- หน้าแรก
- ปลุกพลังล้มเหลว งั้นผมขอมาปลูกมอนสเตอร์ที่หมู่บ้านเริ่มต้น
- บทที่ 103 - เก็บกวาดห้อง
บทที่ 103 - เก็บกวาดห้อง
บทที่ 103 - เก็บกวาดห้อง
บทที่ 103 - เก็บกวาดห้อง
[ติ๊ง! ภารกิจวันนี้สำเร็จแล้ว ค่าสถานะทั้งหมด +1!]
ช่วงสาย ลู่อันเก็บเมล็ดพันธุ์ที่นับเสร็จแล้วใส่ลงในกำไลมิติ จากนั้นก็เริ่มลงมือเก็บกวาดห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนของตัวเอง
จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรให้เก็บกวาดมากนัก เพราะห้องมันว่างเปล่าอยู่แล้ว แค่ย้ายของที่ระเกะระกะออกไป แล้วก็ปัดฝุ่นสักหน่อยก็เรียบร้อย
พูดก็พูดเถอะ บ้านของลู่อันนี่ก็กว้างขวางใช่เล่น ชั้นหนึ่งกับชั้นสองรวมกันมีตั้งแปดห้อง พอให้มีสามภรรยาสี่อนุได้สบายๆ...
ลู่อันย้ายของทุกอย่างออกไปจนหมด ห้องก็โล่งโจ้ง แต่ยังคงมีกลิ่นฝุ่นอับๆ ลอยคลุ้งอยู่
"สลาย~"
พลังวิญญาณแผ่กระจายออกจากร่าง ทำให้เกิดลมพัดเบาๆ ภายในห้อง หอบเอาฝุ่นละอองทั้งหมดลอยออกไปทางหน้าต่าง
หลังจากเป่าลมไล่ฝุ่นอยู่สามสี่รอบ ห้องก็ดูสะอาดเอี่ยมอ่องไร้ฝุ่น แม้สภาพจะดูเก่าไปสักนิดก็ตาม
"จุ๊ๆ... ถ้าฉันเอาพลังนี้ไปรับจ้างทำความสะอาด คงรวยเละเทะไปแล้ว หรือจะเปิดบริษัทรับจ้างย้ายบ้านดีนะ?"
เมื่อมองดูห้องที่สะอาดตา ลู่อันก็กอดอกทำหน้าภูมิใจ ค้นพบช่องทางทำมาหากินใหม่ให้ตัวเองอีกแล้ว
พอเดินลงมานั่งเล่นข้างร้านขายของชำ ก็เห็นหยวนฉุนเฟิงลากเก้าอี้โยกมานอนอาบแดดอย่างสบายใจเฉิบ โดยมีเสี่ยวเฮยจื่อนอนหมอบอยู่ข้างๆ
ช่วงนี้ลู่อันไม่ค่อยมีเวลาดูแลมัน หน้าที่จัดหาข้าวปลาอาหารและที่หลับที่นอนก็เลยตกเป็นของหยวนฉุนเฟิงไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ก็เลยเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย จะมีปัญหาก็แค่ตอนนอนนั่นแหละ เพราะเจ้าเสี่ยวเฮยจื่อชอบเตะผ้าห่มอยู่เรื่อย...
"อาจารย์ ท่านรู้ได้ไงว่าเธอจะบาดเจ็บ?" ลู่อันนั่งลงข้างๆ แล้วเอ่ยปากถาม
พอเห็นเขาเดินมา เสี่ยวเฮยจื่อก็ปรือตาที่งัวเงียขึ้นมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะฟุบหน้าลงกับพื้นนอนนิ่งๆ ต่อไป
อืม... วันนี้เจ้านายไม่เตะก้นเราแฮะ งั้นนอนต่อดีกว่า...
"ดูลักษณะโหงวเฮ้งไงล่ะ ตอนที่ข้าเห็นแม่หนูนั่น มุมปากนางมีรอยเขียวคล้ำ หว่างคิ้วก็มีสีเทาหม่น ข้าก็เลยฟันธงได้เลยว่าเร็วๆ นี้นางจะต้องเจ็บตัว จนต้องพักฟื้นไปสักระยะหนึ่ง" หยวนฉุนเฟิงหลับตาพูดอย่างใจเย็น
"อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง"
ลู่อันพยักหน้าเข้าใจ ในตำราดูลักษณะก็มีเขียนไว้แบบนี้จริงๆ แต่เขาดูไม่เป็นหรอกนะ เพราะตอนที่เจอเจียงเจาฉือวันนั้น เขาก็ไม่เห็นจะสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลย
"เอ๊ะ จริงสิ แล้วท่านรู้ได้ไงว่าเธอจะมาพักฟื้นที่หมู่บ้านจู๋ซี?"
หยวนฉุนเฟิงลืมตาขึ้นมามองเขา ก่อนจะยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย "หึๆ... เจ้าลองทายดูสิ?"
"ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ?"
ลู่อันทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ถ้ารู้จะถามทำไมล่ะตาแก่
"ไว้เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง ชะตาชีวิตของพวกเจ้าสองคนมันยิ่งใหญ่เกินไป ข้าพูดเรื่องอนาคตของพวกเจ้ามากไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะอายุสั้นเอาได้
เฮ้อ~ ชีวิตแบบนี้มันสุขสบายจนข้าเริ่มไม่อยากตายซะแล้วสิ..."
"..."
ลู่อันถึงกับพูดไม่ออก ตาแก่นี่ชักจะทำตัวเหมือนพวกหมอดูจอมลวงโลกเข้าไปทุกที
แล้วไอ้ที่บอกว่าไม่อยากตายนี่มันหมายความว่าไงเนี่ย ก่อนหน้านี้อยากรีบๆ ตายไปเกิดใหม่หรือไงฟะ?
พอเดินเข้าครัว ลู่อันก็หันไปถามหลิวมู่ซิน "พี่สะใภ้ จะเข้าอำเภอไปซื้อกับข้าวไหมครับ?"
"เธอจะเข้าอำเภอเหรอ?" หลิวมู่ซินที่กำลังผัดกับข้าวอยู่หันมาถาม
"ครับ ว่าจะไปซื้อของสักหน่อย"
"ได้สิ เดี๋ยวฉันจะให้พวกพี่สะใภ้ติดรถไปด้วยสักสองสามคน..."
ห้องทำความสะอาดเสร็จแล้ว ลู่อันก็ต้องไปซื้อพวกเตียงนอน ผ้าห่ม อะไรพวกนี้มาเตรียมไว้ให้เจียงเจาฉือ
จะให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาใช้ของเก่าเก็บอายุหลายสิบปีได้ยังไงล่ะ
ของพวกนั้นขนาดลู่อันเห็นแล้วยังส่ายหน้าเลย ไม่ใช่ว่าของเก่าทุกชิ้นจะเป็นของดีซะหน่อย
ส่วนใหญ่แล้ว ของเก่าก็แค่บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านจนก็เท่านั้นแหละ มีเงินใครเขาจะไม่เปลี่ยนของใหม่กันล่ะ?
สองชั่วโมงต่อมา รถบรรทุกสีแดงคันโตก็แล่นกระหึ่มเข้ามาในตัวอำเภอ ลู่อันกับหลิวมู่ซินและคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
พอมาถึงตลาดเฟอร์นิเจอร์ ลู่อันก็ถึงกับยืนเอ๋อ
เขาไม่รู้ว่าเจียงเจาฉือชอบเฟอร์นิเจอร์สไตล์ไหน
อย่าว่าแต่เจียงเจาฉือเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงทั่วไปเขาชอบอะไรกัน ไม่งั้นชาติก่อนคงไม่ครองตัวเป็นโสดจนตายคางานหรอก
"โทรไปถามหน่อยดีกว่า"
ไม่มีทางเลือก ลู่อันจำใจต้องต่อสายหาเจียงเจาฉือ
แต่โทรไปกี่สายๆ ทางนั้นก็กดตัดสายทิ้งตลอด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
ตัดภาพมาที่อีกด้าน เจียงเจาฉือกำลังส่งยิ้มแห้งๆ ให้เหลิ่งชิงชิวอย่างมีพิรุธ
"คุณน้าคะ มองหนูแบบนั้นทำไมเหรอ?"
"หึๆ..."
เหลิ่งชิงชิวยิ้มแบบมีนัยแฝง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
"ทำไมไม่รับสายล่ะ? มีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่รึเปล่า?"
เหลิ่งชิงชิวสงสัยอย่างหนักว่าหลานสาวกำลังมีความรักออนไลน์ เพราะช่วงนี้เห็นเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดเสี่ยวหลิงทงยิกๆ แถมยังชอบเผลอยิ้มซื่อๆ ออกมาคนเดียวอีกต่างหาก
ในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน อาการแบบนี้มีหรือที่เธอจะดูไม่ออก
ก็นะ ยัยหนูนี่อายุตั้ง 20 แล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงเปลี่ยนแฟนมาแล้วไม่รู้กี่คน แต่ยัยนี่เพิ่งจะมาหัวใจเบ่งบาน... ถือว่าเครื่องติดช้าไปหน่อยนะเนี่ย
เมื่อมองออกไปเห็นบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิเบื้องนอก ในหัวของเหลิ่งชิงชิวก็มีเสียงผู้บรรยายสารคดีดังขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
'ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ และแล้วก็ถึงฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์โลกอีกครั้ง...'
"เปล่านะคะ ไม่มีความลับอะไรสักหน่อย คุณน้าพูดเรื่องอะไรเนี่ย?"
เจียงเจาฉือรีบเก็บมือถือยัดใส่กำไลมิติ เพื่อตัดปัญหาไม่ให้ลู่อันโทรมากระหน่ำอีก
"เฮ้อ~"
เหลิ่งชิงชิวถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดเตือนสติ "อย่าไปคุยออนไลน์กับใครซี้ซั้วนะ ระวังจะโดนหลอกเอา ถ้าอยากมีแฟนจริงๆ เดี๋ยวพอกลับลั่วอัน น้าจะจัดนัดบอดให้ชุดใหญ่ หรือจะไปออกรายการเดตอะไรก็ได้ แต่งานนี้ห้ามมีความรักออนไลน์เด็ดขาด!"
เจียงเจาฉือกะพริบตาปริบๆ "คุณน้าคะ นี่พูดเรื่องอะไรกันเนี่ย?"
เธอทำหน้างงสุดขีด นี่เธอไปพูดตอนไหนว่าอยากมีแฟน?
แล้วการคุยโทรศัพท์ผ่านเสี่ยวหลิงทงมันกลายเป็นความรักออนไลน์ไปได้ยังไงกัน อย่ามาด่วนสรุปเอาเองแบบนี้สิ มิน่าล่ะ อาจารย์ถึงไม่ค่อยชอบน้า...
เอ่อ... เผลอหลุดปากแฉความลับไปซะแล้วสิ
เหลิ่งชิงชิวไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่มองดูท่าทางงงๆ ปนเด๋อด๋าของหลานสาวเงียบๆ
"โอเคๆ บอกว่าไม่มีก็ไม่มี"
เหลิ่งชิงชิวเหยียบคันเร่ง ยานบินขนาดเล็กระดับหมิงพุ่งแหวกอากาศมุ่งหน้าสู่ลั่วอันด้วยความเร็ว 10,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พอได้ยินแต่เสียงตู๊ดๆ ลู่อันก็ยืนเซ็งเป็ดอยู่กลางตลาดเฟอร์นิเจอร์
ทำไมเจ๊แกถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ตอนจังหวะสำคัญแบบนี้นะ?
"ช่างเถอะ ซื้อๆ ไปเหอะ"
เมื่อเก็บมือถือ ลู่อันก็สุ่มเดินเข้าไปในร้านใหญ่ๆ ร้านหนึ่ง แล้วก็โดนเจ้าของร้านหว่านล้อมจนยอมควักกระเป๋าซื้อเฟอร์นิเจอร์ระดับท็อปที่ตั้งโชว์เป็นสง่าประจำร้านมา
หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า: ของแพงหูฉี่ที่ขายไม่ออกนั่นแหละ
พอกลับมาถึงหมู่บ้านจู๋ซี ก็เห็นจางเปียวนอนทำตัวเป็นคุณชายอยู่บนเก้าอี้โยกของเขา
เมื่อเห็นลู่อันกลับมา จางเปียวก็ลุกขึ้นถาม "นายเอารถขับออกไปทำไมเนี่ย ที่เหมืองมีหินกองเบ้อเริ่มรอให้ไปขนอยู่นะ"
เมื่อเช้า จางเปียวเพิ่งกลับมาจากตัวอำเภอ พร้อมกับหอบไดนาไมต์มาเพียบ ใช้เวลาแค่ช่วงเช้าก็ระเบิดหินสำหรับสร้างสวนได้ครบตามจำนวนแล้ว
"ก็ไปซื้อกับข้าวน่ะสิพี่" ลู่อันกระโดดลงจากรถแล้วตอบ
จางเปียวชะโงกหน้าไปดูท้ายรถ ก็เห็นหลิวมู่ซินกับบรรดาแม่บ้านกำลังหิ้วถุงวัตถุดิบทำอาหารพะรุงพะรัง
"โอเค งั้นฉันเอารถไปล่ะนะ"
พอขนของลงเสร็จ จางเปียวก็ขับรถมุ่งหน้าไปที่เหมืองหินทันที
ในเกมดินแดนเทพ ทุกหมู่บ้านจะมีเหมืองหินเป็นของตัวเอง ใครจะสร้างบ้านก็ไปขุดเอาเองได้เลย ไม่มีใครมานั่งคุมหรอก
ก็โลกใหม่มันกว้างใหญ่ไพศาลแต่คนน้อยนี่นา แถมเทคโนโลยีก็ยังไม่เจริญเท่าไหร่ ชาวบ้านตาดำๆ จะเอาไม้ ทราย หิน ไปสร้างบ้านนิดหน่อย ใครเขาจะมาสน
พูดในมุมมองของเบื้องบนก็คือ ชาวบ้านสร้างบ้านเอง จะใช้วัสดุสักเท่าไหร่กันเชียว
พารถขับออกไป ลุงหวังเป่ากั๋วก็เดินเข้ามาถาม "นายไม่ไปช่วยเขาขนหินหน่อยเหรอ?"
ตอนนี้ ภูเขาลูกเล็กโดนระเบิดไปเยอะแล้ว ชาวบ้านก็กำลังเอาเกวียนเทียมวัวขนดินที่เหลือทิ้งไปทิ้ง
ลู่อันยิ้มพลางส่ายหน้า "พวกเขาก็ทำกันไหวไม่ใช่เหรอครับลุง"
เรื่องระเบิดภูเขาเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนเรื่องขนดินก็ยกให้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง พวกเธอจูงเกวียนเทียมวัวขนดินออกไปทีละคันๆ เร็วกว่าใช้หาบตั้งเยอะ
ลุงหวังสูบยาเส้นดังปุ๊ดๆ ก่อนจะพ่นควันแล้วพูดเนิบๆ "ดูจากทรงที่นายใช้เงินแล้วเนี่ย โปรเจกต์นี้ถ้าไม่มีเงินสัก 8 - 9 ล้านหยวน คงสร้างไม่เสร็จหรอก"
ลู่อันฟังแล้วกลับขมวดคิ้ว "แค่นั้นเองเหรอลุง?"
มือที่จับกล้องยาสูบของลุงหวังถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะสบถด่า "ไอ้ลูกเศรษฐีผลาญเงินเอ๊ย!"
ด่าเสร็จ แกก็เดินฮึดฮัดจากไป
ผู้ใช้วิญญาณยุทธ์คนอื่นเขาเอาเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไอ้เด็กนี่ดันเอาเงินไปละลายแม่น้ำ เอาเงินที่สามารถใช้ปั้นผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ระดับทะลวงชีพจรได้ตั้งหนึ่งคนมาสร้างบ้านซะงั้น