- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 1 - ผลตอบแทนของคนบ้างาน
บทที่ 1 - ผลตอบแทนของคนบ้างาน
บทที่ 1 - ผลตอบแทนของคนบ้างาน
บทที่ 1 - ผลตอบแทนของคนบ้างาน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หากเมื่อเดือนก่อนมีใครบอกลอว์นว่าการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเป็นพรประเสริฐของบริษัท
ในฐานะพนักงานกินเงินเดือนผู้ตรากตรำเขาคงรับคำว่า "ใช่ครับ ใช่ครับ" ปากพร่ำบอกไปอย่างนั้น ขณะที่มือก็ปั่นงานต่อ ส่วนในใจก็คงกร่นด่าสาปแช่งบรรพบุรุษของหัวหน้าหัวล้านไปแล้ว
ทว่าในเวลานี้ลอว์นกลับพบว่าพรประเสริฐของเขาดูเหมือนจะส่งผลแล้วจริงๆ
เพียงแต่กระบวนการรับพรมันดูจะทะแม่งๆ ไปหน่อย
ภายในเปลเด็กที่ทำจากไม้สยาลอว์นมองดูมือสั้นป้อมของตัวเองแล้วใช้มือกดลงบนหน้าอกนุ่มนิ่มก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง
ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจากหัวใจเต้นผิดจังหวะช่วยไม่ได้จริงๆ โรคฮิตของมนุษย์เงินเดือนเลยนี่นา ตึกออฟฟิศแถวนี้ก็มีคนเป็นแบบนี้ตั้งเยอะแยะ
แต่ลอว์นไม่คิดเลยว่ายอดการเสียชีวิตของยมโลกปีนี้จะมาตกอยู่ที่เขา
"บ้าเอ๊ย ทนอีกสักสองสามวันไม่ได้หรือไง โบนัสเบี้ยขยันเต็มร้อยของผมบินไปแล้ว!"
ลอว์นที่นอนอยู่ในเปลกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ ภายในใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและโกรธแค้น
แต่เมื่อเขามองดูการตกแต่งรอบด้าน ความรู้สึกหดหู่ตลอดกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็เบาบางลงไปมาก
พระราชวังหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ดูโอ่อ่าและสง่างาม ผนังโดยรอบสลักลวดลายวิจิตรบรรจงและภาพนูนต่ำของบุคคลที่ดูมีชีวิตชีวา แจกันดินเผาบนโต๊ะแม้จะมีฝีมือการปั้นหยาบๆ แต่ก็ประดับด้วยอัญมณีเม็ดโต ส่วนถ้วยชามก็เป็นเครื่องเงินเครื่องทองหรูหรา แม้กระทั่งบนเปลเด็กยังมีกระดิ่งลมที่ทำจากคริสตัลแขวนอยู่
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการชดเชยที่เขาด่วนจากโลกก่อนมาเร็วเกินไป เขาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนอาชีพจากทาสรับใช้มาเป็นชนชั้นสูงตั้งแต่เกิด แถมยังมีคฤหาสน์ริมทะเลส่วนตัวอีกด้วย
ลอว์นยื่นมือสั้นๆ ไปเกาะขอบเปลแล้วชะโงกหน้าออกไป ดวงตาที่เต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวมองออกไปยังสนามหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวนอกหน้าต่าง
หญิงรับใช้หลายคนที่สวมชุดกระโปรงยาวผ้าลินินกำลังล้อมรอบหญิงสาวรูปงามวัยใกล้เคียงกันอย่างระมัดระวังราวกับดวงดาวล้อมเดือน
ใบหน้าสีกุหลาบของหญิงสาวเปล่งประกายความสดใสของวัยรุ่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ลำคอและเนินอกขาวผ่องแผ่เสน่ห์เย้ายวน ชุดกระโปรงทรงรัดรูปสีขาวสง่างามไม่สามารถปกปิดความซุกซนที่อยู่ในสายเลือดได้
ภายใต้สายตาหวาดผวาของหญิงรับใช้ หญิงสาวแสนสวยวิ่งเท้าเปล่าไปบนเนินเขาที่เต็มไปด้วยหญ้าสีเขียว บางครั้งก็ร้องเพลงคลอไปกับเสียงขลุ่ยคู่ของคนเลี้ยงแกะเฒ่าในป่า บางครั้งก็ไปยืนริมหน้าผาอันตรายแล้วเต้นรำไปกับเกลียวคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่ง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่านี่คือหญิงสาวที่เพิ่งคลอดลูกได้เพียงหนึ่งเดือนเศษ
"องค์หญิงเพคะระวังหน่อยเพคะ! โปรดระวังด้วยเพคะองค์หญิง..."
เสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวของเหล่าหญิงรับใช้ดังขึ้น และหลังจากการเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์หญิงผู้เลอโฉมถึงยอมเดินเล่นในสวนด้วยท่าทีเสียดาย ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายฟื้นฟูหลังคลอดที่ปลอดภัยกว่ามาก
อย่างเช่นการสวมมงกุฎดอกไม้ที่ทำจากเถาไอวี่ให้กันและกัน หรือเมื่อได้ยินเสียงวัวกระทิงร้องมาจากทุ่งหญ้า พวกเธอก็จะเลียนแบบเสียงวัวร้องตอบรับอย่างสนุกสนานแล้วหัวเราะคิกคักออกมาพร้อมกัน
"ดูเหมือนว่าชาตินี้เขาจะได้เจอแม่ที่ชอบหาทำเสียแล้ว"
ลอว์นที่เกาะอยู่บนเปลเด็กแอบนินทาในใจสองสามประโยคก่อนจะหันไปมองรอบๆ
นี่คือเนินเขาที่เขียวชอุ่ม ด้านทิศตะวันตกติดกับทะเล ผิวน้ำสีฟ้าครามขึ้นๆ ลงๆ ราวกับมรกตชิ้นใหญ่ ด้านทิศตะวันออกติดกับเมือง อาคารหินที่ปลูกสร้างลดหลั่นกันไปตามแนวชายฝั่งให้ความรู้สึกถึงความเก่าแก่คลาสสิก ส่วนที่ท่าเรือไกลออกไปมีเรือใบขนาดเล็กรูปทรงเรียบง่ายจอดอยู่สองสามลำ
เห็นได้ชัดว่าโลกที่ลอว์นอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ยุคสมัยที่เขาคุ้นเคย
ตัดสินจากสถาปัตยกรรมและลักษณะของสภาพแวดล้อมแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นสังคมโบราณสไตล์กรีกโบราณ
โชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่ดี ไม่ต้องเป็นทาสรับใช้อีกต่อไป มิฉะนั้นการหาเลี้ยงชีพในยุคศักดินาคงเป็นฝันร้ายชัดๆ
ฟึ่บ!
สายลมทะเลที่ชื้นแฉะพัดผ้าม่านโปร่งบางที่หน้าต่างให้เปิดออก นำพากลิ่นเค็มคาวเฉพาะตัวของทะเลพัดเข้ามาในห้อง
"คิกคิก ที่แท้สิงโตน้อยของแม่ก็ตื่นแล้วนี่เอง"
ร่างอรชรก้าวเดินด้วยจังหวะเบาสบายมาที่หน้าเปลเด็ก อุ้มร่างเล็กที่เกาะขอบเปลขึ้นมาแนบอกอย่างแผ่วเบาแล้วเดินวนไปมาในห้อง รอยยิ้มบนใบหน้าลบเลือนความซุกซนของเด็กสาวไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนในแบบฉบับของคนเป็นแม่
ทารกที่ถูกหยอกล้ออย่างสนิทสนมพยายามโผล่หัวออกมาจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตฉายแววหดหู่ใจอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะโชคดีที่ได้เกิดใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวที่สุดในตอนนี้คือภายในร่างทารกนี้กลับมีวิญญาณของผู้ใหญ่อาศัยอยู่
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่ที่มีอายุคราวลูกของตัวเองในชาติที่แล้ว ลอว์นก็อดรู้สึกขัดเขินไม่ได้
โชคดีที่การออกกำลังกายฟื้นฟูหลังคลอดเมื่อครู่นี้ทำให้คนเป็นแม่สูญเสียพลังงานไปไม่น้อย การหยอกล้อระหว่างแม่ลูกจึงดำเนินไปได้ไม่นานนัก ลอว์นก็ถูกวางกลับลงไปในเปลเด็ก ส่วนองค์หญิงผู้เลอโฉมก็นั่งอยู่ริมหน้าต่างและเหม่อมองท้องฟ้า
ดูเหมือนว่าเธอกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่างอยู่
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง พายุโหมกระหน่ำในทะเล เมฆดำทะมึนปกคลุมท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องมาจากกลุ่มเมฆที่ลอยต่ำเป็นระยะ ยอดเขาทั้งลูกค่อยๆ มืดมิดลง
"ฝนจะตกงั้นเหรอ?"
ลอว์นที่อยู่บนเปลหาวออกมาด้วยความง่วงงุน
ทว่าองค์หญิงที่อยู่ริมหน้าต่างกลับลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ดวงตาสีอำพันเต็มไปด้วยความยินดี เธอรีบจัดเตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยแล้ววิ่งตรงไปที่ระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ร่างที่กำยำก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู เขายิ้มและอ้าแขนรับหญิงสาวที่วิ่งเข้ามาหาจนเต็มอ้อมกอด
หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อ เธอเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสวยเต็มไปด้วยความชื่นชมและยินดี
"ท่านโครนิเดส ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!"
อ้อ ที่แท้พ่อในนามของเขาก็ชื่อนี้นี่เอง
ลอว์นที่เกาะขอบเปลแอบฟังขมวดคิ้วเมื่อมองดูพ่อที่เพิ่งจะปรากฏตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเกิดมา ในใจเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างประหลาด
โครนิเดส?
แปลกจัง ทำไมชื่อนี้ถึงคุ้นหูนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย
"ขอโทษนะเซเมลียอดรักของข้า ช่วงนี้มีเรื่องจุกจิกเยอะไปหน่อย พอเดินทางกลับมาปุ๊บข้าก็นึกถึงเจ้าเป็นคนแรกเลย"
บนระเบียงทางเดิน ชายหนุ่มรูปงามที่มีผมยาวสลวยสีเงินและดวงตาดุจดวงดาวกำลังพูดคำหวานพร้อมกับเล่าเรื่องสนุกๆ ระหว่างการเดินทาง
เสน่ห์ความเป็นชายที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกท่วงท่าทำให้องค์หญิงผู้คลั่งรักตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ร่างกายอ่อนระทวยทิ้งตัวพิงอกชายคนรัก แววตาแห่งความรักยิ่งเข้มข้นและเร่าร้อน ใบหน้าสวยแดงระเรื่อราวกับดอกกุหลาบที่เบ่งบาน
ในเวลานี้ เมื่อมองผ่านม่านโปร่งแสงไปยังพ่อแม่ที่กำลังพลอดรักกันและดูเหมือนจะมีแค่กันและกันในสายตา ลอว์นที่อยู่ในเปลก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เชี่ย เป็นไปไม่ได้มั้ง!
เป็นที่รู้กันดีว่าการที่คนรับใช้เรียกชื่อเจ้านายโดยตรง ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ถือเป็นการกระทำที่เสียมารยาทและล่วงเกินอย่างมาก
ประกอบกับการเกิดของเขาดูเหมือนจะถูกผู้เป็นแม่จงใจปิดบังเอาไว้ และตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ไม่มีแขกจากภายนอกมาเยือนปราสาทเลย ดังนั้นวันนี้ลอว์นถึงเพิ่งจะได้รู้ชื่อเต็มของแม่ตัวเองอย่างเป็นทางการ
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง
เซเมลี บุตรสาวของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์และเทพีแห่งความสามัคคีฮาร์โมเนีย สายเลือดของเทพเจ้าแห่งสงครามแอรีส
เมื่อความทรงจำที่เป็นตัวอักษรค่อยๆ ผุดขึ้นมาในใจ ลอว์นก็จำที่มาของชื่อโครนิเดสได้ในที่สุด
โครนิเดส มีความหมายว่าบุตรแห่งโครนัส ซึ่งก็คือนามแฝงของเทพซุสเวลาลงมาแอบมีชู้บนโลกมนุษย์นั่นเอง
ที่แท้ก็เป็นร่างอวตารของเครื่องหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งโอลิมปัสนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้รู้สึกคุ้นหูอย่างประหลาด
จะว่าไปแล้วสถานที่ทำงานในชาติก่อนของลอว์นก็คือบริษัทเกมที่สร้างสรรค์ผลงานจากมหากาพย์วีรบุรุษและตำนานพื้นบ้านของประเทศต่างๆ
ในฐานะพนักงานดีเด่นประจำปี เขาย่อมมีความรู้เกี่ยวกับตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ เป็นอย่างดี
และหลังจากตัดสินสถานะอันสูงส่งของพ่อแม่จากชื่อจริงแล้ว ลอว์นก็อดไม่ได้ที่จะมองดูมือเล็กๆ ของตัวเองด้วยความตกตะลึง
ถ้าชื่อไม่ผิดงั้นเขาไม่ใช่มนุษย์หรือ เขาคือไดโอนิซัสในตำนานงั้นสิ
เทพแห่งไวน์ที่ถูกเฮร่าสาปให้บ้าคลั่งไปครึ่งค่อนชีวิต แต่ในอนาคตกลับสามารถขึ้นแทนที่เทพีแห่งเตาไฟเฮสเทีย และกลายเป็นหนึ่งในสิบสองเทพเจ้าโอลิมปัสได้อย่างปาฏิหาริย์คนนั้นน่ะนะ?
ความคิดอันไร้สาระดำเนินไปได้ไม่นาน ลอว์นก็ส่ายหน้าพร้อมกับเผยแววตาเคลือบแคลงสงสัย
แต่มันดูไม่ถูกต้องเลยนี่นา
ตามบันทึกเทวตำนานของเฮซิโอดอสและตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณอื่นๆ ซุสลักลอบได้เสียกับองค์หญิงเซเมลีแห่งเมืองธีบส์จนถูกเฮร่าภรรยาหลวงจับได้
เมื่อเฮร่ารู้เรื่องก็เกิดความหึงหวงอย่างมาก จึงจำแลงกายเป็นญาติขององค์หญิงและยุยงให้องค์หญิงขอร้องให้ซุสเปิดเผยร่างเทพเจ้าที่แท้จริงเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อเธอ ซุสทนคำอ้อนวอนขององค์หญิงไม่ไหวจึงยอมเปิดเผยร่างเทพเจ้า ผลก็คือเซเมลีถูกไฟไหม้จนตาย
และในตอนนั้นเซเมลีก็ตั้งครรภ์แล้ว สุดท้ายซุสก็ช่วยได้แค่ทารกที่ยังไม่ครบกำหนดคลอดออกมา โดยนำไปเย็บติดไว้ที่ต้นขาของตัวเองจนกว่าจะครบกำหนดคลอด เนื่องจากตอนที่เขาอยู่ในต้นขาของซุสนั้นทำให้ซุสเดินกะเผลก เขาจึงได้ชื่อว่าไดโอนิซัสซึ่งแปลว่าคนขาเป๋ของซุส
พูดง่ายๆ ก็คือเทพแห่งไวน์ไดโอนิซัสถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่เซเมลีผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว
หรือว่าผมจำผิด?
หรือว่าชื่อของพ่อแม่จะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
ภายใต้ความสงสัยที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ลอว์นก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มเคลือบแคลงในการตัดสินใจของตัวเอง
และในเวลานี้ ภายใต้การออดอ้อนและเทิดทูนขององค์หญิงเซเมลี ชายหนุ่มผมเงินโครนิเดสก็อุ้มร่างแน่งน้อยของคนรักขึ้นมาแล้วก้าวเข้าไปในห้องโถง
แต่ทันใดนั้นเขาก็หยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วแล้วมองไปยังเปลในห้อง
"อา เมื่อกี้ดีใจที่ได้เจอท่านมากไปหน่อยข้าเลยลืมบอกเรื่องที่ลูกคลอดแล้วเสียสนิท"
เซเมลีได้สติ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ รีบกระโดดลงจากอ้อมกอดของคนรักด้วยความเขินอายแล้วดึงมือใหญ่ของเขาให้เดินมาที่เปลเพื่อโอ้อวด
"ดูสิ ดวงตาและเส้นผมของเขาเหมือนท่านมากเลย!"
ทว่าชายหนุ่มผมเงินในห้องกลับไม่ตอบอะไร เขาเพียงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมและจ้องมองสิ่งมีชีวิตใหม่ในเปลอย่างลึกซึ้ง
"ท่านไม่ดีใจเหรอ?"
ความเงียบที่คาดไม่ถึงทำให้องค์หญิงหันกลับมามองด้วยความตกตะลึง
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ เซอร์ไพรส์นี้มันกะทันหันเกินไปจนทำให้ข้าประหลาดใจนิดหน่อยน่ะ"
ชายหนุ่มผมเงินได้สติและเผยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่ในแววตากลับปรากฏร่องรอยความสงสัย
"ครั้งก่อนหมอบอกว่ายังเหลือเวลาตั้งครรภ์อีกหลายเดือนไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่แล้ว กำหนดคลอดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก แต่เด็กคนนี้ว่าง่ายมากไม่ทำให้ข้าต้องทรมานเท่าไหร่เลย"
องค์หญิงพยักหน้าอธิบายก่อนจะเอนซบไหล่คนรักอย่างหวานชื่น
ในขณะเดียวกัน ลอว์นก็มองดูพ่อแม่ที่กำลังแสดงความรักต่อหน้าเขาแล้วมุมปากก็กระตุกเบาๆ
"เอาเถอะ เป็นงั้นจริงๆ ด้วย"
สรุปว่านี่ถือเป็นการคลอดก่อนกำหนด แล้วจะมาโทษผมงั้นเหรอ?
หลังจากได้รับคำตอบที่แน่ชัดแล้ว หัวเล็กๆ ของลอว์นก็ราวกับถูกยัดเยียดด้วยก้อนด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง
ปกติจับฉลากไม่เคยได้รางวัลแม้แต่ห้าสิบสตางค์ แต่การมาเกิดใหม่ครั้งนี้กลับได้รางวัลใหญ่มาเต็มๆ
ไม่เพียงแต่เป็นราชวงศ์สายเลือดเทพเจ้าแห่งกรีกโบราณเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นหนึ่งในสิบสองเทพเจ้าโอลิมปัสในอนาคตอีกด้วย
แน่นอนว่าหากต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข คงต้องถามราชินีสวรรค์เฮร่าผู้ได้รับฉายาว่านักฆ่าเมียน้อยและดาวข่มลูกชู้ก่อนว่าจะยอมหรือไม่
ต้องรู้ไว้เลยว่าเมียน้อยและลูกชู้ที่ตายด้วยน้ำมือของเธอไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม หากจับมาเล่นไพ่นกกระจอกก็คงตั้งวงได้ตั้งสามโต๊ะเชียวนะ
แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ตราบใดที่เพื่อนร่วมทีมไม่หาเรื่องใส่ตัว เกมนี้ก็ยังพอสู้ไหว
ลอว์นเหลือบมองแม่องค์หญิงของตัวเองที่ดูเหมือนจะคลั่งรักอยู่ไม่น้อยแล้วพึมพำในใจ
"คุณแม่ห้ามโดนเฮร่าหลอกให้ดูร่างที่แท้จริงของซุสเด็ดขาดเลยนะ"
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันไว้ก่อน หากถึงขั้นนั้นจริงๆ ต่อให้ต้องงัดเอาแรงฮึดตอนกินนมออกมา ผมก็จะหยุดคุณแม่เอาไว้ให้ได้
ขอแค่รอดพ้นจากการตามล่าของเฮร่าไปได้ ความยากลำบากก็จะสิ้นสุดลง
ลอว์นครุ่นคิดไปพลางแอบมองมหาเทพซุสในตำนานไปพลางด้วยความรู้สึกลังเลใจ
"หรือผมควรจะผูกมิตรกับพ่อในนามคนนี้ไว้ล่วงหน้าดี?"
ถ้าเกาะเขาไว้แน่นๆ ก็ไม่ต้องกลัวการตามล่าของเฮร่าแล้ว เกมนี้ก็จบแบบง่ายๆ เลย
ยิ่งคิดให้ละเอียดลอว์นก็ยิ่งหวั่นไหว สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังใต้ร่างของซุส ต้นขาที่ใหญ่ที่สุดในกรีก
"ช่วงที่ผ่านมานี้เจ้าคงลำบากมากเลยนะที่รัก"
ในขณะเดียวกัน มหาเทพในนามแฝงโครนิเดสก็ดูเหมือนจะได้สติจากความตกตะลึงที่ได้ลูกชายแล้ว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ตึงเครียด ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มนวลของชายหนุ่มจะดังขึ้นข้างหูของคนรักอย่างแผ่วเบา
"จริงสิที่รัก การเดินทางกลับมาครั้งนี้ข้าได้เตรียมของขวัญที่เจิดจรัสที่สุดไว้ให้เจ้าเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของเราด้วยนะ"
องค์หญิงที่กำลังดื่มด่ำกับความรักอันเร่าร้อนเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
"จริงเหรอ อยู่ไหนล่ะ?!"
ซุสลูบไล้เส้นผมของคนรักด้วยความเอ็นดู น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเป็นพิเศษ
"หลับตาก่อนสิเด็กดี"
องค์หญิงพยักหน้าเบาๆ แล้วหลับตาลง ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อด้วยความคาดหวัง
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาจากท้องฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด เมฆดำนอกหน้าต่างปั่นป่วน แสงสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา
ใบหน้าหล่อเหลาที่หันหลังให้องค์หญิงดูเย็นชาและแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้าภายใต้แสงสะท้อนของสายฟ้า
ในเปลเด็ก ลอว์นที่กำลังคำนวณว่าจะเกาะต้นขานี้ยังไงดี เผลอเหลือบไปมองอย่างไม่ตั้งใจและชะงักไปเล็กน้อย
แปลกจัง ทำไมรู้สึกว่าพ่อในนามคนนี้...
ครืน!
ชั่วพริบตา เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ประกายไฟนับสิบสายร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านหลังคาและพุ่งตรงไปยังร่างสองร่างที่กำลังกอดกันแน่นอยู่ตรงกลางห้อง
หญิงสาวผู้แสนงดงามและเปราะบางหลอมละลายในพริบตาราวกับหิมะภายใต้แสงแดดแผดเผา
สายฟ้าฟาดทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟอันร้อนระอุพวยพุ่งและสาดกระเซ็น เป็นพยานให้กับความรักที่รุ่งโรจน์และร้อนแรงนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพังทลาย ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังหลอมละลาย
ครืน!
พระราชวังอันยิ่งใหญ่ถูกฉีกออกเป็นสองซีกและพังทลายลงมา เนินเขาที่ไม่อาจแบกรับน้ำหนักไว้ได้ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ หอบเอาซากปรักหักพังของพระราชวังร่วงหล่นลงสู่ท้องทะเลที่กำลังปั่นป่วน
เปลไม้สยาที่รองรับชีวิตใหม่ได้ร่วงหล่นลงสู่เกลียวคลื่นอันหนาวเหน็บพร้อมกับพระราชวังและก้อนหินที่พังทลายลงมา
ลอว์นไม่ทันได้ตั้งตัว โลกในสายตาของเขาเหลือเพียงความหนาวเหน็บและความมืดมิด เสียงเพรียกร้องแห่งความโศกเศร้าและคับแค้นใจสะสมอยู่ภายในหน้าอกเล็กๆ ของเขา
"แม่งเอ๊ย ทำไมวะ!"
เปรี้ยง!
บริเวณหน้าผาที่ถูกปกคลุมไปด้วยแสงอสนีบาต ร่างผมเงินหยุดชะงักและมองไปยังแผ่นไม้สยาสองสามชิ้นที่กองอยู่บนฟองคลื่น เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าออกไป
วูบ!
ในขณะเดียวกัน แสงไฟราวกับดวงดาวหลายดวงก็สว่างไสวขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำคืน สะท้อนให้เห็นเค้าโครงของยอดเขาอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหมู่เมฆ
"มีคนจุดไฟศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ?"
ไม่รู้ว่าซุสนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาก็ชะงักไป เขาหดเท้าที่ก้าวออกไปกลับมาโดยสัญชาตญาณ ร่างสูงใหญ่หายวับไปพร้อมกับแสงสายฟ้าที่ดับลง
[จบแล้ว]