- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 46 - วิธีหาเงินแบบไม่ให้คนเกลียด
บทที่ 46 - วิธีหาเงินแบบไม่ให้คนเกลียด
บทที่ 46 - วิธีหาเงินแบบไม่ให้คนเกลียด
บทที่ 46 - วิธีหาเงินแบบไม่ให้คนเกลียด
เฉียวหย่งหมิงเป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลเฉียวในคอมมูนสือโถวจี
ซึ่งตอนนี้ถูกเรียกว่ากองผลิตตระกูลเฉียว
ปีนี้ผู้เฒ่าหย่งหมิงมีอายุครบ 50 ปีพอดี ลูกสาวทั้งสามคนแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ที่บ้านจึงเหลือเพียงลูกชายคนเล็กคนเดียวที่เป็นทายาทสืบสกุลและเป็นแก้วตาดวงใจของเขา
เจ้าลูกชายตัวแสบเพิ่งปิดเทอมเมื่อวาน ทำเอาเขารู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย
ผู้เฒ่าหย่งหมิงเองก็เพิ่งกลับมาเมื่อคืนก่อน เขามีฝีมือทางด้านช่างปูน โดยติดตามผู้มีอุดมการณ์คนหนึ่งในกองผลิตหลิ่วช่า เดินทางไปทำงานมาแล้วทั่วทั้งในตัวอำเภอและในตัวเมือง
เขาไปรับจ้างสร้างบ้านส่วนบุคคล
เขาเป็นช่างฝีมือระดับครู แถมยังมีลูกศิษย์ติดตามอีกสองคน หากพูดตามตรง ปีนี้เขาหาเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อคืนก่อนเขาพกเงินมาเต็มกระเป๋ากลับบ้าน ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างมีความสุข
ไม่นึกเลยว่าเจ้าลูกชายตัวดีจะนำใบแจ้งผลการเรียนกลับมาเมื่อวาน วิชาภาษาจีนได้ 42 คะแนน ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ได้เพียง 28... ผู้เฒ่าหย่งหมิงซึ่งปกติเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ถึงกับคว้าไม้นวดแป้งมาใช้ในทันที
แต่ทุกครั้งที่หวดลงบนตัวลูกชาย ความเจ็บปวดกลับหยั่งลึกไปถึงขั้วหัวใจของเขาเอง
มีเพียงความทุกข์ระทมที่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ผู้เฒ่าหย่งหมิงเป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน เขาย่อมรู้ซึ้งถึงข้อดีของการมีการศึกษาที่ดี ลองดูพวกนายจ้างที่จ้างพวกเขาสร้างบ้านสิว่าเป็นคนแบบไหนกัน?
เกือบร้อยทั้งร้อยต่างก็เป็นข้าราชการ ไม่ก็เป็นพวกปัญญาชนทั้งนั้น!
หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่โกรธเคืองขนาดนี้ แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ ไม่เห็นหรือว่าที่หน่วยผลิตมีสโลแกนใหม่ขึ้นมาอีก 2 อันน่ะ
"ต่อให้ยากจนเพียงใด ก็จะยากจนเรื่องการศึกษาไม่ได้ ต่อให้ลำบากเพียงใด ก็จะลำบากลูกหลานไม่ได้!"
"สิบปีปลูกต้นไม้ ร้อยปีสร้างคน!"
ทางเบื้องบนกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา คนหนุ่มสาวต่างก็เริ่มมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว
ชั่วชีวิตนี้เขาไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก แค่หวังว่าลูกชายจะตั้งใจเรียนให้เก่งขึ้นมาบ้าง ในอนาคตจะได้มีโอกาสได้กินข้าวหลวง และถ้าหากสอบติดมหาวิทยาลัยได้ละก็...
ต่อให้ยมบาลจะมารับตัวเขาไปในตอนนี้!
เขาก็พร้อมจะลงหลุมได้ทันที!
ผู้เฒ่าหย่งหมิงเดินวนไปเวียนมาในตลาดเฉินเจียผิง เพื่อเตรียมซื้อของใช้สำหรับวันปีใหม่ ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมวงกันอยู่ด้านหน้า ด้วยความนึกสงสัยว่ามีของดีอะไรจึงเบียดตัวเข้าไปดู
แล้วเขาก็ต้องชะงักงันไปครู่ใหญ่
นี่พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่?
ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน มีโต๊ะตัวยาววางตั้งอยู่ สองข้างโต๊ะติดแผ่นกระดาษแดงที่เป็นคำอวยพรคู่หรือตุ้ยเหลียน
ให้ตายสิ! ตัวอักษรพวกนี้เขียนได้ยอดเยี่ยม... ทว่าเขากลับอ่านมันไม่ออกเลยสักคำ
แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ผู้เฒ่าหย่งหมิงมองไม่ออกว่า ลายเส้นเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นได้อย่างงดงามเพียงใด
เส้นสายที่ตวัดไปมา ราวกับเหล็กกล้าที่ถูกเขียนลงบนแผ่นเงิน ดูมีพลังดุดันอย่างยิ่ง!
ผู้เฒ่าหย่งหมิงเอ่ยถามชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า "พี่ชาย ขายคำอวยพรเหรอ?"
ในแถวนี้ยังไม่เคยมีร้านรวงลักษณะนี้มาก่อน แต่เขาเคยเห็นผ่านตามาบ้างตอนที่เข้าไปในเมือง
ปกติแล้วคนในหมู่บ้านจะเขียนคำอวยพรกันเอง โดยอาศัยไหว้วานพวกพอมีความรู้อยู่บ้างในกองผลิตให้ช่วยเขียนส่งๆ ไป พอให้มีบรรยากาศรื่นเริงตามเทศกาลบ้างเท่านั้น
"ไร้รสนิยม!"
"..."
"ฉันจะบอกให้ เห็นพ่อหนุ่มตัวสูงคนนั้นไหม นั่นน่ะหลี่เจี้ยนคุนเชียวนะ!"
หือ?
ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูแฮะ เหมือนเขาเคยได้ยินใครบางคนพูดถึงในกองผลิตมาก่อน
ผู้เฒ่าหย่งหมิงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง แล้วเขาก็ถึงกับบางอ้อขึ้นมาทันที
ที่แท้ก็คือจอหงวนที่เพิ่งสอบติดจากแถบนี้นี่เอง!
เรื่องนี้เขาได้ยินทันทีที่เดินทางกลับมา พูดกันตามตรง เหตุผลที่เขาโมโหลูกชายจนฟึดฟัดขนาดนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ด้วย
คอมมูนของเราสามารถให้กำเนิดจอหงวนออกมาได้ แสดงว่าที่นี่ต้องมีบารมีทางปัญญาหนุนนำแน่ๆ!
ทำไมลูกบ้านอื่นเขาถึงผลการเรียนดีขนาดนี้ แล้วทำไมแกถึงไม่ได้เรื่องเลยนะ?
แววตาของผู้เฒ่าหย่งหมิงเป็นประกายขึ้นมาทันที นี่มันตัวอักษรของจอหงวนเชียวนะ จะถูกจะแพงก็ต้องคว้ามาสักคู่ เพื่อรับเอาสิริมงคลและความเก่งกาจมาสู่ตนบ้าง
ไม่แน่ว่าเจ้าลูกชายตัวแสบอาจจะตาสว่างขึ้นมาบ้างก็ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้เฒ่าหย่งหมิงก็ลูบกระเป๋าสตางค์ที่โป่งนูน เชิดหน้าขึ้นแล้วเบียดฝูงชนเข้าไปด้านใน
"พ่อหนุ่ม คำอวยพรนี่ขายยังไงล่ะ ฉันซื้อ!"
ช่างเป็นท่าทางของผู้ที่มีเงินทองและอิทธิพลเสียจริง
ทว่าเจ้าของแผงยังไม่ทันจะได้ตอบ คนรอบข้างต่างก็หันมามองเขาเป็นตาเดียวด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
ผู้เฒ่าหย่งหมิงทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ พลางเกาหัวพลางคิดว่าเขาพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?
"คุณอาครับ ถ้าคุณอาเห็นว่าคำอวยพรนี่ใช้ได้ ก็ให้ตามแต่จะเห็นสมควรเถอะครับ เราไม่ตั้งราคา"
เจ้าของแผงเผยรอยยิ้มที่ดูซื่อตรงและไร้พิษสง
ข้างๆ กันนั้น หวังซานเหอถึงกับกลอกตาไปมา การทำธุรกิจแบบยอมเข้าเนื้อเช่นนี้... ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเตือน แต่พ่อคนนี้กลับไม่ฟังเลย ยืนกรานจะทำแบบนี้ให้ได้
ผู้เฒ่าหย่งหมิงรู้สึกยินดียิ่งนัก มิน่าเล่าทุกคนถึงได้มองเขาเช่นนั้น เขารู้สึกทันทีว่าจอหงวนคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
"งั้นถ้าฉันให้แค่ 1 เฟินล่ะ"
"ก็ถือเป็นน้ำใจครับ"
"พ่อหนุ่มนี่น่าสนใจจริงๆ เอาล่ะ ฉันเอา เขียนคำดีๆ ให้หน่อยนะ"
"ไม่มีปัญหาครับ งั้นคุณอาไปซื้อกระดาษมาเองนะครับ"
"..."
ผู้คนรอบข้างต่างมองผู้เฒ่าหย่งหมิงที่ทำหน้าเหวอ แล้วพากันหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ไม่อย่างนั้นจะถึงคิวเขาเป็นคนแรกเหรอ?
"ไปๆๆ ไปซื้อกระดาษกันเถอะ!"
ผู้คนพากันวิ่งมุ่งหน้าไปตามถนนภายในตำบล
เมื่อผู้เฒ่าหย่งหมิงได้สติ เขาก็รีบวิ่งตามคนอื่นไปทันที
ของกินของใช้ในช่วงปีใหม่นั้นหาซื้อได้ง่าย แต่ลายพู่กันของจอหงวนนี่สิที่เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก
"เจี้ยนคุน ฉันว่าแกทำแบบนี้มันแปลกๆ นะ กระดาษก็ต้องให้เขาเตรียมมาเอง ขายบวกราคาเพิ่มไปหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ?"
หวังซานเหอบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
"ถ้างั้นมันก็กลายเป็นการค้ากำไรเกินควรน่ะสิ?"
"!!!"
ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ... เอ๊ะ~ ไม่ใช่สิ
"แล้วน้ำหมึกล่ะ?"
"น้ำหมึกไม่กี่ขวดไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่กระดาษมันไม่เหมือนกัน แกลองคิดดูสิว่าเขียนคำอวยพรสัก 100 คู่ต้องใช้กระดาษเท่าไหร่?"
มันจะไม่กองพะเนินสูงเท่าเสาเลยเหรอ?
เรื่องนี้ เจ้าหมาเฒ่าบางคนวางแผนไว้ในใจตั้งนานแล้ว
เขาเตรียมจะทำธุรกิจนี้ไปจนถึงวันส่งท้ายปีเก่า ด้วยชื่อเสียงที่กำลังโด่งดังอยู่ในตอนนี้ ลองทายดูสิว่าเขาจะเขียนคำอวยพรออกไปได้กี่คู่?
หากต้องเตรียมกระดาษเองละก็ สหกรณ์ในตำบลคงต้องสั่งของมาเพื่อเขาคนเดียวเลยละมั้ง
นั่นน่ะจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เอาได้!
นโยบายในแถบนี้ค่อนข้างยืดหยุ่น แม้แต่การทำอาหารปรุงสำเร็จก็ยังดูปลอดภัย
ยิ่งเป็นการรับจ้างแปรรูปด้วยแล้ว ยิ่งมั่นคงสุดๆ!
"ได้ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว แต่อย่างน้อยแกก็น่าจะตั้งราคาหน่อยนะ ให้เขาให้ตามใจชอบเนี่ย ฉันจะบอกแกให้นะ อย่าไปเสี่ยงวัดดวงกับความหน้าหนาของคนเลย มีคนให้แค่หนึ่งเฟินจริงๆ นะ คนที่ไม่ให้น่ะมีแน่ๆ ฉันรับประกัน!"
"หนึ่งเฟินก็คือกำไรนะ"
หลี่เจี้ยนคุนยิ้มพลางมองไปที่เจ้าหวังน้อย เพื่อนเอ๋ย แกไม่รู้อะไรเลย ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าอี้อู ซึ่งอาศัยเพียงกำไรแค่ 1 เฟินนี่แหละที่สามารถยึดครองโลกใบนี้ได้
ส่วนเรื่องที่จะไม่ให้นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในช่วงเทศกาลแบบนี้ ทุกคนที่มาหาเขาเพื่อให้ช่วยเขียนคำอวยพร ต่างก็หวังเรื่องความเป็นสิริมงคล และอยากจะรับเอาบารมีแห่งปัญญาอะไรพวกนั้น
มันก็เหมือนตอนไปงานวัดแล้วแกไปขอผ้ายันต์คุ้มครองนั่นแหละ จะไม่ให้เงินทำบุญสักหน่อยเลยหรือ?
หากแกหน้าหนาพอที่จะขอพระท่านฟรีๆ ท่านก็คงจะให้
แต่ผ้ายันต์แบบนั้น เมื่อได้มาถือไว้ในมือแล้ว แกจะรู้สึกอุ่นใจจริงๆ หรือ?
มันเป็นจิตวิทยาประเภทหนึ่ง
เจ้าหมอนี่จับจุดได้อยู่หมัดเลยทีเดียว อืม... ไม่มีพ่อค้าคนไหนที่ไม่เจ้าเล่ห์หรอกนะ
"แต่ถ้าทำแบบนี้ เขียนจนมือหักก็ทำเงินได้ไม่เท่าไหร่หรอก" หวังน้อยเบะปากพูด
ใช่แล้ว เขามองข้ามผลกำไรเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ไป
"ใครบอกว่าฉันจะหาเงินจากเรื่องนี้ล่ะ"
"???"
ให้ตายสิ นี่หมายความว่าท่ามกลางอากาศหนาวๆ แบบนี้ เพื่อนอย่างฉันที่กินอิ่มจนว่างงานมาก ถึงได้มาเล่นขายของกับแกงั้นเหรอ!
หลี่เจี้ยนคุนใคร่ครวญดูแล้ว การหาเงินด้วยวิธีนี้เขาไม่สู้ถนัดนัก
เขาเพิ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย หากจะตั้งหน้าตั้งตาขายของอย่างโจ่งแจ้งเลยก็ดูจะเป็นพ่อค้าหน้าเงินเกินไป จนอาจถูกชาวบ้านเอาไปนินทาได้
การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นต้องรู้จักใช้ และต้องพ่วงคำว่า "อย่างเหมาะสม" เข้าไปด้วย
การจะหาเงินอย่างไรไม่ให้ผู้คนนึกรังเกียจชังนั้นถือเป็นศาสตร์ขั้นสูงที่ต้องคุยกันยาว ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะมันต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
"การเขียนคำอวยพรนี้ เป้าหมายหลักคือการดึงดูดผู้คน เอาแค่พอให้คุ้มค่าเหนื่อยของเราสองคนก็พอ ส่วนเรื่องหาเงินน่ะ ฉันมีวิธีอื่น"
"อะไรคือการดึงดูดคน?"
"ก็คือการดึงคนมาหาเราไง"
"ทำไมแกถึงรู้เรื่องพวกนี้ไปหมดเลยล่ะ? ฉันรู้สึกว่าแกเปลี่ยนไปนะ แล้วแกเขียนพู่กันจีนได้สวยขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนมัธยมต้น ลายมือแกยังกับไก่เขี่ยเลย"
"ถ้าฉันบอกว่าตอนฝัน มีตาแก่หนวดขาวคนหนึ่งมาลูบหัวฉันล่ะ แกจะเชื่อไหม?"
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ!"
เฮ้อ ในยุคสมัยนี้ การหยิบยกเรื่องความเชื่อทางจิตวิญญาณมาอ้างนี่มันได้ผลชะงัดนักจริงๆ
โชคดีที่เพื่อนคนนี้ยังพอพูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่องอยู่บ้าง
"กระดาษมาแล้ว กระดาษมาแล้ว!"
ให้ตายสิ!
ราวกับพวกโจรป่าไม่มีผิด
ผู้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ดูจะหนาตากว่ากลุ่มคนที่เพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่นี้มากนัก
ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งตำบลแล้วกระมัง
ในมือของแต่ละคนต่างถือม้วนกระดาษสีแดงติดมือมาคนละม้วน
"มาๆ ทุกคนเข้าแถวให้เรียบร้อย ใครมาก่อนได้ก่อน ใครไม่เข้าแถวไม่เขียนให้!"
หวังน้อยช่วยจัดระเบียบฝูงชน พลางคว้ามีดทำครัวที่หยิบติดมือมาจากโรงอาหารของโรงงานมาทำหน้าที่ตัดกระดาษ
"ฉันจะบอกพวกแกนะ ทางที่ดีตัดกระดาษมาให้เรียบร้อยก่อนค่อยเอามา จะได้เร็วขึ้น โต๊ะตัวนี้มันกว้างไม่พอ ฉันตัดไม่ค่อยสวยหรอก เดี๋ยวพวกแกจะเสียผลประโยชน์เอา!"
หลี่เจี้ยนคุนก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันอย่างขะมักเขม้น
เขาเตรียมคำอวยพรเอาไว้พร้อมสรรพ โดยได้คิดบทกลอนเอาไว้ 20 บท จดลงในสมุดเล่มเล็ก แล้วค่อยๆ ทยอยเขียนวนไปเรื่อยๆ
ครั้นเมื่อเขียนคำอวยพรคู่แรกเสร็จสิ้น:
สายลมวสันต์พัดโชยทั่วอุทยาน มวลวิหคขับขานสำเนียงใส กลิ่นอายมงคลเปี่ยมล้นหน้าประตูบ้าน นกสาลิกาส่งเสียงร้องหวานก้องกังวาน
"ตัวหนังสือดีจริงๆ! ฉันกล้าพูดเลยว่าทั้งตำบลนี้ไม่มีใครเขียนตัวหนังสือได้สวยขนาดนี้อีกแล้ว!"
ฝ่ายลูกค้าเองก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก
เขาหยิบธนบัตร 5 เหมาที่เป็นรูป "โรงงานทอผ้า" ออกมาหนึ่งใบ แล้วใส่ลงในกระเป๋าเศษผ้าที่แขวนอยู่ตรงมุมโต๊ะ
หลี่เจี้ยนคุนและหวังซานเหอต่างหันมามองหน้ากัน
คุณอาครับ ขอให้ท่านโชคดีมีชัย!
นี่มันเศรษฐีชัด ๆ
(จบแล้ว)