- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 36 กระถางสำริด
บทที่ 36 กระถางสำริด
บทที่ 36 กระถางสำริด
บทที่ 36 กระถางสำริด
"ระวังหน่อยนะ สมบัติไม่กี่ชิ้นนี้ แม้จะเคยผ่านการชำระพิฆาตมาเมื่อสามปีก่อน ทว่ายิ่งเป็นของชิ้นใหญ่ ความสามารถในการรวบรวมปราณพิฆาตก็ยิ่งแข็งแกร่ง เจ้าจงทำตามกำลังตนเถิด"
ยามลงทะเบียน หลินฉีเอ่ยเตือนขึ้นมาคำหนึ่งอย่างหาได้ยาก
"ขอบคุณเสมียนหลินที่ตักเตือนขอรับ ข้าเข้าใจดี"
เฉินเส้าจวินไม่ได้อธิบายอะไรมากความ
"เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว"
หลินฉีพยักหน้า เขารู้ดีว่าช่วงนี้ทุกคนต่างก็ได้ยินข่าวเรื่องงานชุมนุมล้ำค่า การฉวยโอกาสนี้ยกระดับวิชาเพ่งจิตของตนเองเพื่อความปลอดภัย ย่อมเป็นความคิดของศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งส่วนใหญ่
เขาคิดว่าเฉินเส้าจวินก็เป็นเช่นนั้น จึงไม่ได้ห้ามปรามอีก
อย่างน้อยการประเมินสมบัติภายในโรงรับจำนำ ก็ยังปลอดภัยกว่ายามอยู่ในงานชุมนุมล้ำค่ามากนัก
ณ หน้าประตูห้องประเมิน
เฉินเส้าจวินสังเกตเห็นอาหย่งกำลังส่งสัญญาณให้ตนเอง จึงชะงักไปเล็กน้อย เขาส่งถาดในมือให้พวกกัวไห่วั่ง แล้วเดินเข้าไปหา
"เมื่อเช้าเจ้าเห็นสีหน้าของจางเคอหรือไม่? หากข้าคาดเดาไม่ผิด เขาคงถูกปราณพิฆาตทำลายจิตวิญญาณเข้าแล้ว"
อาหย่งลดเสียงต่ำลงเอ่ย
เฉินเส้าจวินนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร
เขารู้ดีว่าปราณพิฆาตทำลายจิตวิญญาณ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการถูกปราณพิฆาตตีกลับ เพียงแต่เบากว่าปราณพิฆาตแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยปกติเพียงแค่พักผ่อนสักระยะย่อมสามารถฟื้นฟูได้
ทว่า เขารู้แจ้งแก่ใจว่า จางเคอไม่ได้เพียงถูกปราณพิฆาตทำลายจิตวิญญาณ แต่ยังถูกผีร้ายพัวพันอีกด้วย
คาดว่าไม่เกินสองวัน คงถูกสูบจนแห้งเหี่ยวเป็นแน่
"รู้อยู่แล้วว่าจางเกาเรียกเขาไปที่ห้องสุยอวิ๋นย่อมไม่มีเจตนาดี บัดนี้ดูท่าจะเป็นจริงดังคาด ลำดับต่อไปพวกเราต้องระวังตัวให้มาก ครั้งนี้คือจางเคอ ครั้งหน้าคาดว่าคงถึงคิวเจ้ากับข้า ในบรรดาพวกเรา ข้ามีอายุงานมากที่สุด ส่วนเจ้า วิชาเพ่งจิตอยู่ในระดับสูงสุดในบรรดาศิษย์ฝึกหัด ล้วนเป็นมือดีในการรับปราณพิฆาตรับเคราะห์แทนทั้งสิ้น"
อาหย่งกล่าวพลางสีหน้าเคร่งขรึม
"งานชุมนุมล้ำค่าใกล้จะมาถึง เขาควรจะมีความเกรงใจบ้างกระมัง?"
เฉินเส้าจวินใจสั่นวาบ ทว่าไม่ได้มีความหวาดกลัวเท่าใดนัก
ตัวเขาในยามนี้ วิชาเพ่งจิตบรรลุขั้นความสำเร็จระดับต้น วรยุทธ์ฝึกฝนถึงขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่แปด ใช่ว่าจะอ่อนแอกว่าจางเกาผู้นั้นเสียเมื่อไหร่
หากอีกฝ่ายกล้าลามปามมาถึงหัวเขา เขาก็ใช่ว่าจะไร้หนทางตอบโต้
"เกรงใจหรือ? ยิ่งเป็นช่วงเวลานี้ พวกเขาก็ยิ่งบ้าคลั่ง อย่างไรเสียในสายตาพวกเขา พวกเราก็เป็นเพียงเบี้ยใช้แล้วทิ้งเท่านั้นเอง"
อาหย่งยิ้มเย็นชา ในดวงตาเต็มไปด้วยความเฉยเมยและกร้านโลกที่มองทะลุทุกสรรพสิ่ง
"หากไม่ได้เป็นเฉาเฟิ่งทางการ สุดท้ายย่อมเป็นเพียงมดปลวก"
เฉินเส้าจวินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
"ดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจจะไปขออนุญาตหลงจู๊ เพื่อเก็บตัวทะลวงระดับ"
อาหย่งเห็นโอกาสจึงเอ่ยขึ้น
"เก็บตัวทะลวงระดับหรือ?"
เฉินเส้าจวินมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
การเก็บตัวทะลวงระดับที่เขาเข้าใจ แท้จริงแล้วคือการใช้วิชาเพ่งจิตอย่างต่อเนื่องจนพลังจิตหมดสิ้น แล้วจึงฟื้นฟู ทำซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้... เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อและทำร้ายร่างกายอย่างยิ่ง
เพราะยามที่พลังจิตหมดสิ้น ย่อมส่งผลเสียต่อเลือดลมอย่างมหาศาลเช่นกัน
ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปราณพิฆาตตีกลับเข้าสู่ร่างกาย
กล่าวคือ นอกเสียจากเลือดลมจะหมดสิ้นจนตายคาที่ มิเช่นนั้นย่อมไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
"ถูกต้อง เก็บตัวทะลวงระดับ ความจริงข้ายกระดับวิชาเพ่งจิตขึ้นสู่ขั้นเชี่ยวชาญมานานแล้ว เพียงแต่หวาดกลัวว่าจะถูกสามเฉาเฟิ่งใหญ่หมายหัว จึงได้ปกปิดมาโดยตลอด
ครั้งนี้ข้าตั้งใจจะสารภาพกับหลงจู๊ แล้วเสนอขอทะลวงเข้าสู่วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น
แม้ระยะห่างจะยังค่อนข้างมาก ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ หลงจู๊ย่อมต้องตกลงแน่นอน
อย่างไรเสียในงานชุมนุมล้ำค่า ความแตกต่างระหว่างมีเฉาเฟิ่งทางการสามคนกับสี่คนนั้นมันมหาศาลนัก
อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับอันดับของโรงรับจำนำต่างๆ ในเมืองเซิ่งจิงด้วย
อีกอย่างข้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการเตรียมตัว เงินเก็บตลอดหลายปีมานี้ ข้าได้นำไปซื้อธูปสงบจิตมาหมดแล้ว
นี่คือธูปอาคมชนิดหนึ่ง สามารถฟื้นฟูพลังจิตของข้าได้อย่างรวดเร็ว และทำให้สภาวะจิตใจมั่นคง
เมื่อรวมกับการเตรียมการอื่นๆ ต่อให้สุดท้ายข้าจะทะลวงระดับไม่สำเร็จ แต่มันก็น่าจะช่วยให้ข้าหลบเลี่ยงการปองร้ายจากจางเกาและเฉาเฟิ่งทางการคนอื่นๆ ไปได้จนถึงวันงานชุมนุมล้ำค่า
ดังนั้น ข้าจึงหวังว่าเจ้าจะมาร่วมเก็บตัวทะลวงระดับไปพร้อมกับข้า เพื่อก้าวขึ้นเป็นเฉาเฟิ่งทางการด้วยกัน"
อาหย่งกล่าวพลางมองเฉินเส้าจวินด้วยสีหน้าจริงจัง
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉินเส้าจวินยังคงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้าเพิ่งจะทะลวงวิชาเพ่งจิตเข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญ ยังห่างไกลจากขั้นความสำเร็จระดับต้นนัก"
หากเขาเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งธรรมดา เขาคงจะหวั่นไหวกับคำแนะนำของอาหย่งอย่างมาก
ทว่าเขาแตกต่างออกไป
เขาครอบครองคันฉ่องสื่อจิต จำเป็นต้องอาศัยการประเมินสมบัติเพื่อรับรางวัลถึงจะเติบโตได้รวดเร็วที่สุด
การฝึกวิชาเพ่งจิตเพียงอย่างเดียว ย่อมไร้ความหมายสำหรับเขา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เขาได้ยกระดับวิชาเพ่งจิตขึ้นสู่ขั้นความสำเร็จระดับต้นไปนานแล้ว ขอเพียงผ่านการทดสอบ เขาก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นเฉาเฟิ่งทางการทันที
เขาเพียงไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้เร็วเกินไปเท่านั้นเอง
อีกอย่าง
ผีร้ายที่พัวพันจางเคอยังไม่ถูกกำจัด เมื่อถึงยามค่ำคืน มันย่อมต้องปรากฏตัวออกมา...
หลังจากปฏิเสธอาหย่ง เฉินเส้าจวินจึงกลับเข้าสู่ห้องประเมินหมายเลขเจ็ด
ในเวลานี้พวกกัวไห่วั่งเริ่มการประเมินสมบัติกันแล้ว
จุดเทียนเผาธูป
จากนั้นจึงใช้วิชาเพ่งจิตตามลำดับ
หลังจากผ่านการฝึกฝน ทุกคนเริ่มมีความเชี่ยวชาญในวิชาจิตวิญญาณลับนี้มากขึ้น
รอจนทั้งสามคนประเมินเสร็จ เฉินเส้าจวินจึงเริ่มการประเมินของตนเอง
เขามองไปยัง 'ของชิ้นใหญ่' ชิ้นแรกบนถาด นั่นคือกระถางสำริด
มันคือกะถางสำริดสามขา สูงหนึ่งฉื่อเจ็ดชุ่น(56.61 เซนติเมตร) รอบตัวมีมังกรเพลิงหลายตัวโอบล้อม ท่าทางดุดันราวกับจะพ่นไฟออกมาได้ทุกเมื่อ
"สมกับเป็นของชิ้นใหญ่ ต่อให้ผ่านการชำระพิฆาตมาเมื่อสามปีก่อน ปราณพิฆาตแต่ละสายก็ยังหนาแน่นนัก อย่างน้อยก็มียี่สิบกว่าสาย ชิ้นที่มากที่สุดถึงกับมีเจ็ดสิบสายเลยทีเดียว แทบจะก่อเกิดสภาวะปราณพิฆาตปกคลุมท่วมท้นอยู่แล้ว"
เฉินเส้าจวินมีนิสัยระมัดระวังเสมอ ก่อนประเมินสมบัติย่อมไม่ลืมใช้วิชาเนตรวิญญาณ
เมื่อมองไป ปราณหยินพิฆาตภายในสมบัติแต่ละชิ้นแทบจะไม่มีที่ให้หลบซ่อน
จากนั้น เขาเริ่มจุดเทียนเผาธูป
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป
เทียนดับ ธูปไหม้หมด เฉินเส้าจวินจึงเริ่มการประเมินสมบัติอย่างเป็นทางการ
วิชาเพ่งจิตถูกใช้ออกในพริบตา
พลังจิตที่ควบแน่นประดุจสิ่งของที่มีตัวตน กลายเป็นประกายแสงพุ่งตรงเข้าใส่กระถางสำริด
วูบ~!
ปราณพิฆาตที่สิงสู่อยู่บนกระถางสำริดราวกับถูกกระตุ้น มันถูกชักนำออกมาในทันที กลายเป็นกระแสธารที่เชี่ยวกรากพุ่งเข้าใส่
ทว่าในชั่วพริบตา มันกลับถูกพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณกระแทกจนสลาย เคี่ยวกรำจนมลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
คันฉ่องสื่อจิต สืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิด
เฉินเส้าจวินเห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระถางสำริดนี้ทันที
เมื่อร้อยปีก่อน ถูกสร้างขึ้นโดยนักพรตในชุดเต๋าซื่อสีดำ จากนั้นถูกเผาด้วยไฟแรงกล้าอยู่หลายวัน จารึกด้วยมีดแกะสลักเป็นรูปมังกรเพลิง... ยามที่กระถางสำริดเป็นรูปเป็นร่าง ยังถูกชุบแข็งด้วยน้ำวิญญาณ... จากนั้นตกไปอยู่ในมือของภิกษุชรารูปหนึ่ง
ภิกษุชราเก็บสมุนไพร บดจนละเอียด เทลงในกระถางสำริด เผาด้วยเปลวเพลิง ร่ายเคล็ดวิชาหลอมโอสถ...
กระถางสำริดอยู่กับภิกษุชรามาหลายสิบปี จนตกทอดมาถึงภิกษุน้อยผู้เป็นศิษย์ ภิกษุน้อยใช้งานมาสิบปี ทว่ากลับสิ้นชีพลงในอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง กระถางสำริดจึงถูกเก็บรักษาไว้ในวัดที่ภิกษุรูปนั้นจำพรรษาอยู่
หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มคนในชุดคลุมสีเลือดได้บุกเข้าไปในวัด วัดถูกทำลาย เหล่าศิษย์ในวัดต่างพากันหอบสมบัติต่างๆ หนีตายไปทั่วสารทิศ
หนึ่งในนั้นคือภิกษุอ้วน ใช้จีวรห่อกระถางสำริดและพระพุทธรูปหนีมาจนถึงเมืองเซิ่งจิง เพราะความยากลำบากในการดำรงชีวิต จึงนำของทั้งหมดมาจำนำไว้ที่โรงรับจำนำ...