เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 หินอวี่จิง

บทที่ 29 หินอวี่จิง

บทที่ 29 หินอวี่จิง


บทที่ 29 หินอวี่จิง

นักยุทธ์ขอบเขตทะเลปราณ มิใช่ผู้อ่อนแอ โดยทั่วไปมักเป็นเจ้าสำนักยุทธ์ หรือหัวหน้าพรรคการค้า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีชื่อเสียงเรียงนามในยุทธภพ เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน

เขาเป็นเพียงหัวหน้ามือปราบ ขอบเขตกลั่นกายาขั้นแปด ต่อให้ส่งหมายเรียก อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะยอมมาพบง่ายๆ

ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฉินเส้าจวินเมื่อได้ยินการตัดสินของมือปราบผู้นั้น ก็พลันผ่อนคลายลงทันที

เขาเป็นยอดฝีมือขอบเขตทะเลปราณหรือ?

เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่!

เช่นนั้นคดีนี้ต่อให้จะสืบสวนอย่างไร ย่อมไม่มีทางสืบมาถึงหัวของเขาแน่นอน

หลังจากยืนอยู่ในตรอกอีกพักหนึ่ง เฉินเส้าจวินก็เดินกลับเข้าโรงรับจำนำด้วยท่าทางผ่อนคลาย

โรงรับจำนำหลังจากผ่านความวุ่นวายมาสองวัน กิจการย่อมได้รับผลกระทบอยู่บ้าง

ทว่าเฉินเส้าจวินยังคงได้รับโอกาสในการประเมินสมบัติหนึ่งชิ้น

มันคืออัญมณีสีส้มรูปหัวใจชิ้นหนึ่ง

เพราะถูกปราณพิฆาตพันธนาการ บนพื้นผิวจึงมีจุดด่างดำเพิ่มขึ้นมากมาย ยามถือไว้ในมือก็รู้สึกเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว

เฉินเส้าจวินจุดเทียนเผาธูป และใช้วิชาเนตรวิญญาณตรวจสอบ

บนอัญมณีมีปราณพิฆาตไม่น้อย แต่ก็มีเพียงสิบกว่าสายเท่านั้น จึงเบาใจลง

สมบัติที่มีปราณหยินปกคลุมท่วมท้นและมีวิญญาณสิงสู่อย่างหยกหรูอี้ชิ้นนั้น อย่างไรเสียก็เป็นเพียงส่วนน้อย

นั่นเพราะ 'ของดิบ' เหล่านี้ ก่อนจะมาถึงมือศิษย์ฝึกหัด ย่อมต้องผ่านโต๊ะของเฉาเฟิ่งทางการมาก่อน มีเพียงสมบัติที่พวกเขาเห็นว่ามูลค่าค่อนข้างต่ำและมีปราณพิฆาตน้อยเท่านั้น ถึงจะหลุดมาถึงมือศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง

ไม่นาน เทียนไขก็ดับลง ธูปไม้ไผ่สามดอกก็ไหม้จนหมดตามปกติ

เฉินเส้าจวินจึงใช้วิชาเพ่งจิตออกมาทันที

เฉินเส้าจวินในยามนี้ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงราวพลิกฟ้าคว่ำดิน

เลือดลมหนาแน่น พลังจิตย่อมแข็งแกร่งตามไปด้วย

เมื่อทุ่มเทกำลังทั้งหมด เลือดลมประดุจควันไฟ พลังจิตประดุจเมฆหมอก

สิ่งที่แสดงออกมาในยามใช้วิชาเพ่งจิต คือพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณที่พุ่งพล่านออกมา แหลมคมราวกับประกายดาบสายหนึ่ง

วูบ!

ปราณพิฆาตบนอัญมณีสีส้มถูกกระตุ้นขึ้นในทันที ทว่ายังไม่ทันได้พุ่งออกมา มันก็ถูกพลังจิตที่ราวกับประกายดาบนั้นชะล้างจนสะอาดเอี่ยม

อัญมณีสีส้มที่เคยมีจุดด่างดำ พลันเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา

ทั่วทั้งชิ้นเป็นสีส้มเหลือง สีสันสดใส ท่ามกลางความแวววาว ยังมีประกายแสงระยิบระยับ

รูปทรงหัวใจที่สมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นพยานแห่งความรัก ทำให้ผู้คนยากจะละสายตา

การประเมินเสร็จสิ้น คันฉ่องสื่อจิตพลันปรากฏขึ้นในสมองของเขา ภายในนั้นมีอัญมณีสีส้มสะท้อนอยู่

เมื่อพินิจดูให้ดี มันคือชิ้นเดียวกับที่เฉินเส้าจวินเพิ่งประเมินไปมิใช่หรือ?

สื่อจิตประเมินสมบัติ สืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิด

ในวินาทีที่เฉินเส้าจวินเห็นอัญมณีสีส้มในคันฉ่องสื่อจิต ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มผุดขึ้นในสมอง

ทางตอนใต้ของราชวงศ์ต้าโจว ลุ่มแม่น้ำฉางเจียง

ปลาชิงฮื้อ (ปลาเกล็ดดำ) ตัวหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างระมัดระวัง ในความไม่เดียงสาครั้งหนึ่ง มันได้กินหญ้าน้ำที่ส่องแสงระยิบระยับเข้าไปชิ้นหนึ่ง ไม่นานร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ลำตัวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นปลาใหญ่ขนาดเจ็ดฉื่อ (ประมาณ 2.3 เมตร)

ครั้งหนึ่ง สองปู่หลานลงแม่น้ำไปจับปลา แหคลุมลงบนตัวของมัน มันดิ้นรนด้วยความโกรธแค้น ทั้งยังชนเรือเล็กของทั้งสองจนคว่ำ ลากร่างกายอันใหญ่โตฟาดทั้งสองจนสิ้นใจในน้ำ

หลังจากนั้นไม่กี่ครั้ง จำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็นสิบคน

จอมยุทธ์หนุ่มผู้หนึ่งได้รับคำเชิญให้ลงมือ ในตอนนั้นปลาชิงฮื้อได้กลายเป็นอสูรไปแล้ว มันครอบครองวิชาธาตุน้ำสายหนึ่ง ต่อสู้กับจอมยุทธ์หนุ่มในแม่น้ำฉางเจียงอย่างดุเดือด สุดท้ายโชคร้ายถูกฟันสิ้นใจกลางแม่น้ำ

จอมยุทธ์หนุ่มหิ้วปลาใหญ่ขึ้นฝั่ง ผ่าท้องปลาออก หยิบโอสถเม็ดตันอสูรออกมาหนึ่งเม็ด ส่วนเนื้อปลาที่เหลือได้มอบให้แก่ชาวประมงในแถบนั้น

ชาวประมงคนหนึ่ง ได้หยิบอัญมณีสีส้มเหลืองชิ้นหนึ่งออกมาจากลำคอของปลาใหญ่ คนท้องถิ่นเรียกสิ่งนี้ว่า สมบัติปลาหรือหินอวี่จิง(หินภูตปลา) ผ่านการแกะสลักโดยช่างฝีมือจนกลายเป็นรูปหัวใจ เปลี่ยนมือมาหลายครั้ง ทั้งยังผ่านการฆ่าฟันแย่งชิง สุดท้ายจึงไหลเข้าสู่โรงรับจำนำ

...

เฉินเส้าจวินได้สติกลับมาจากความภวังค์

"นึกไม่ถึงเลยว่า อัญมณีชิ้นนี้จะได้มาจากร่างกายของอสูรปลา?"

เฉินเส้าจวินรู้สึกประหลาดใจในใจ

และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตัวตนของ 'ปีศาจ' อย่างแท้จริงผ่านคันฉ่องสื่อจิต

แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าโลกนี้มีผี ย่อมต้องมีอสูร แต่การได้เห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ทั้งยังได้ 'เฝ้าดู' ตั้งแต่การเติบโต กลายเป็นอสูร ไปจนถึงตอนที่ถูกสังหาร ย่อมนับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ

ลำดับต่อไป คันฉ่องสื่อจิตได้ตัดสินระดับขั้น

บนคันฉ่องแปดเหลี่ยมมีตัวอักษรปรากฏขึ้น

หินอวี่จิง ระดับเวทขั้นต่ำ ยามพกพาติดตัวสามารถขับไล่สิ่งอัปมงคลหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ นำพาโชคลาภวาสนา หากนำไปฝนกับน้ำแล้วดื่ม จะสามารถขับไล่ปราณพิฆาตได้

"ระดับเวทขั้นต่ำ? ขับไล่ปราณพิฆาตได้?"

เฉินเส้าจวินชะงักไป

ระดับของหินอวี่จิงนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของเขา ทว่าสรรพคุณของมันกลับทำให้เขาตื่นเต้นยินดี

ต้องรู้ก่อนว่า ในโรงรับจำนำ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝึกหัดหรือเฉาเฟิ่งทางการ สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดคือปราณพิฆาตแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย

เพราะปราณพิฆาตเข้าสู่ร่างกายนั้น ยาและหมอทั่วไปล้วนไร้หนทางรักษา

นอกจากจะหานักพรตวิถีเต๋า หรือผู้ที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิชาขับไล่ปราณพิฆาตให้

ทว่าเฉาเฟิ่งโรงรับจำนำ แม้จะมีสถานะสูงส่งในโรงรับจำนำของตนเอง

แต่หากออกไปสู่โลกภายนอก ย่อมไม่นับเป็นตัวอะไรเลย

การจะเชิญนักพรตวิถีเต๋า หรือผู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศมาลงมือนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้

ต่อให้มีคนได้รับความช่วยเหลือ ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

บัดนี้ เมื่อรู้ว่าหินอวี่จิงสามารถขับไล่ปราณพิฆาตได้ แม้หินอวี่จิงนี้จะไม่ใช่ของธรรมดา แต่มันก็ยังดีกว่าการนั่งรอความตายอย่างไร้หนทางมิใช่หรือ?

การประเมินเสร็จสิ้น

รางวัลได้ตกลงสู่มือของเฉินเส้าจวิน

ยันต์แผ่นหนึ่ง

ยันต์สะกดร่าง

เมื่อเปิดใช้งาน จะสามารถสะกดร่างกายของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้

ของดีจริงๆ

ในยามคับขัน เพียงพอที่จะรักษาชีวิตได้เลย

เฉินเส้าจวินเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง

ลำดับต่อไป คือเวลาฝึกยุทธ์ของเฉินเส้าจวิน

หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจถูกร่ายรำออกมา ท่าร่างพลิ้วไหว เงาหมัดวูบวาบ เลือดลมที่เข้มข้นแผ่ซ่านออกมา ประดุจควันไฟที่พุ่งพล่านอยู่ภายในห้องประเมิน

ตัวเขาในยามนี้ ได้เสร็จสิ้นการฝึกฝนขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่เจ็ดห้าอวัยวะตันแล้ว บรรลุถึงระดับขั้นที่แปดหกอวัยวะกลวง

อวัยวะภายในร่างกายมนุษย์นั้น แท้จริงแล้วเปราะบางนัก

หากถูกแรงกระแทกหนักๆ ย่อมแตกสลายทันที สร้างความเสียหายสาหัสเกินจินตนาการ

ขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่เจ็ดและแปด คือการฝึกฝนห้าอวัยวะตันกับหกอวัยวะกลวงภายในร่างกายของนักยุทธ์

ผ่านการขับเคลื่อนของเลือดลม และการชะล้างของแรงภายในอย่างต่อเนื่อง ห้าอวัยวะตันกับหกอวัยวะกลวงที่เคยอ่อนแอของนักยุทธ์ มันจะค่อยๆ แข็งแกร่งและทนทานขึ้นทีละน้อย จนสามารถทนต่อแรงกระแทกที่รุนแรงขึ้นได้

เมื่อห้าอวัยวะตันกับหกอวัยวะกลวงถูกฝึกฝนจนทนทานดุจหนังวัว ย่อมหมายความว่าการกลั่นกายาของนักยุทธ์บรรลุผลสำเร็จระดับสูงแล้ว

เช่นนี้ จึงจะสามารถเริ่มทะลวงเข้าสู่ขั้นสุดท้ายของกลั่นกายาได้

มองภายใน!

ขั้นมองภายใน สิ่งที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงเลือดลมและแรงภายในเท่านั้น ทว่ายังรวมถึง 'สำนึกศักดิ์สิทธิ์' หรือจิต (神 - เสิน) ที่มองไม่เห็นในความลี้ลับอีกด้วย

"ตามความก้าวหน้าของข้าในตอนนี้ คาดว่าอีกสองวัน ข้าน่าจะสามารถฝึกฝนหกอวัยวะกลวงในร่างกายให้ทนทานดุจหนังเก่า บรรลุถึงระดับขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่แปดสมบูรณ์ได้แล้ว

ความเร็วไม่ถือว่าช้าเลย

ทว่าไม่รู้ว่าอีกสองวันหลังจากนี้ ข้าจะสามารถก้าวข้ามขั้นได้อย่างราบรื่นเหมือนเมื่อก่อน เพื่อบรรลุถึงระดับขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่เก้าได้หรือไม่?"

เฉินเส้าจวินเหงื่อโทรมกาย หอบหายใจรัวพลางหยุดการเคลื่อนไหวในมือ

เขารู้ดีว่า ขอบเขตกลั่นกายาขั้นที่เก้า คือระดับขอบเขตที่ทำให้เลือดลมและแรงภายในของตนเองบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์

สามารถอาศัยการ 'มองภายใน' เพื่อฝึกฝนจุดที่แรงภายในเข้าไม่ถึงให้ครบถ้วน

มีเพียงเช่นนี้ แรงและปราณของนักยุทธ์จึงจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะอาศัยพลังนี้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตต่อไปในคราวเดียว

ขอบเขตทะเลปราณ!

จบบทที่ บทที่ 29 หินอวี่จิง

คัดลอกลิงก์แล้ว