เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!

บทที่ 7 - มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!

บทที่ 7 - มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!


บทที่ 7 - มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!

นักสู้!

ในหัวของเฮียหมีฟันธงสถานะของเสิ่นเทียนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักสู้คนหนึ่งมาทำงานรับจ้างในโรงฆ่าสัตว์ของเขางั้นหรือ

เป็นภาพที่ต่อให้หลับฝันก็ยังไม่กล้าคิด

เขามองเสิ่นเทียนด้วยสายตาที่หลงเหลือเพียงความยำเกรง

เสิ่นเทียนสะบัดคราบเลือดบนใบมีดทิ้ง ท่วงท่าสะอาดสะอ้านเด็ดขาด

เขาหันไปมองเฮียหมี

"งานของวันนี้ยังมีอีกไหมครับ"

เฮียหมีได้สติกลับมา รีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน

"ไม่มีแล้วน้องเสิ่นเทียน"

เขากลืนน้ำลายลงคอ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง

"ออเดอร์ของวันนี้จัดการเสร็จหมดแล้วล่ะ"

เสิ่นเทียนพยักหน้ารับ เก็บมีดเข้าฝักหนังข้างเอว

"งั้นผมเลิกงานแล้วนะครับ"

พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป

เฮียหมีไหนเลยจะกล้าขวางทาง แม้แต่หายใจแรงๆ ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ

เขาฉีกยิ้มประจบ ค้อมเอวเดินตามไปส่งแผ่นหลังของเสิ่นเทียนจนถึงหน้าประตูโรงงาน

"เดินทางปลอดภัยนะน้องเสิ่นเทียน ลำบากเธอแล้ว"

น้ำเสียงที่ตะโกนไล่หลังไปนั้นสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

คนงานภายในโรงงานยังคงยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ทอดสายตามองทิศทางที่เสิ่นเทียนจากไปโดยไม่กล้าปริปาก

จนกระทั่งแผ่นหลังของเด็กหนุ่มเลือนหายไปจากประตูโรงงานอย่างสมบูรณ์ แรงกดดันที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออกถึงได้ค่อยๆ มลายหายไป

"ฟู่..."

เฮียหมีพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด

เขาก้มหน้ามองก้นบุหรี่ครึ่งมวนที่ตกอยู่แทบเท้า ใช้ปลายเท้าขยี้มันจนแหลกละเอียด

"มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่วะ!"

เฮียหมีหันขวับกลับมา แผดเสียงตวาดใส่ฝูงคนงานที่ยังยืนเซ่อเป็นไก่ตาแตก

"ทำงานสิวะ! ไม่เห็นหรือไงว่ามีหมูรอให้จัดการอยู่อีกเป็นเบือ!"

เสียงตวาดก้องทำเอาพวกคนงานสะดุ้งโหยงพร้อมกัน ถึงได้ดึงสติกลับมาเข้าร่องเข้ารอย

พวกเขามองหน้ากันและกัน แววตาของแต่ละคนยังคงหลงเหลือความหวาดผวาที่ยังไม่จางหายไป

"ขยับสิวะ! รีบขยับเข้า!"

ลุงหลี่ได้สติเป็นคนแรก แหกปากตะโกนสั่งการ

"ตะขอ! รถลาก! ขยับกันให้ไวเลยโว้ย!"

โรงงานที่เคยเงียบสงัดดั่งป่าช้ากลับมาจอแจอึกทึกในพริบตา

คนงานพากันหยิบเครื่องมืออย่างลนลาน เริ่มลงมือจัดการกับซากศพขนาดมหึมาที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น

เพียงแต่ท่วงท่าของพวกเขากลับดูงุ่มง่ามเก้ๆ กังๆ ยิ่งกว่าปกติมากนัก

คนงานหนุ่มคนหนึ่งใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวขาหมูเกราะเหล็ก ออกแรงลากจนหน้าดำหน้าแดง ทว่าซากหมูตัวนั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองบาดแผลฉกรรจ์บนซากศพ

เบ้าตา

หลอดลม

หัวใจ

ทุกจุดล้วนเป็นจุดตายที่แม่นยำที่สุด

"แม่ร่วง... นี่มันใช่คนแน่เหรอวะ"

เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ

"หุบปากหมาๆ ของแกไปซะ!"

คนงานเฒ่าที่อยู่ข้างๆ ตวาดใส่เสียงต่ำ

"อยากตายก็อย่าลากพวกเราไปซวยด้วย! ต่อไปนี้ต้องเรียกท่านเสิ่น ไม่ใช่คนที่แกจะเอามานินทาพล่อยๆ ได้!"

เฮียหมีเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างซากหมูเกราะเหล็กสี่ตัวที่พุ่งชนประสานงากัน มองดูหัวหมูที่บิดเบี้ยวผิดรูปพลางหนังตากระตุกยิกๆ

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เดินไปหาลุงหลี่แล้วกดเสียงต่ำ

"ลุงหลี่"

"ครับเฮียหมี"

"ต่อไปนี้น้องเสิ่นเทียนจะมาตอนไหน หรือจะกลับตอนไหน ก็ปล่อยแกตามสบายเลยนะ"

น้ำเสียงของเฮียหมีจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ส่วนค่าแรง ให้จ่ายเรตสูงสุด ไม่สิ จ่ายเบิ้ลจากเรตสูงสุดไปอีกเท่าตัวเลย!"

ลุงหลี่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักรับคำอย่างหนักแน่น

"ผมเข้าใจแล้วครับเฮียหมี!"

เฮียหมีทอดสายตามองสภาพเละเทะเกลื่อนพื้นด้วยแววตาอันซับซ้อน

...

เสิ่นเทียนเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยเก่าทรุดโทรมกลับมาถึงบ้านของตัวเอง

ห้องพักมีขนาดไม่ใหญ่นัก เตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว และตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ นั่นคือสมบัติทั้งหมดที่มี

เขาถอดเสื้อยืดที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยขาดวิ่นออก

เดินเข้าไปในห้องน้ำแคบๆ เปิดฝักบัว

สายน้ำอุ่นไหลชะโลมทั่วร่าง ชะล้างกลิ่นคาวเลือดและความเหนื่อยล้าจนหมดสิ้น

ความปวดร้าวแล่นริ้วมาจากส่วนลึกของกล้ามเนื้อ นั่นคือผลข้างเคียงจากการระเบิดพลังขีดสุดในช่วงเวลาสั้นๆ

ทว่าเส้นประสาทที่ตึงเครียดกลับค่อยๆ ผ่อนคลายลงภายใต้สายน้ำที่ไหลริน

เขาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในวันนี้ฉายซ้ำไปมาในหัว

สัมผัสยามคมมีดกรีดทะลวงผ่านชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ

ความรู้สึกของการได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทำให้ทุกเซลล์ในร่างกายของเขาสั่นสะท้านและกรีดร้องด้วยความยินดี

สิบกว่านาทีต่อมา เสิ่นเทียนเช็ดตัวจนแห้ง เปลี่ยนมาสวมชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียง

ภายในห้องเงียบสงบ

มีเพียงเสียงจอแจจากชีวิตประจำวันของชาวบ้านนอกหน้าต่างดังแว่วมาให้ได้ยินลางๆ

เขาขยับความคิด

หน้าต่างสถานะโปร่งแสงสีฟ้าที่มองเห็นได้เพียงคนเดียวค่อยๆ กางออกตรงหน้า

[โฮสต์: เสิ่นเทียน]

[พลังจิต: 10]

[ขอบเขตวิถียุทธ์: กายาเนื้อ (10/20)]

[แต้มสังหาร: 10]

[วรยุทธ์: เพลงมีดพื้นฐาน 5/5 ; เคล็ดหล่อหลอมกายาพื้นฐาน 3/8]

[พรสวรรค์: เชี่ยวชาญเพลงมีด·สีขาว]

สายตาของเสิ่นเทียนจับจ้องไปที่บรรทัด [แต้มสังหาร: 10]

นี่คือสิ่งที่แลกมาด้วยชีวิต

หมูเกราะเหล็กสิบตัว แลกมาได้สิบแต้ม

เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

ต้องแข็งแกร่งขึ้น

"อัปสเตตัส"

"ลงแต้มทั้งหมดไปที่ขอบเขตวิถียุทธ์"

สิ้นสุดความคิด ตัวเลขบนหน้าต่างสีฟ้าก็เริ่มขยับเปลี่ยนไป

[แต้มสังหาร: 0]

[ขอบเขตวิถียุทธ์: กายาเนื้อ (20/20)]

ตู้ม!

กระแสความอบอุ่นปะทุขึ้นจากตำแหน่งหัวใจอย่างไร้สัญญาณเตือน มันพุ่งทะลวงชะล้างไปทั่วสรรพางค์กายในพริบตา!

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดถูกกระแสความอบอุ่นนี้ปัดเป่าจนมลายหายไปสิ้น

สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้สึกอิ่มเอมอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เสิ่นเทียนรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามวลกระดูกของเขาอัดแน่นขึ้น เส้นใยกล้ามเนื้อถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเกลียวเชือกที่เหนียวแน่นทนทานยิ่งกว่าเดิม

เขาค่อยๆ กำหมัดแน่น

มวลอากาศในกำมือถูกบีบอัดจนเกิดเสียงดังเสียดสีเบาๆ

พละกำลัง!

ความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังทำให้เขาเกิดภาพลวงตาว่าสามารถต่อยแผ่นเหล็กให้ทะลุได้ด้วยหมัดเดียว!

ขอบเขตวิถียุทธ์กายาเนื้อ บรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว

เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของตัวเองได้เดินทางมาถึงขีดจำกัดแล้ว

มีกำแพงที่มองไม่เห็นบางๆ ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า

ขอเพียงแค่ทะลวงมันไปได้ ก็จะได้พบกับโลกใบใหม่

นั่นคือขอบเขตของนักสู้ที่แท้จริง!

เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!

ในตอนนั้นเอง

บนหน้าต่างระบบก็มีตัวอักษรบรรทัดใหม่ผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ

[แจ้งเตือน: ขอบเขตกายาเนื้อบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว]

[การทะลวงสู่ระดับนักสู้ขั้นที่หนึ่ง จำเป็นต้องฝึกฝนเคล็ดหล่อหลอมกายาขั้นสูง]

รูม่านตาของเสิ่นเทียนหดแคบลงเล็กน้อย

สิ่งที่เขาฝึกฝนมาตลอดเป็นเพียงเคล็ดหล่อหลอมกายาพื้นฐานดาษดื่นทั่วไป

เป็นหลักสูตรที่ประเทศมังกรส่งเสริมให้ใช้เรียนกันทุกโรงเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศ

ใช้เวลาสามปีในชั้นมัธยมปลายเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ขัดเกลาปราณโลหิตให้ไปถึงจุดสูงสุดของคนธรรมดา

นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า "กายาเนื้อขั้นสมบูรณ์"

หากบรรลุขั้นนี้ได้ตอนอยู่มัธยมปลายปีสาม ก็จะได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยวิถียุทธ์ระดับทั่วไป

เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วถึงจะได้สิทธิ์ฝึกฝนเคล็ดหล่อหลอมกายาขั้นสูง

เพื่อทะลวงขึ้นเป็นนักสู้ในรวดเดียว!

เคล็ดหล่อหลอมกายาขั้นสูง

เสิ่นเทียนมองดูข้อความแจ้งเตือนบนหน้าต่างสถานะ

เรื่องนี้เขารู้ดีอยู่แล้ว

ตลอดสามปีในโรงเรียน ครูพร่ำสอนเรื่องนี้จนปากเปียกปากแฉะ

การฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อขัดเกลาร่างกาย ก็เพื่อไปให้ถึงระดับกายาเนื้อขั้นสมบูรณ์ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย แลกกับตั๋วผ่านประตูเข้าสู่มหาวิทยาลัยวิถียุทธ์นั่นเอง

เสิ่นเทียนก้มหน้ามองกำหมัดที่บีบแน่นของตัวเอง

เขานึกถึงพวกเด็กหัวกะทิในโรงเรียน

พวกนั้นมีปราณโลหิตล้ำหน้าคนทั่วไปตั้งแต่แรกเข้าเรียน ถูกครูอาจารย์ประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ได้รับทรัพยากรชั้นยอดไปครอง

แต่ถึงอย่างนั้น กว่าพวกมันจะฝึกฝนจนถึงระดับกายาเนื้อขั้นสมบูรณ์ได้ ก็ยังต้องใช้เวลาตั้งสามปีเต็ม

แล้วตัวเขาเองล่ะ

หนึ่งวัน

ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ

ในโรงฆ่าสัตว์อันนองเลือดนั่น แค่เชือดกึ่งอสูรไปสิบตัว

เขาก็เดินบนเส้นทางที่คนอื่นต้องใช้เวลาเดินถึงสามปีจนสุดทางแล้ว

มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!

ระบบของเขาชื่อว่าระบบแต้มสังหาร!

ไม่ใช่ระบบส่งเสริมการเรียน!

หมกตัวอยู่ในหอคอยงาช้างแล้วมันจะแข็งแกร่งขึ้นมาได้หรือไง

มีเพียงการเข่นฆ่าเท่านั้น!

การฆ่าฟันอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงจะผลักดันให้เขาปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เร็วที่สุด!

โลกใบนี้มีสัตว์กลายพันธุ์เพ่นพ่านไปทั่ว วิกฤตการณ์แฝงตัวอยู่ทุกหนแห่ง

ความสะดวกสบายและความสงบสุข มันก็คือบาปกรรมดีๆ นี่เอง

เขาจะออกไปนอกเมือง

ไปยังเขตแดนรกร้าง

ไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยอสูรร้ายกินเลือดกินเนื้อเพ่นพ่านอยู่จริงๆ!

มีเพียงที่นั่น ถึงจะเป็นสวรรค์ของเขา!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 7 - มหาวิทยาลัยเรอะ หมายังไม่เรียนเลย!

คัดลอกลิงก์แล้ว