- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 18 คนจุดเทียน ผีเป่าตะเกียง
บทที่ 18 คนจุดเทียน ผีเป่าตะเกียง
บทที่ 18 คนจุดเทียน ผีเป่าตะเกียง
บทที่ 18 คนจุดเทียน ผีเป่าตะเกียง
วิชาสลับต้นเหมยแทนต้นท้อ แม้จะเรียกว่าวิชาอาคม แต่แท้จริงแล้วมันคือชุดของเทคนิควิชา
ในนั้นประกอบด้วยเทคนิคการพับกระดาษและการแกะสลักไม้โดยเฉพาะ
เฉินเส้าจวินได้รับวิชาอาคมมา ย่อมเข้าใจเทคนิคเหล่านี้ตามไปด้วย
การพับกระดาษ ดูเหมือนจะง่าย แต่กลับต้องใช้กระดาษยันต์พิเศษ ใช้เทคนิคการพับแบบสามทบสามส่วน พับกระดาษให้เป็นหุ่นกระดาษ ทั้งยังต้องใช้ 'น้ำหยิน' แต้มดวงตา และใช้ 'น้ำหยาง' วาดเปลือกนอก
แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าน้ำหยินน้ำหยาง แท้จริงแล้วก็คือน้ำตายและน้ำเป็น หรือจะเรียกว่าน้ำที่มีแหล่งกำเนิดและน้ำที่ไร้แหล่งกำเนิดก็ได้
แน่นอนว่า หากร่ำรวย ยังสามารถใช้ทองเงินหลอมเป็นน้ำได้โดยตรง
ทองเงินคือรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง มีเงินตราเบิกทาง ย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค และผลลัพธ์ย่อมดียิ่งขึ้น
ทว่าใครเล่าจะไม่รู้ว่าเฉินเส้าจวินนั้นยากจน ถูกต้องไหม?
ในช่วงเวลาสั้นๆ ย่อมยากจะหาของมาให้ครบ ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้วิธีการแกะสลักไม้
ไม้หนึ่งท่อน มีดแกะสลักหนึ่งเล่ม
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รูปสุนัขดำก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
จากนั้น เขาจึงหยิบขนสุนัขออกมา ใช้ผ้าดำพันไว้บนไม้แกะสลัก แล้วจึงเริ่มใช้วิชาอาคมโดยตรง
ไม่มีปราณแท้ ย่อมต้องใช้พลังจิตเป็นสื่อนำเช่นเดิม
ทว่าวิชาสลับต้นเหมยแทนต้นท้อ สิ่งที่เกี่ยวข้องนั้นลึกซึ้งกว่าวิชาเพ่งจิตและวิชาเนตรวิญญาณขึ้นไปอีกขั้น จำต้องใช้พลังจิตวาดอักขระยันต์ ประทับลงบนไม้แกะสลักในรูปแบบของอักขระยันต์
โครงสร้างอักขระยันต์ไม่ได้ซับซ้อนนัก
จำนวนอักขระยันต์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาอาคมนี้ รวมแล้วมีเพียงสามตัวเท่านั้น
ทว่าความยากอยู่ที่การใช้พลังจิตวาดอักขระยันต์ แล้วสลักลงในไม้แกะสลัก
เดิมที พลังจิตของเฉินเส้าจวินก็สิ้นเปลืองไปมากจากการประเมินสมบัติชำระพิฆาตติดต่อกัน จนเหนื่อยล้าแทบขาดใจ
บัดนี้ เมื่อสลักอักขระยันต์ทั้งสามตัวเสร็จสิ้น เขาแทบจะสลบไปในทันที
รู้สึกเพียงว่าจิตใจเหนื่อยล้า เลือดลมว่างเปล่า ราวกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันสามคืน ภายในศีรษะมีความรู้สึกขาดแคลน บางครั้งก็เกิดอาการเกร็งแน่น ราวกับมีคนใช้ค้อนหนักทุบเข้าที่กะโหลกศีรษะ ปวดหัวตุบๆ
"นี่คืออาการของพลังจิตหมดสิ้น จนมิอาจไปต่อได้"
เฉินเส้าจวินสะบัดศีรษะ รู้สึกว่าหากตนเองหลับตาลง คาดว่าในพริบตาถัดไปคงจะหลับปุ๋ยไปแน่นอน
ความรู้สึกของการใช้พลังจิตเกินขนาดเช่นนี้ เขาไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว
ไม่กล้าชักช้า เขารีบหยิบโอสถวิเศษเม็ดหนึ่งออกมา
นี่คือหนึ่งในสมบัติเจ็ดชิ้นที่คันฉ่องสื่อจิตมอบให้เป็นรางวัลก่อนหน้านี้ โอสบำรุงจิต
มีสรรพคุณในการฟื้นฟูพลังจิต และบำรุงจิตวิญญาณ
และยังเป็นหนึ่งในที่พึ่งสำคัญของเฉินเส้าจวิน ยามต้องเผชิญหน้ากับผีในหยกหรูอี้
กลืนโอสถบำรุงจิตลงไปในคำเดียว
แทบจะในชั่วพริบตา ความรู้สึกเย็นสดชื่นสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว
พลังจิตที่เดิมทีเหือดแห้งไปแล้ว ราวกับได้รับการรดน้ำและบำรุง เริ่มฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เฉินเส้าจวินรู้สึกว่าทั้งร่างกายและจิตใจของตน ตกอยู่ในสภาวะที่อบอุ่นยิ่ง ราวกับได้อยู่ในเตียงที่แสนสบาย หรือในครรภ์มารดา สบายจนเขาแทบจะเคลิบเคลิ้มหลงใหล
ทว่า ผลของโอสถวิเศษย่อมมีวันสิ้นสุด
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เฉินเส้าจวินก็ได้รับสติกลับมาจากสภาวะพิเศษนั้น
"สมกับเป็นโอสถบำรุงจิต เพียงเม็ดเดียว มันก็ทำให้พลังจิตที่เดิมทีเหือดแห้งไปแล้วของข้า ฟื้นฟูกลับมาดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์
กระทั่ง ข้ายังรู้สึกว่าพลังจิตของข้า เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ยังแข็งแกร่งขึ้นอีกช่วงใหญ่เชียวหรือ?"
เฉินเส้าจวินลืมตาขึ้น สัมผัสได้ว่าพลังจิตของตนตื่นตัว มีร่องรอยของการพุ่งทะลุออกมานอกร่างกาย เมื่อลองเปรียบเทียบดู ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่า พลังจิตของตนฟื้นฟูแล้ว และยังแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมากนัก
การยกระดับครั้งนี้ สำหรับเขาแล้ว นับเป็นโชคลาภที่ไม่ได้คาดฝัน
พลังจิตฟื้นฟูแล้ว
การเตรียมการสำหรับวิชาสลับต้นเหมยแทนต้นท้อก็เสร็จสิ้น
ในที่สุดเฉินเส้าจวินจึงเริ่มเบนสายตาไปที่หยกหรูอี้ชิ้นนั้นอย่างเป็นทางการ
หยกหรูอี้โดยรวมมีสีเหลืองและหมองหม่น เมื่อมองจากระยะไกล กลับปรากฏเป็นสีดำหมึก นี่คือผลจากการที่ปราณหยินมารวมตัวกันและสะสมมาเป็นเวลานาน
ต้องยอมรับว่า รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ดูดีนัก
ไม่รู้ว่าบุรุษหน้าบากผู้นั้น มองเห็นความพิเศษของหยกหรูอี้ชิ้นนี้ได้อย่างไร ถึงได้ยืนกรานจะซื้อให้ได้
เฉินเส้าจวินยิ้มเย็นชา ยื่นมือไปคว้าหยกหรูอี้ ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่สัมผัสได้ทำให้มือของเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
เขารีบวางหยกหรูอี้ลงบนโต๊ะ เริ่มจุดเทียน เผาธูป
เพิ่งจะจุดเทียนไขติด พลันมีลมพัดแผ่วเบามาวูบหนึ่ง เปลวเทียนนั้นก็สั่นไหวจวนเจียนจะดับ
เฉินเส้าจวินบังลมไว้ แล้ววางเทียนไขไว้ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้
จากนั้น หยิบธูปไม้ไผ่สามดอก จุดขึ้นตามลำดับ แล้ววางไว้เบื้องหน้าหยกหรูอี้
วูบ วูบ!
ภายในห้องที่ปิดมิดชิด จู่ๆ พลันมีลมหยินพัดผ่านวูบหนึ่ง
เทียนไขที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถูกเป่าจนดับลงในพริบตา
เฉินเส้าจวินมองไปที่ธูปไม้ไผ่ที่จุดไว้
แม้จะยังไหม้อยู่ แต่มันเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ธูปไม้ไผ่สองดอกด้านข้าง ไหม้เร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไหม้ไปแล้วหนึ่งในสามส่วน ส่วนดอกตรงกลาง เพิ่งจะเริ่มไหม้ไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
"คนจุดเทียน ผีเป่าตะเกียง ปรากฏขึ้นจริงๆ ด้วย"
ในใจของเฉินเส้าจวินหนาวเยือก
เขาลังเลครู่หนึ่ง ลุกขึ้นไปจุดเทียนไขอีกครั้ง
ทว่าเขายังไม่ทันจะหันกลับมา ลมหยินพัดผ่านวูบหนึ่ง
เทียนไขเล่มนั้นก็ดับลงอีกครั้ง
ลำดับต่อไปจะจุดอีกไม่ได้แล้ว
เขารู้ดีว่า เรื่องราวใดๆ ย่อมไม่เกินสามครั้ง ผีเองก็จะหมดความอดทน
หากจุดครั้งที่สาม ผีจะคิดว่าเขากำลังเล่นแง่กับมัน และจะปรากฏตัวออกมาหาเรื่องเขาโดยตรง
มองไปอีกทาง ธูปไม้ไผ่ทั้งสามดอก ในเวลานี้ล้วนดับลงหมดแล้ว
ปรากฏเป็นลักษณะสั้นสองยาวหนึ่งพอดี
"คนกลัวสั้นสามยาวสอง ธูปถือสาสั้นสองยาวหนึ่ง ทั้งสองเหตุการณ์ล้วนเป็นจริงแล้ว"
(คนกลัวสั้นสามยาวสอง เป็นสำนวนจีน หมายถึง อุบัติเหตุร้ายแรงหรือความตาย
ธูปถือสาสั้นสองยาวหนึ่ง เป็นความเชื่อว่าหากธูปไหม้ในลักษณะนี้ เป็นลางร้ายอย่างยิ่ง)
เฉินเส้าจวินสูดลมหายใจเข้าลึก
แม้จะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังคงแข็งใจเริ่มการประเมินสมบัติ
ยังดีที่รางวัลจากการประเมินสมบัติอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ มอบที่พึ่งให้แก่เขา ทำให้เขาไม่ถึงกับจนปัญญาไร้ทางสู้
ทว่าก่อนจะประเมิน เขาได้กวาดสายตามองไปรอบๆ
กลับพบว่า หินไป๋เชี่ยที่เดิมทีขาวนวลซึ่งวางไว้ตามจุดต่างๆ ในห้อง บัดนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง
นึกไม่ถึงว่าค่ายกลสี่ทิศของอาหย่งแม้จะเรียบง่าย แต่ก็สามารถแสดงผลได้จริง
น่าเสียดายที่ครั้งนี้เขาสิ่งที่เขาเผชิญไม่ใช่ปราณพิฆาตทั่วไป แต่เป็นภูตผีของจริง!
ผลลัพธ์ที่ค่ายกลสี่ทิศแสดงออกมาจึงมีจำกัด
"เริ่มกันเลย!"
เฉินเส้าจวินหยิบไม้แกะสลักสุนัขดำออกมา วางกั้นไว้เบื้องหน้า จากนั้นจึงสงบจิตรวมสมาธิ
ทว่า สิ่งแรกที่เขาใช้ออกไป ไม่ใช่วิชาเพ่งจิต
แต่เป็นวิชาเนตรวิญญาณ
เขาต้องการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของปราณหยินและผีที่ซ่อนอยู่ในนั้น ว่าจะลงมืออย่างไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
วิชาเนตรวิญญาณถูกใช้ออก
บนหยกหรูอี้ พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที
ปราณหยินท่วมท้น ผีร้ายสิงสู่
เพราะครั้งนี้ เฉินเส้าจวินอยู่ใกล้กับหยกหรูอี้มากขึ้น
ดังนั้น ปราณหยินที่หนาทึบ และผีที่วนเวียนอยู่ในปราณหยินนั้น จึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
"จำนวนปราณหยินพิฆาตทั้งหมด อย่างน้อยมีถึงร้อยสาย
ปราณหยินร้อยสายควบแน่นเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นยอดปกคลุมหรือ?
ส่วนผีตนนั้น ร่างวิญญาณดูเลือนราง ไม่ค่อยมั่นคงนัก บางครั้งก็แยกเขี้ยวยิงฟัน แต่ก็มีความรู้สึกถึงความอ่อนแอแฝงอยู่ ผีตนนี้ ก็น่าจะไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่นักกระมัง?"
เฉินเส้าจวินเบิกตากว้าง ทว่าในใจกลับไม่มีความมั่นใจเลย
ผีที่อ่อนแอเพียงใด มันก็คือผีอยู่ดี
ความไม่รู้ต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเบาใจได้บ้างคือ เขาจำรูปลักษณ์ของผีตนนี้ได้แล้ว มันก็คือจ้าวฉวนที่ตายด้วยน้ำมือของบุรุษหน้าบากนั่นเอง
เรื่องนี้ทำให้เขาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ที่เรียกว่าบุญมีส่วนบุญ กรรมมีส่วนกรรม แค้นมีเป้า หนี้มีเจ้า
ความแค้นของวิญญาณตนนี้ อย่างไรเสียก็ไม่ควรจะมาลงที่หัวของเขาหรอกนะ