- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 3 จางเหลียว ยอดฝีมือระดับเทียนเหริน!
บทที่ 3 จางเหลียว ยอดฝีมือระดับเทียนเหริน!
บทที่ 3 จางเหลียว ยอดฝีมือระดับเทียนเหริน!
ฉินมู่ไม่ได้สนใจท่าทีของคนรอบข้าง ในตอนนี้เขามองดูวีรบุรุษผู้เกรียงไกรที่ถูกเล่าขานมานับพันปีด้วยความตื่นเต้นและชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นจางเหลียวคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เขาก็รีบเข้าไปพยุงขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า "เหวินหย่วนไยต้องกล่าวเช่นนั้น ท่านมาได้จังหวะที่เหมาะสมพอดีเชียวล่ะ!"
จางเหลียวได้ยินดังนั้นก็กล่าวตอบด้วยความละอายใจ จากนั้นเขาก็เบือนสายตาไปมองสืออี้ที่อยู่ด้านข้าง
ทางด้านสืออี้ ในตอนที่เห็นท่าทีของจางเหลียว เขาก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกเสียใจเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขา
เมื่อสายตาของจางเหลียวตวัดมามอง ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านราวกับถูกฟ้าผ่า กระสับกระส่ายจนนั่งไม่ติด
จางเหลียวไม่ได้สนใจท่าทางลนลานของอีกฝ่าย เขาหันไปถามฉินมู่ด้วยความนอบน้อมว่า "นายท่าน คนผู้นี้คิดปองร้ายท่าน ไม่ทราบว่าจะให้จัดการอย่างไรดี?"
ฉินมู่มองไปที่มหาอุปราชผู้เริ่มแก่ชราคนนี้ แววตาสังหารพลันพาดผ่าน "ฆ่า!"
เมื่อฉินมู่เอ่ยคำว่าฆ่าออกมา สืออี้ก็รู้ซะแล้วว่าท่าไม่ดี เขาไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ร่างกายพุ่งทะยานผ่านจางเหลียวหวังจะหลบหนีไปให้ไกลที่สุด
ส่วนเรื่องจะจับฉินมู่เป็นตัวประกันนั้นเขาไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเลย เพราะต่อหน้ายอดฝีมือระดับเทียนเหริน เขาไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น
จางเหลียวเมื่อได้รับคำสั่งจากฉินมู่ และเห็นว่าสืออี้กำลังจะหนี เขาก็ไม่ได้เข้าไปขวางในทันที
ใต้ระดับเทียนเหรินล้วนเป็นมดปลวก คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เขากังวลเรื่องความปลอดภัยของฉินมู่ จึงลงมืออย่างเร่งรีบทำให้สืออี้รอดชีวิตไปได้ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาแค่นเสียงเย็นออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ง้าวงขอในมือพลันสั่นไหว ประกายดาบที่แบกรับกลิ่นอายแห่งฟ้าดินพุ่งทะยานออกไป พร้อมด้วยพลังกดดันมหาศาลที่พร้อมบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง มันตัดผ่านชั้นบรรยากาศพุ่งเข้าสังหารเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้าทันที
ประกายดาบนั้นมาถึงในชั่วพริบตา อากาศสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนสืออี้ขวัญหนีดีฝ่อ
เขาก็เป็นคนโหดเหี้ยมคนหนึ่ง จึงรีบคว้าตัวคนที่อยู่ข้างๆ สองคน ไม่สนว่าเป็นใครแล้วโยนไปข้างหลังทันที
ซู่!
ประกายดาบมาถึงแล้ว!
แสงดาบวาดผ่านไปเพียงวูบเดียว คนนิรนามสองคนนั้นก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดสาดกระจายไปทั่วแผ่นฟ้า
แม้ประกายดาบจะถูกขัดขวางจนอานุภาพลดลงไปบ้าง แต่มันก็ยังตกลงบนร่างของสืออี้อย่างแม่นยำ
สืออี้กระเด็นลอยไปอีกครั้ง ในตอนนี้เกราะเหล็กเย็นที่ใช้คุ้มครองกายแตกกระจายกลายเป็นเศษชิ้นส่วนร่วงหล่นลงพื้น
เขาไม่กล้าคิดอะไรมาก รีบตะโกนสั่งการด้วยไม้ตายสุดท้าย "พวกเจ้ายังมัวรออะไรอยู่! ยอดฝีมือระดับเทียนเหรินพิโรธแล้ว พวกเราที่ทรยศฝ่ายหัวหน้าเผ่าล้วนต้องตายกันหมด! ถ้าอยากรอดชีวิตก็จงไปจับตัวฉินมู่ไว้!"
แผนการนี้ของเขานับว่าแยบยลนัก เขาคิดจะเสียสละคนเหล่านี้เพื่อขัดขวางจางเหลียวเพียงชั่วครู่ เพื่อถ่วงเวลาให้ตนเองหลบหนีไปได้
จางเหลียวเห็นฝูงชนที่เริ่มจะขยับตัว เขาก็แค่นเสียงอย่างเหยียดหยามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วตะโกนก้อง "เซียวเหยาเว่ยอยู่ไหน!"
สิ้นเสียงคำราม ภายนอกเผ่าก็มีเสียงที่เปี่ยมด้วยความดุดันของเหล่านักรบเหล็กกล้าดังกึกก้องผสานเป็นหนึ่งเดียวว่า "ผู้น้อยอยู่นี่!"
ในพริบตาเดียว พลังกดดันจากกองทัพมหาศาลก็พลุ่งพล่านจนสั่นประสาทผู้คน พวกที่กำลังจะขยับตัวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ ได้แต่เหลียวหลังกลับไปมอง
พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ภายนอกเผ่ามีร่างของกลุ่มคนในเครื่องแบบเดียวกันเกือบพันนายปรากฏขึ้น ปิดตายเส้นทางหลบหนีของทุกคนไว้อย่างสิ้นเชิง!
พวกเขามีสีหน้าเคร่งขรึม พลังฝีมือในตัวเองก็ไม่ธรรมดา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับขัดเกลากายาขั้นที่เจ็ดหรือแปด ซึ่งในละแวกเผ่าต่อสู้แห่งนี้ แต่ละคนก็นับว่าเป็นยอดฝีมือได้แล้ว
เมื่อพวกเขารวมตัวกัน กลิ่นอายคาวเลือดที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้านั้นทำให้ผู้คนขยาดหวาดกลัว จนหลายคนรู้สึกว่าต่อให้มียอดฝีมือระดับเทียนเหรินมาเยือน พวกเขาก็คงไม่หวั่นเกรงที่จะเข้าสู้!
สืออี้ถึงกับหยุดฝีเท้าที่จะหลบหนี แม้เขาจะเป็นยอดฝีมือระดับขัดเกลากายาขั้นที่เก้า แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียวเหยาเว่ยแปดร้อยนายที่อยู่ในระดับขัดเกลากายาขั้นที่เจ็ดถึงแปด เขาก็ยังห่างชั้นนัก
จางเหลียวเห็นดังนั้นจึงสั่งการทันที "คุมตัวคนเหล่านี้ไว้ รอให้นายท่านตัดสินใจ หากใครขยับเขยื้อน ให้ฆ่าทิ้งเสียตรงนั้น!"
สิ้นคำสั่ง ก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวอีก ต่างพากันวางอาวุธในมือแล้วนั่งยองๆ ลงกับพื้น ไม่กล้าไหวติง
จางเหลียวเห็นดังนั้นก็เหลือบมองสืออี้ด้วยสายตาเย็นชา เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็ไปปรากฏอยู่ข้างกายสืออี้
ซู่!
ประกายดาบวาบผ่าน ศีรษะของสืออี้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เลือดพุ่งกระฉูดชะโลมผืนดินไปทั่วบริเวณ
การตายของสืออี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการกบฏในครั้งนี้ได้ถูกสยบลงอย่างราบคาบแล้ว!
หลังจากนั้น ฉินมู่ก็ได้ลากสังขารที่เหนื่อยล้าเริ่มจัดการสะสางเรื่องราวต่างๆ คำสั่งแล้วคำสั่งเล่าถูกส่งออกไป
ในช่วงแรก ญาติพี่น้องที่ร่วมขบวนการกบฏกับสืออี้ถูกประหารตัดหัวทั้งหมด เพราะมีจางเหลียวอยู่ด้วย พวกเขาจึงไม่สามารถขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย
จากนั้นฉินมู่ก็เริ่มปฏิรูปและทำความสะอาดเผ่า โชคดีที่มีจางเหลียวคอยช่วยเหลือ ทุกอย่างจึงเข้าสู่ระเบียบได้อย่างรวดเร็ว
จางเหลียวสมกับเป็นยอดบุรุษผู้เกรียงไกรจริงๆ เขาเป็นผู้มีความสามารถรอบด้านที่หาได้ยากยิ่งในโลก ฉินมู่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนแรกที่เขาอัญเชิญมาได้คือชายผู้นี้
เหตุการณ์กบฏยืดเยื้อมาตลอดทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน ฉินมู่ถึงได้ลากร่างกายที่อ่อนล้าไปพักผ่อน โดยที่เขายังไม่มีเวลาตรวจสอบชุดของขวัญมือใหม่เลยด้วยซ้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงสว่างเริ่มรำไร ฉินมู่ขยี้ศีรษะที่ยังมึนงง พยายามบังคับตัวเองให้ตื่นตัว
ในตอนนั้นเองภายในเผ่า จางเหลียวได้ตื่นขึ้นมาแล้ว และทั้งเผ่าก็เริ่มพัฒนาไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เนื่องจากเผ่าต่อสู้มีขนาดไม่ใหญ่ จางเหลียวจึงแบ่งเซียวเหยาเว่ยแปดร้อยนายออกเป็นกลุ่มละหนึ่งร้อยคนเพื่อออกลาดตระเวน
นอกจากนี้ยังส่งหน่วยสอดแนมออกไปตรวจสอบรอบทิศทาง
การกบฏของเผ่าต่อสู้อาจจะถูกเผ่าอื่นล่วงรู้ข่าวแล้ว ฉินมู่กลัวว่าเผ่าอื่นๆ จะฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำเติมในยามที่พวกเขายังไม่มั่นคง
ต้องรู้ว่าในเทือกเขาเทียนยวนแห่งนี้มีเผ่าต่างๆ มากมาย และมีเผ่าที่ดับสูญไปทุกวัน ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นจางเหลียวมีความสามารถรอบด้านเช่นนี้ ฉินมู่ก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ จากนั้นเขาจึงเริ่มเข้าไปตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ของระบบมหาอัญเชิญอย่างละเอียด