- หน้าแรก
- เถ้าแก่ใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามภพ
- บทที่ 16 เจ้าดูจอกแก้วนี้สิ ว่าเสียงมันกังวานดีหรือไม่
บทที่ 16 เจ้าดูจอกแก้วนี้สิ ว่าเสียงมันกังวานดีหรือไม่
บทที่ 16 เจ้าดูจอกแก้วนี้สิ ว่าเสียงมันกังวานดีหรือไม่
บทที่ 16 เจ้าดูจอกแก้วนี้สิ ว่าเสียงมันกังวานดีหรือไม่
หลินเซินนิ่งเงียบมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงปรายตามองกลุ่มของเฉินซันแวบหนึ่ง
เฉินซันพลันหดคอลงทันควัน พลางปั้นยิ้มประจบประแจงพร้อมกับประสานมือคารวะฉาเสี่ยวเหลียง “ใต้เท้าขอรับ พวกข้าน้อยเพียงบังเอิญเดินผ่านย่านไท่ผิงฝู จนลืมเวลาประกาศเคอร์ฟิวไปเสียสนิท พอเดินมาถึงตรงนี้ พี่น้องของข้าคนหนึ่งดันเกิดเมามายอาละวาดขึ้นมาจนไปรบกวนเถ้าแก่เข้า นับเป็นความเมตตาของเถ้าแก่ที่ยอมให้พวกข้าน้อยพักพิงอยู่ที่นี่สักคืน...”
ฉาเสี่ยวเหลียงจ้องมองเฉินซันด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
เหตุใดนักเลงหัวไม้นิสัยดิบเถื่อนผู้นี้ถึงได้ดูว่าง่ายปานผ้าพับไว้เช่นนี้? เฉินซันไม่มีทางรู้จักมักคุ้นกับบุคคลที่ดูสูงส่งเช่นนี้แน่ มิเช่นนั้นในช่วงครึ่งชีวิตที่ผ่านมา เขาคงไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างอดสูถึงเพียงนี้
ดูท่าเถ้าแก่หลินผู้นี้... จะมีกลเม็ดเด็ดพรายไม่เบา ถึงสามารถสยบเฉินซันได้ในเวลาอันสั้น ช่างเป็นวิธีการที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก
ยามสบเข้ากับสายตาของฉาเสี่ยวเหลียง เฉินซันก็เผลอยกมือขึ้นลูบที่ลำคอของตนเองโดยไม่รู้ตัว รอยฝ่ามือสีแดงเข้มยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน การเพิ่งก้าวข้ามผ่านประตูแห่งความตายมาได้หมาดๆ ทำให้เขารู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตอย่างที่สุด
เขา... ยังไม่อยากตาย!
ฉาเสี่ยวเหลียงประสานมือคารวะหลินเซิน “เถ้าแก่หลิน ท่านปรารถนาจะให้ข้าน้อยคุมตัวคนพวกนี้ไปหรือไม่ขอรับ?”
หลินเซินลุกขึ้นยืนพลางส่ายหน้า “คนพวกนี้แม้จะมาเยือนกะทันหันจนรบกวนเวลาพักผ่อนไปบ้าง แต่ก็หาได้มีเรื่องราวอันใดใหญ่โตไม่ ปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นี่เถิด เจ้าเองก็ลำบากแล้วที่ต้องเดินตรวจตราในยามวิกาลเช่นนี้”
ฉาเสี่ยวเหลียงรู้สึกประหม่าระคนยินดีกับคำชมนั้น รีบกล่าวว่ามิกล้ารับคำชม ก่อนจะทูลลากลับไป เขาทำเพียงกำชับให้หลินเซินรีบปิดร้านพักผ่อน เพราะยามนี้เป็นเวลาเคอร์ฟิว...
ทางด้านเฉินซันและพรรคพวกก็มิกล้ารั้งอยู่นาน ทันทีที่แผ่นหลังของฉาเสี่ยวเหลียงลับหายไปในความมืด พวกมันก็รีบทูลลาและจากไปอย่างเร่งร้อน จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อสิ้นสุดเวลาเคอร์ฟิว พวกมันก็รุดมาเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูหรูอี้ซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งแต่เช้าตรู่ รอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งหลินเซินเปิดประตูร้าน เมื่อได้รับคำสั่งและวิธีการจากหลินเซินแล้ว พวกมันก็เริ่มออกไปดำเนินการตามแผนการทันที
สองวันต่อมา ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่งในย่านตลาดตะวันออก
เหล่านักดื่มน้ำชาคลาคล่ำอยู่ภายในร้าน ต่างพากันนั่งล้อมวงสนทนาถึงเรื่องราวแปลกใหม่ในนครฉางอัน เฉินซันเดินวางท่าอาด ๆ เข้ามาในร้าน สายตาเขากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะตัวกลางซึ่งตั้งอยู่โดดเด่นที่สุดในโรงน้ำชา
“เสี่ยวเอ้อ! จัดหาน้ำชาชั้นเลิศมาให้ข้าสักกาซิ!” เฉินซันวางท่าทีราวกับคุณชายผู้มั่งคั่ง เขาล้วงเอาเงินตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วตบลงบนโต๊ะเสียงดัง
พนักงานในร้านขานรับเสียงใส “รับทราบขอรับ นายท่านรอสักครู่...”
คนชงชาเดินตรงเข้ามา มือหนึ่งถือกาต้มน้ำทองเหลือง อีกมือหนึ่งคีบถ้วยชาเซรามิกสีขาวเตรียมจะวางลงเบื้องหน้าเฉินซัน ทว่าเฉินซันกลับขมวดคิ้วพลางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้อง ข้าจัดเตรียมเครื่องน้ำชามาเองแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบ จอกแก้วใส ออกมาวางลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม
คนชงชาเห็นเข้าก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทึ่ง “โอ้... นายท่าน ใจท่านช่างกล้านัก ของล้ำค่าเพียงนี้กลับกล้านำออกมาใช้ข้างนอกรึขอรับ? มิเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งจนแตกสลายไปหรอกรึ?”
จอกแก้วที่ใสสะอาดบริสุทธิ์จนมองทะลุเห็นอีกฝั่งได้! คนชงชาถึงกับยืนนิ่งงัน ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยพบเห็นจอกแก้วที่งดงามถึงเพียงนี้มาก่อน
เสียงของคนชงชาหาได้เบาไม่ ผู้คนโดยรอบจึงต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว เมื่อได้เห็นจอกแก้วนั้น ดวงตาของทุกคนก็ฉายแววตระหนก
“นั่นมัน... จอกแก้วผลึกใช่หรือไม่?” “ถูกต้อง! มิผิดแน่! นั่นคือจอกแก้วผลึก ข้าเคยได้ยินแต่นักเล่านิทานเอ่ยถึง ทว่ามิคาดคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้เห็นกับตาตนเองสักครั้ง” “ข้าเคยไปร่วมงานเลี้ยงของฝ่าบาท เห็นจอกแก้วผลึกที่พระองค์ทรงใช้ ทว่ายังมิมีคุณภาพล้ำเลิศถึงเพียงนี้เลย...” “คุณชายท่านนี้เป็นคนตระกูลใดกันหนอ ช่างใจป้ำยิ่งนัก!” “หากข้ามีของล้ำค่าเช่นนี้ ย่อมต้องเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติประจำตระกูล นายท่านผู้นี้กลับกล้านำออกมาใช้สอย หากบังเอิญทำตกแตกไป เงินทองมหาศาลมิหายวับไปกับตาหรอกรึ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยรอบทำให้เฉินซันอดมิได้ที่จะเชิดหน้าขึ้น คำชมเชยและความตกตะลึงเหล่านั้นช่วยเติมเต็มความภาคภูมิใจในใจของเขาได้เป็นอย่างดี
“หามิได้ หากแตกก็เพียงแค่แตกไป!” เฉินซันนึกถึงคำพูดที่หลินเซินเคยสอนไว้ เขาจึงโบกมือพลางเอ่ยอย่างใจกว้าง “ของสิ่งนี้แม้จะมีมูลค่าอยู่บ้าง ทว่าของใช้ย่อมมีไว้เพื่อใช้งานมิใช่รึ”
วาจานี้ช่างดูสง่าผ่าเผยยิ่งนัก ผู้คนโดยรอบยิ่งทวีความตกตะลึงเข้าไปใหญ่ เคยพบเห็นผู้มั่งคั่งมามาก ทว่ามิเคยพบใครที่ใจกว้างถึงเพียงนี้มาก่อน เสียงสนทนาที่ร้อนแรงเริ่มดึงดูดผู้คนให้เข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะทั้งโรงน้ำชาต่างก็จับจ้องมาที่โต๊ะของเขา
“พวกท่านว่า จอกแก้วใบนี้จะมีมูลค่าสักเท่าใดรึ?” “อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน!” “หมื่นเดียวรึ? ฝันไปเถอะ หมื่นเดียวคงได้เพียงแค่ชายตามองกระมัง อย่างน้อยต้องนับล้านกวน!” “พวกท่านว่านายท่านผู้นิ่งเป็นคุณชายจากตระกูลใดกัน...”
ในขณะนั้นเอง ชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ พลันลุกพรวดขึ้นมา ชี้หน้าเฉินซันพลางตะโกนด้วยความตื่นเต้น “เฉินซัน! เจ้าคือเฉินซัน!”
เฉินซันหันกลับไปมอง พบว่าเป็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก ชายผู้นี้มิใช่พรรคพวกที่เตี๊ยมกันไว้ ในใจของเฉินซันเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อย ทว่าเมื่อสถานการณ์ยังมิมีสิ่งใดผิดปกติ เขาจึงพยักหน้ารับ “ใช่ ข้าเอง มีอันใดรึ!”
เฉินซัน? นามนี้ช่างฟังดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก... ในบรรดาขุนนางผู้สูงศักดิ์ของต้าถังมีผู้ที่แซ่เฉิงอยู่จริง ทว่าความแตกต่างระหว่างคำว่า ‘เฉิน’ และ ‘เฉิง’ นั้นช่างห่างไกลกันลิบลับ!
“แซ่เฉินรึ? ข้ามิยักษ์จำได้ว่าในนครฉางอันจะมีตระกูลขุนนางตระกูลใดแซ่เฉิน” “นี่คือคุณชายจากที่ใดกัน หรือว่าจะมาจากต่างเมืองเพื่อมาวางโตอวดรวยในฉางอัน?”
ชายผู้ที่เรียกชื่อเฉินซันยิ่งทวีความตื่นเต้น “คนอย่างเจ้าจะมีวาสนาได้ใช้จอกแก้วเลอค่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หรือว่าเจ้าไปลักขโมยมาจากจวนขุนนางท่านใดกัน!”
ลักขโมยรึ? คำพูดนี้ช่างรุนแรงนัก ทุกสายตาพลันเปลี่ยนเป็นเคลือบแคลงสงสัย คงมิมีผู้ใดโง่เขลาถึงขนาดขโมยของล้ำค่าเช่นนี้มาแล้วนำออกมาอวดอ้างอย่างโจ่งแจ้งหรอกกระมัง...
ชายผู้นั้นชี้นิ้วใส่หน้าเฉินซันพลางร้องประกาศ “เจ้าเฉินซันผู้นี้ข้ารู้จักดี! มันก็เป็นเพียงนักเลงหัวไม้ที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ด้วยการหลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น! คนอย่างมันจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ไว้ในครอบครองได้อย่างไร?”
นักเลงหัวไม้ หลอกลวงต้มตุ๋นรึ? สายตาที่ผู้คนมองมาที่เฉินซันเริ่มเปลี่ยนไป บ้างก็เริ่มสอดส่องไปตามถนนเพื่อดูว่ามีเจ้าหน้าที่ปู้เหลียงเหรินเดินผ่านมาหรือไม่
เฉินซันสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาแค่นเสียงห้วน “ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้ริอ่านมากล่าวหาปรักปรำผู้บริสุทธิ์ จอกแก้วใบนี้ข้าใช้เงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากซื้อมาอย่างถูกต้อง”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นลั่นโรงน้ำชา ชายผู้นั้นหัวเราะหยันพลางโบกมือ “คนอย่างเจ้ารึจะมีปัญญาซื้อหาของสิ่งนี้? อย่าว่าแต่ขายตัวเจ้าเลย ต่อให้เอาบรรพบุรุษของเจ้าขึ้นไปสิบชั่วคนมาเร่ขายรวมกัน ก็ยังมิมีปัญญาซื้อของล้ำค่าชิ้นนี้ได้หรอก!”
เฉินซันหยิบจอกแก้วใสขึ้นมาอย่างเนิบนาบ กวัดแกว่งไปมาต่อหน้าต่อตาผู้คน “ของสิ่งนี้แม้จะมีราคาค่างวดอยู่บ้าง ทว่าก็มิถึงขั้นที่ข้าจะมิมีปัญญาซื้อหามาครอบครอง...”
กล่าวจบ เขาก็คลายมือออก
เพล้ง—!
จอกแก้วน้ำตกลงกระแทกพื้น แตกกระจายเป็นเศษแก้วระยิบระยับในทันที
“พวกเจ้าลองฟังดูสิ... ว่าเสียงนี้มันกังวานดีหรือไม่”