เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 ไร้ความผิดก็ควรฆ่า

บทที่ 62 ไร้ความผิดก็ควรฆ่า

บทที่ 62 ไร้ความผิดก็ควรฆ่า


บทที่ 62 ไร้ความผิดก็ควรฆ่า

คืนนี้ ย่อมผ่านพ้นไปกับการบำเพ็ญเพียรคัมภีร์ไท่ซ่างชี้นำเช่นเดิม

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเส้าจวินตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส

ความเหนื่อยล้าจากการฝึกยุทธ์และการประเมินสมบัติอย่างต่อเนื่องเมื่อวานนี้ ล้วนถูกชะล้างจนหมดสิ้น

หลังจากจ่ายค่าห้องพักที่โรงเตี๊ยมล่วงหน้าไปอีกสองสามวัน เฉินเส้าจวินจึงเดินมุ่งหน้าไปยังถนนซานสุ่ย

ในช่วงงานชุมนุมล้ำค่า แม้จะเป็นยามเช้าตรู่ ทว่าถนนซานสุ่ยกลับมีความคึกคักอยู่บ้างแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีอาหารเช้าหลากหลายชนิดให้บริการ แผงลอยต่างๆ ก็เริ่มตั้งขายกันแต่เช้า

เฉินเส้าจวินนั่งกินบะหมี่ที่แผงลอยแห่งหนึ่งเสร็จ จึงลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าไปยังหอประเมินสมบัติ

ตัวเขาในตอนนี้ สถานะยังคงเป็นเฉาเฟิ่งโรงรับจำนำที่ถูกเรียกตัวมาประเมินสมบัติในหอประเมินสมบัติ งานในแต่ละวันย่อมต้องทำให้เสร็จสิ้นตามหน้าที่

อีกทั้งรางวัลการประเมินสมบัติ ยังเป็นหนึ่งในแรงผลักดันของเขาเช่นกัน

"แบะ แบะ..."

ในเวลานี้เอง ชายชราผู้หนึ่งกำลังต้อนฝูงลูกแพะเดินผ่านกลางถนนไป

ชายชราผู้นี้มีกลิ่นสาบแพะติดตัวรุนแรง ผู้คนรอบข้างที่ได้กลิ่นต่างพากันขมวดคิ้วบ่นพึมพำ ฝูงแพะเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ภายใต้การต้อนของเขา

ประจวบเหมาะกับผู้ดูแลเหลาอาหารข้างทางคนหนึ่งกำลังจะออกมาเลือกซื้อวัตถุดิบ เมื่อเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "พี่ชาย แพะของเจ้าดูอ้วนท้วนดีนะ ขายอย่างไรหรือ?"

นึกไม่ถึงว่าชายชราผู้ต้อนแกะจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวนัก เขาพ่นลมหายใจพรวดแล้วกล่าวว่า "ไปให้พ้น แพะของข้าไม่ขาย"

"เหอะๆ นี่มันแปลกพิกลนะ เจ้าต้อนแพะมาที่นี่ หากไม่ขายแล้วจะเก็บไว้ทำไม? เอาไว้ให้ออกลูกรึ?"

ผู้ดูแลคนนี้ก็เป็นพวกนิสัยดื้อรั้นเช่นกัน อีกทั้งในช่วงงานชุมนุมล้ำค่า กิจการของเหลาอาหารดีเยี่ยมนัก จึงขาดแคลนเนื้อวัวเนื้อแพะเพื่อไว้รับรองแขกเหรื่อ

"บอกว่าไม่ขายก็คือไม่ขาย เจ้าเกี่ยวอะไรด้วย?"

ชายชราคนต้อนแพะถูกขวางทางไว้จึงเริ่มหมดความอดทน เขาตะคอกด่าคำหนึ่ง ยกแส้ในมือขึ้นต้อนฝูงแพะ เตรียมจะเดินเลี่ยงผู้ดูแลคนนี้ไป

ฝูงแพะดูเหมือนจะหวาดกลัวแส้ในมือของเขามาก เพียงแค่เขาชูแส้ขึ้น แพะสองสามตัวที่อยู่ข้างๆ ก็รีบวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ประจวบเหมาะกับข้างหน้ามีแผงขายปลา เจ้าของแผงก็เป็นคนมีน้ำใจ เจาะจงนำถังไม้หลายใบมาใส่น้ำเพื่อเลี้ยงปลาเป็นๆ ไว้ แพะตัวที่นำหน้าเห็นดังนั้นจึงส่งเสียงร้องแบะออกมาด้วยความตื่นเต้น รีบวิ่งเข้าไปที่หน้าแผงขายปลา ก้มหน้าลงเตรียมจะดื่มน้ำ

นึกไม่ถึงว่าแส้เส้นหนึ่งกลับราวกับมีดวงตา ฟาดลงบนศีรษะของแพะตัวนั้นอย่างแรง

แบะ~!

เสียงร้องโหยหวนของแพะดังแว่วมา แพะสองสามตัวที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ดูเหมือนจะหวาดกลัวจนเสียขวัญ ดวงตาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา รีบหันเหไปอีกทางทันที

"ตาเฒ่า แส้ของเจ้าเกือบจะฟาดโดนข้าแล้วนะ"

เจ้าของแผงขายปลาก็ตกใจเช่นกัน เขาตะคอกด่าด้วยความโมโหพลันลุกพรวดขึ้นมา

"วางใจเถอะ แส้ของข้าแม่นยำนัก ชี้ไหนฟาดนั่น ย่อมไม่มีทางฟาดโดนหัวของเจ้าแน่นอน ทว่าแผงของเจ้าน่ะ ขยับเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหม? หากแพะของข้าต้องเปียกน้ำล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ"

ชายชราคนต้อนแพะกลับเป็นฝ่ายโกรธเคือง ชี้หน้าเตือนอีกฝ่าย

"งั้นข้าก็อยากจะเห็นนัก ว่าเจ้าจะไม่เกรงใจอย่างไร"

เจ้าของแผงขายปลาถลึงตาใส่ อาศัยว่าตนเองรูปร่างสูงใหญ่ คิดจะเอาเรื่องชายชราผู้นี้ให้ได้

เฉินเส้าจวินยืนดูเหตุการณ์วุ่นวายนี้อยู่ด้านข้าง กำลังจะเดินเลี่ยงไป ทว่าทันใดนั้นเขากลับพบว่า แววตาของแพะเหล่านี้ดูผิดปกติ

มีความคับแค้นใจ ความเศร้าโศก ความหวาดกลัว ความมึนงง... มันช่างซับซ้อนเหลือเกิน

ฝูงแพะที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน มันจะมีแววตาที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

อีกทั้ง ฝูงแพะเหล่านี้แม้จะกำลังเดินทาง แต่ดวงตายังคงจดจ้องไปยังผู้คนที่เดินผ่านไปมา เสียงร้องแบะๆ แต่ละครั้ง ดูเหมือนกำลังคร่ำครวญบอกเล่าเรื่องราว แฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่พิเศษบางอย่าง

นอกจากนี้ สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ เฉินเส้าจวินสังเกตเห็นว่าการสะบัดแส้ของชายชราคนต้อนแกะ รวดเร็ว แม่นยำ และดุดัน มีชั้นเชิงไม่เบาเลยทีเดียว

นี่ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนเลี้ยงแพะธรรมดาจะทำออกมาได้แน่นอน

ในใจเริ่มบังเกิดความสงสัย เฉินเส้าจวินจึงรู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายล้วนดูผิดปกติไปหมด เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงรีบใช้วิชาเนตรวิญญาณออกมา

วิชาเนตรวิญญาณถูกใช้ออก ประกายความเย็นเยียบพลันส่งผลต่อดวงตาของเขาในทันที

จากนั้นเขาจึงเบนสายตาไปมองฝูงแพะเหล่านั้น

ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในพริบตา ในใจบังเกิดความโกรธแค้นพุ่งพล่าน

ในวินาทีนี้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขา มันใช่ฝูงแพะที่ไหนกัน? ทว่ากลับเป็นกลุ่มคนที่ร่างกายเปลือยเปล่า กำลังหมอบคลานด้วยสี่เท้า

บุรุษสี่คน สตรีสี่คน ในเวลานี้พวกเขากำลังมองไปยังฝูงชนรอบข้างด้วยสีหน้าโศกเศร้าและเวทนา ปากขยับไปมาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนกำลังอ้อนวอนผู้คนรอบข้าง หวังว่าจะมีใครสักคนพบความผิดปกติของพวกเขา และช่วยชีวิตพวกเขาออกไป

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอ้าปากอย่างไร เสียงที่เปล่งออกมาก็ยังคงเป็นเสียง 'แบะ แบะ' ของแพะเสมอ ไม่มีใครตอบสนองเลยแม้แต่คนเดียว

"วิชาสร้างปศุสัตว์ นี่คือวิชาอาคมนอกรีต วิชาสร้างปศุสัตว์!"

เฉินเส้าจวินรู้จักวิชาอาคมนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงความทรงจำในร่างเดิมของเขา

ตอนนั้นเขายังเด็ก ยังไม่ได้ถูกขายเข้าตระกูลหลิน เขามีเพื่อนเล่นที่สนิทกันมากคนหนึ่ง ซึ่งหายตัวไปหลังจากที่มีคนเลี้ยงแพะคนหนึ่งเดินผ่านหมู่บ้านไป

ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ทางการมาแจ้งข่าว เขาถึงได้รู้จากปากของผู้ใหญ่ว่า คนเลี้ยงแพะผู้นั้นคือคนของสำนักไกว่ที่เชี่ยวชาญวิชาสร้างปศุสัตว์ เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ อาศัยวิชาอาคมนอกรีตลักพาตัวเด็กและสตรี เพื่อนำไปขายตามที่ต่างๆ

(拐 - Guǎi มีความหมายว่า "ล่อลวง" หรือ "ต้มตุ๋น")

พวกที่ใจคอโหดเหี้ยม ถึงกับส่งคนเข้าไปในเหลาอาหาร ยามสังหารคือวัวแพะ ทว่าเมื่อผ่านการล้างน้ำทำความสะอาด กลับกลายเป็นมนุษย์ที่ร่างกายเปลือยเปล่าคนหนึ่ง

ชีวิตคนในสายตาของพวกเขา กลับต่ำต้อยยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน

แม้เฉินเส้าจวินจะรู้อยู่แล้วว่า ในงานชุมนุมล้ำค่าจะมีผู้คนทุกชนชั้นมารวมตัวกัน แต่เขาก็คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมาเจอคนใช้วิชาสร้างปศุสัตว์ เปลี่ยนคนให้กลายเป็นแพะแล้วต้อนผ่านถนนไปอย่างเปิดเผยเช่นนี้

"วิชาสร้างปศุสัตว์ของสำนักไกว่ วิชาเด็ดชีพหักร่างของพรรคกระยาจก ล้วนจัดเป็นวิชาที่ชั่วร้ายเป็นอันดับหนึ่ง ขัดต่อหลักมนุษยธรรม ทางการได้ประกาศแจ้งมานานแล้วว่า หากพบผู้ใดครอบครองวิชาอาคมนอกรีตเหล่านี้ เมื่อจับตัวได้ย่อมไม่ละเว้น สามารถนำตัวไปที่ไช่ซื่อโข่ว(ชื่อลานประหาร) เพื่อประหารชีวิตได้ทันที"

เฉินเส้าจวินแม้จะไม่คิดว่าตนเองเป็นคนดีเลิศอันใด ทว่าการเป็นคนย่อมมีบรรทัดฐานของตนเอง และสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิต ก็คือคนของสำนักไกว่เหล่านี้

คนเหล่านี้ บาปกรรมหนาแน่นจนยากจะพรรณนา ทำให้ครอบครัวนับไม่ถ้วนต้องพังพินาศและตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ในสายตาของเขา คนของสำนักไกว่เหล่านี้ ต่อให้ไร้ความผิดก็ควรฆ่าทิ้งเสีย!

ในเวลานี้ เมื่อเฉินเส้าจวินพบความจริงทุกอย่างแล้ว ย่อมต้องลงมือทำบางอย่าง

ไม่เพียงเพื่อช่วยชีวิตผู้ถูกลักพาตัวทั้งแปดคน แต่ยังเพื่อเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของตาเฒ่าผู้นี้ ให้มันต้องรับโทษตามกฎหมายและได้รับผลกรรมที่สาสม

ยังดีที่ภายใต้วิชาเนตรวิญญาณ เขาพบว่าพละกำลังของตาเฒ่าผู้นี้ไม่แข็งแกร่งนัก แม้จะครอบครองวิชาอาคมนอกรีตอย่างวิชาสร้างปศุสัตว์ ทว่าความเข้มข้นของเลือดลมในร่างกาย กลับเทียบไม่ได้แม้แต่กับนักยุทธ์ที่เพิ่งเริ่มฝึกกลั่นกายาด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่า วิชาอาคมบางอย่างในโลกใบนี้ ข้อกำหนดสำหรับผู้ใช้วิชานั้นไม่ได้สูงส่งนัก

อย่างเช่นวิชาเพ่งจิต วิชาสลับต้นเหมยแทนต้นท้อ วิชาสร้างปศุสัตว์ หรือแม้แต่วิชาเนตรวิญญาณ... สิ่งที่สิ้นเปลืองไปล้วนเป็นพลังจิตทั้งสิ้น

ในเวลานี้ การโต้เถียงระหว่างเจ้าของแผงขายปลากับชายชราคนต้อนแพะก็ได้ข้อยุติลง

ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ประกอบกับมีผู้ดูแลเหลาอาหารคอยไกล่เกลี่ย ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งใจจะจบเรื่องลงเพียงเท่านี้

ผู้คนรอบข้างเมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ต่างก็พากันผิดหวังและแยกย้ายกันไป

เฉินเส้าจวินเริ่มร้อนรนขึ้นมาบ้าง

หากไม่ลงมือตอนนี้ ตาเฒ่าผู้นี้คงจะต้อนแพะจากไปแล้วเป็นแน่

ในสมองพลันปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการแก้ทางวิชาสร้างปศุสัตว์ขึ้นมาทันที

ตามตำนานเล่าว่า วิชาสร้างปศุสัตว์นี้ แท้จริงแล้วคือวิชาลวงตาชนิดหนึ่ง เมื่อโดนน้ำย่อมสลาย เมื่อโดนสายฟ้าย่อมมลายสิ้น

เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินเส้าจวินจึงรีบมองไปยังถังไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำบนแผงขายปลาแห่งนั้นทันที

จบบทที่ บทที่ 62 ไร้ความผิดก็ควรฆ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว