- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 11 หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ
บทที่ 11 หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ
บทที่ 11 หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ
บทที่ 11 หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ
"ขอบคุณเสิ่นเสียนเซิงที่ตักเตือนขอรับ"
เฉินเส้าจวินกล่าวขอบคุณ จากนั้นรับติ้วไม้ไผ่ที่เป็นของตนมาจากมือสวีหงเทา
ติ้วไม้ไผ่สี่อัน รวมกับอันก่อนหน้านี้ก็เป็นห้าอัน
"ติ้วไม้ไผ่ห้าอัน หนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ อาศัยเพียงเท่านี้เพื่อออมเงินให้พอค่าเรียนวรยุทธ์ นับว่ายากลำบากจริงๆ"
เฉินเส้าจวินขมวดคิ้ว
แต่เขาจำเป็นต้องมีช่องทางในการได้รับวรยุทธ์จริงๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคนในโรงรับจำนำรู้ว่า ตนเองเริ่มฝึกวรยุทธ์แล้ว
"ทางด้านลุงสวี..."
เฉินเส้าจวินลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปาก
เขารู้ว่าเรื่องนี้เร่งรีบไม่ได้
หากบุ่มบ่ามเสนอไป ย่อมจะเกิดผลตรงกันข้าม
วันนี้เฉินเส้าจวินเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากห้องประเมิน เมื่อมาถึงโรงอาหารจึงไม่มีใครอยู่แล้ว
ยังดีที่ในโรงอาหารมีกับข้าวเหลืออยู่ สิ่งที่ทำให้เขาพอใจที่สุดในโรงรับจำนำตระกูลหลิน ก็คือโรงอาหารนี่แหละ แม้รสชาติจะแค่พอใช้ได้ แต่อย่างน้อยก็อิ่มท้อง
เมื่อเขากลับถึงที่พัก เสียงกรนในห้องนอนรวมได้ดังระงมไปหมดแล้ว
เฉินเส้าจวินทนต่อเสียงรบกวนแล้วล้มตัวลงนอน
ในทุกลมหายใจ เขายังคงรักษาจังหวะของวิชาลมหายใจฉางชุนไว้เสมอ
ในทุกลมหายใจเข้าออก ล้วนขับเคลื่อนให้ร่างกายของเขาเกิดการสั่นไหวเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา
จนถึงตอนนี้ เขาได้รับวิชาลมหายใจฉางชุนมานานกว่าสามชั่วยามแล้ว แม้จะยังไม่กลายเป็นสัญชาตญาณ และบางครั้งจังหวะก็ยังรวนไปบ้าง แต่เขาก็ค่อยๆ ค้นพบประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของวิชาลมหายใจนี้
นั่นคือมันช่วยในการย่อยอาหารของร่างกาย...
นี่เพิ่งจะกินมื้อเย็นผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็เริ่มรู้สึกหิวเสียแล้ว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งทั้งหกคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน เมื่อเห็นร่างสองร่างเดินเข้ามาจากทางประตูข้าง ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"เกิดอะไรขึ้น? ท่านอาจารย์รองกับท่านอาจารย์สามมาพร้อมกันเลยหรือ?
เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?"
ภายในโรงรับจำนำตระกูลหลิน สถานะของเฉาเฟิ่งทางการนั้นสูงส่งมาก
ไม่ต้องพูดถึงเฉาเฟิ่งใหญ่ฉินที่ลึกลับประดุจมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง แทบไม่เคยปรากฏตัว แม้แต่เฉาเฟิ่งรองไต้หมิงและเฉาเฟิ่งสามจางเกา ยังแทบจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง
ต่อให้ปรากฏตัว อย่างมากก็แค่คนเดียว
สถานการณ์ที่ทั้งสองคนมาพร้อมกันเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
"มากันครบแล้วสินะ ?วันนี้มีเรื่องจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบ
เนื่องจากตอนนี้ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งในโรงรับจำนำลดน้อยลงทุกวัน ดังนั้นอีกไม่นานโรงรับจำนำจะมีคนใหม่เข้ามาเสริม"
คนแรกที่เอ่ยปากคือเฉาเฟิ่งสามจางเกา เขาเป็นคนรูปร่างเตี้ยล่ำ เดินเหินท่าทางดุดัน มุทะลุ ดูค่อนข้างวางอำนาจ
แต่ในความเป็นจริง นิสัยของเขาค่อนข้างเป็นกันเอง
อย่างน้อยๆ สำหรัลเหล่าศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง ยังกล้าที่จะเอ่ยปากถามปัญหาต่างๆ กับเขา
ในทางกลับกัน เฉาเฟิ่งรองไต้หมิง มีสีหน้าเคร่งขรึม เพียงแค่ยืนตีหน้ายักษ์อยู่ตรงนั้น ก็สามารถทำให้ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งที่ขวัญอ่อน ตื่นเต้นจนพูดไม่ออกได้แล้ว
"เสริมคนใหม่หรือขอรับ? จะมีกี่คนหรือขอรับ?"
เป็นไปตามคาด มีคนอดรนทนสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น
"ประมาณยี่สิบคนได้"
จางเกาเอ่ยอย่างสบายๆ จากนั้นก็กล่าวต่อว่า "อ้อ ใครชื่อเฉินเส้าจวิน"
คนอื่นๆ พลันส่งเสียงอุทานด้วยความสงสัย แล้วหันไปมองเฉินเส้าจวิน
เฉินเส้าจวินชะงักไปครู่หนึ่ง รีบก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ข้าเองขอรับ"
เขาไม่ได้ใส่ใจที่อีกฝ่ายจำชื่อตนเองไม่ได้
ในสายตาของเฉาเฟิ่งทางการ ย่อมไม่มีชื่อของศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งอย่างพวกเขาอยู่แล้ว
นั่นเพราะพวกเขา ในความหมายหนึ่ง ย่อมเป็นเพียงแค่ของใช้สิ้นเปลือง
หากต้านทานปราณพิฆาตที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายไม่ไหว ย่อมหนีไม่พ้นจุดจบที่ต้องถูกหามออกไป
จางหวัง และอีกห้าคนก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเช่นนั้น
"ได้ยินว่าวิชาเพ่งจิตของเจ้าบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญแล้วรึ?"
จางเกามองเฉินเส้าจวินด้วยความสนใจ
กลุ่มศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งพลันส่งเสียงฮือฮาออกมาทันที
ต่างพากันแสดงท่าทีประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
เป็นเพราะก่อนหน้านี้ เฉินเส้าจวินไม่ได้โดดเด่นอันใดเลย นึกไม่ถึงว่าจะก้าวหน้าไปกว่าพวกเขาหนึ่งก้าว ยกระดับวิชาเพ่งจิตขึ้นสู่ขั้นเชี่ยวชาญได้ก่อนใคร
เฉาเฟิ่งรองไต้หมิงที่อยู่ด้านข้างในที่สุดก็เอ่ยปากออกมา เขาโยนหยกขาวชิ้นหนึ่งออกมา แล้วกล่าวว่า "ลองดูสิ"
"ขอรับ ท่านอาจารย์รอง"
เฉินเส้าจวินพยักหน้า รีบยื่นมือออกไปรับ
ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมาก
วิชาเพ่งจิตขั้นเชี่ยวชาญ เพียงพอที่จะไม่เกรงกลัวปราณพิฆาตบนสมบัติหลายๆ ชิ้นแล้ว
แน่นอนว่า ก่อนหน้านั้น เขายังคงแอบใช้วิชาเนตรวิญญาณออกมาเงียบๆ
ภายใต้วิชาเนตรวิญญาณ เฉินเส้าจวิน 'มองเห็น' ว่า บนหยกขาวชิ้นนี้มีปราณพิฆาตแฝงอยู่เพียงสามสายเท่านั้น
ไม่ได้เป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด
วิชาเพ่งจิตถูกใช้ออกอย่างราบรื่น
แสงสว่างที่ราวกับจับต้องได้พุ่งเข้าสู่หยกขาว
ทันใดนั้น บนหยกขาวพลันมีแสงสีดำวาบขึ้น ปราณพิฆาตภายในถูกกระตุ้นออกมา และพุ่งเข้าใส่เฉินเส้าจวินอย่างรวดเร็ว
ทว่าความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของเฉินเส้าจวินนั้นเหนือกว่าเมื่อก่อนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวิชาเพ่งจิตของเขาเป็นขั้นเชี่ยวชาญของจริง
ราวกับถอนรากถอนโคน
ปราณพิฆาตบนหยกขาวถูกบดขยี้จนหมดสิ้นในพริบตา
อีกทั้งหยกขาวที่เดิมทีดูหมองหม่น รวมถึงมีลายเส้นสีเลือดจางๆ แฝงอยู่ พลันเปล่งประกายสีสันเฉพาะตัวออกมาในทันที แวววาวมีประกาย งดงามจับตา
"เชี่ยวชาญแล้วจริงๆ ด้วย เจ้าทำได้ดีมาก พรสวรรค์ก็ไม่เลวเลย เอาเถอะ《บันทึกเฉาเฟิ่ง》เล่มนี้ เจ้าเอาไปสิ ข้าหวังว่าจะได้เห็นวันที่เจ้าได้เป็นเฉาเฟิ่งทางการ"
ไต้หมิงพยักหน้า จากนั้นก็โยนสมุดเล่มบางๆ เล่มหนึ่งออกมา
ดวงตาของคนอื่นๆ พลันฉายแววอิจฉาออกมาทันที
《บันทึกเฉาเฟิ่ง》แท้จริงแล้วไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย
มันเป็นเพียงประสบการณ์และความรู้สึกในการเติบโตของเฉาเฟิ่งคนหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาใส่ใจจริงๆ คือการที่ได้รับการเห็นความสำคัญจากท่านอาจารย์รองไต้หมิงต่างหาก
หากได้รับการดูแลและชี้แนะจากเขา มิใช่ว่าจะสามารถเป็นเฉาเฟิ่งทางการได้ในเร็ววันหรอกหรือ?
"ขอบคุณท่านอาจารย์รองขอรับ"
เฉินเส้าจวินรีบคารวะขอบคุณ ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
ทว่า…
ความตื่นเต้นของเขา ไม่ได้มาจาก《บันทึกเฉาเฟิ่ง》และไม่ใช่เพราะการเห็นความสำคัญของไต้หมิง
แต่เป็นเพราะในยามที่เขาประเมินหยกขาวชิ้นนี้ คันฉ่องสื่อจิตได้ปรากฏออกมา
สืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิด ตัดสินระดับขั้น และมอบรางวัลให้แก่เขา
ระดับขั้นของหยกขาวนั้นไม่สูงนัก มันเป็นเพียงระดับสามัญขั้นต่ำ
แต่รางวัลที่คันฉ่องสื่อจิตมอบให้เขา กลับทำให้เขาประหลาดใจและยินดียิ่ง
วรยุทธ์บทหนึ่ง
หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ!
ในที่สุด วรยุทธ์ที่เขาเฝ้าถวิลหาอยากจะเรียนรู้ มันก็ได้มาอยู่ในมือแล้ว!
ในสมองของเขาพลันปรากฏสาระสำคัญ กระบวนท่า และวิธีการฝึกฝนของเพลงหมัดนี้อย่างต่อเนื่อง
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เขาแทบอยากจะร่ายรำกระบวนท่า และฝึกฝนมันดูสักรอบทันที
"อืม"
ไต้หมิงพยักหน้า ไม่ได้ทักทายคนอื่นต่อ เขาหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
คนอื่นๆ ต่างก็เห็นเป็นเรื่องปกติ
ไต้หมิงเป็นคนเช่นนี้เสมอมา ต่อให้หลงจู๊มาอยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่แข็งทื่อของเขาก็คงไม่มีการแสดงสีหน้าเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่
บางทีต่อหน้าเฉาเฟิ่งใหญ่ฉิน เขาถึงจะมีความระมัดระวังมากขึ้นกระมัง?
"เอาล่ะ เรื่องส่วนตัวจบไปแล้ว ทางข้า มีสมบัติพิเศษชิ้นหนึ่ง ต้องการคนมาช่วยประเมินดูสักหน่อย พวกเจ้ามีใคร เต็มใจจะช่วยบ้างหรือไม่?"
เมื่อเห็นไต้หมิงจากไป จางเการีบเปลี่ยนน้ำเสียงทันที เขามองดูศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งหลายคนด้วยสีหน้าเป็นกันเอง และเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ช่วยหรือขอรับ?"
ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งหลายคนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นทุกคนล้วนแสดงสีหน้ายินดีปรีดา และพากันตะโกนว่า "ท่านอาจารย์สาม ข้าเต็มใจช่วยขอรับ"
เมื่อเห็นวิชาเพ่งจิตของเฉินเส้าจวินยกระดับขึ้นสู่ขั้นเชี่ยวชาญ และได้รับการเห็นความสำคัญจากท่านอาจารย์รองไต้หมิง ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงความกดดัน จึงหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์สามจางเกาเป็นการทดแทน