เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 - พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?

บทที่ 43 - พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?

บทที่ 43 - พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?


บทที่ 43 - พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?

เมื่อออกมาจากห้องฝึกซ้อมยิงปืน ภายใต้การนำทางของเติ้งอวี้ฉี เสิ่นเกอก็ได้ทำความคุ้นเคยกับหน่วยจู่โจม จากนั้นเธอก็พาเขาไปที่ฝ่ายตรวจสอบอีกครั้ง ตอนที่เดินผ่านห้องวิจัย พวกเขาก็เห็นหลี่เสียงกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบอีกหลายคนกำลังมุงดูหน้าต่างกระจกใสบานหนึ่ง พวกเขากำลังบังคับแขนกลที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกเพื่อทำขั้นตอนการวิจัยที่ซับซ้อนบางอย่างอยู่

ห้องลับนี้ผ่านการจัดการมาเป็นพิเศษ สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดได้ ทั้งยังมีอุปกรณ์ฟอกและบำบัดอากาศหลากหลายประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานวิปริตหรือไวรัสรั่วไหลออกมาระหว่างที่ทำการวิจัยศพสิ่งวิปริต

เสิ่นเกอรู้สึกว่าภาพที่หลี่เสียงกับพวกไปสุมหัวรวมกันอยู่ตรงนั้น มันเหมือนฉากในหนังอเวนเจอร์ส 4 ตอนที่โทนี่ สตาร์คบังคับเครื่องจักรฝังอัญมณีลงในถุงมืออินฟินิตี้ไม่มีผิด เขาชะโงกหน้าไปดูด้านหลังด้วยความสงสัยพลางถามขึ้น "ปลาหมึกนี่เป็นรุ่นเดียวกับของไอรอนแมนหรือเปล่าครับ?"

"ปลาหมึกเหรอ เชย เอ๊ะ คุณเองเหรอ จัดการเรื่องเอกสารเข้าทำงานเสร็จแล้วใช่ไหม ยินดีต้อนรับสู่หน่วยรับมือเหตุพิเศษนะ อ้อ จริงสิ คราวก่อนที่คุณบอกว่าเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของหนูวิปริตมันดุ๊กดิ๊กเหมือนหนอน พอรวมตัวกันก็สามารถสมานแผลได้ใช่ไหมล่ะ พอผมขยายภาพดู 1,500 เท่าก็พบว่าหนอนพวกนั้นเกิดจากหนอนแมลงวันหลายตัวมารวมกัน เนื่องจากหนอนแมลงวันบิดตัวไปมาตลอดเวลา พอรวมตัวกันก็เลยดูเหมือนเนื้อทั้งก้อนกำลังขยับไปมาน่ะ"

เดิมทีหลี่เสียงถูกขัดจังหวะการวิจัยก็แอบอารมณ์เสียนิดหน่อย คำว่าบ้านนอกยังไม่ทันหลุดออกจากปาก พอหันกลับมาเห็นว่าเป็นเสิ่นเกอ ท่าทีก็เปลี่ยนไปทันที หลังจากพูดคำว่ายินดีต้อนรับจบ เขาก็วกเข้าเรื่องการวิจัยต่อเลย สมกับเป็นมนุษย์ทดลองวิทยาศาสตร์หมายเลขหนึ่งของหน่วยจริงๆ

เสิ่นเกอพูดขึ้น "วันนี้หัวหน้าอธิบายเรื่องสิ่งวิปริตกับพลังงานวิปริตให้ผมฟังคร่าวๆ แล้วล่ะ ผมเลยคิดว่าในเมื่อการสมานแผลเป็นผลมาจากพลังงานวิปริตของหนูวิปริต จะสามารถเอามาทำเป็นยาสมานแผลหรือของที่คล้ายกับพลาสเตอร์ยาได้ไหม เพื่อให้พลังงานวิปริตแห่งการสมานแผลส่งผลต่อบาดแผลของสิ่งมีชีวิตอื่น"

"เรื่องที่คุณคิดผมลองทำดูเมื่อวานนี้แล้วล่ะ คุณดูสิ นี่คือผลงานที่ผมใช้กรรมวิธีพิเศษเหนี่ยวนำพลังงานวิปริตเข้าไปในปลิง" หลี่เสียงพูดพลางเดินไปที่โต๊ะทำงานด้านข้าง เขาเปิดเครื่องกักเก็บความเย็นด้านข้างออก แล้วหยิบขวดแก้วขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ด้านในมีปลิงสีขาวขนาดเท่านิ้วมือสองตัวถูกขังอยู่

หลี่เสียงพูดต่อ "ผมเอาหนูขาวมาทดลองแล้วล่ะ ไม่ว่าจะให้หนูขาวกินเข้าไป หรือเอาปลิงไปแปะที่แผลโดยตรง พลังงานวิปริตก็ส่งผลให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นทั้งนั้น ความเร็วในการสมานแผลจากการกินเร็วกว่าการเอาไปแปะอย่างเห็นได้ชัดเลย แต่ยังไม่แน่ใจว่าพลังงานวิปริตจะทำให้เป้าหมายที่ถูกรักษาเกิดการกลายพันธุ์ หรือกระทั่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์หรือเปล่า ดังนั้นจึงยังต้องทำการทดลองอีกเยอะเลยล่ะ"

เสิ่นเกอใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้คีบขวดแก้วส่องดูกับแสงไฟอย่างพินิจพิเคราะห์ปลิงที่คลานไปมาอยู่ข้างใน "ทำให้สิ่งมีชีวิตสมานแผลได้อย่างรวดเร็ว พลังงานวิปริตเป็นของที่มหัศจรรย์จริงๆ ด้วยแฮะ ถ้าหาเป้าหมายทดลองไม่ได้ เดี๋ยวผมลองทำแผลขึ้นมาทดสอบดูดีกว่า"

"ไม่ได้นะ หน่วยรับมือเหตุพิเศษมีกฎระเบียบชัดเจนว่า ในกรณีที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพลังงานวิปริตจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ห้ามทำการทดลองในมนุษย์เด็ดขาด" หลี่เสียงพูดอย่างเสียดาย

"งั้นเหรอ ถ้างั้นคงทำได้แค่เอาหนูขาวมาทดลองก่อนสินะ" เสิ่นเกอพูดอย่างเสียดายเช่นกัน

พอทั้งสองคนหันกลับไป ก็เห็นว่าเติ้งอวี้ฉีกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ถอยห่างจากพวกเขาไปไกลถึงสามเมตรแล้ว แถมสีหน้าของแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความรังเกียจ ประหลาดใจ สงสัย ไม่เข้าใจ และอารมณ์ซับซ้อนอื่นๆ อีกมากมายราวกับกำลังมองคนบ้า

เติ้งอวี้ฉีหน้าขรึม เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น "หลี่เสียง ถ้าวันไหนฉันบาดเจ็บสาหัส รบกวนปล่อยให้ฉันตายไปเลยนะ ห้ามเอาไอ้นี่มายัดใส่ปากฉันเด็ดขาด แล้วก็ แจ้งฝ่ายพลาธิการให้ร่างกฎใหม่ของหน่วยด้วยว่า ถ้าไม่มีธุระอะไร นายกับเสิ่นเกอก็อย่ามาสุมหัวรวมกันจะดีที่สุด!"

"..."

และแล้ว เสิ่นเกอที่ยังรู้สึกค้างคาใจก็ถูกเติ้งอวี้ฉีผู้มีใบหน้ารังเกียจหิ้วคอเสื้อลากออกจากห้องวิจัยไป

เติ้งอวี้ฉีกลัวจริงๆ ว่าถ้าปล่อยให้สองคนนี้สุมหัวรวมกัน พวกเขาจะกล้าทำการทดลองพลังงานวิปริตในมนุษย์ซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาดของหน่วยรับมือเหตุพิเศษขึ้นมาจริงๆ ยังไงซะสองคนนี้ คนนึงก็กล้าพูด อีกคนก็กล้าทำอยู่แล้ว

แต่ทว่า เหตุการณ์สิ่งวิปริตครั้งใหญ่ที่สุดและน่าสลดใจที่สุดในประเทศ ณ ปัจจุบัน ก็มีสาเหตุมาจากการทดลองในมนุษย์ครั้งแรกของโปรเจกต์นักรบพลังงานวิปริตนั่นแหละ

ทว่าการที่พลังงานวิปริตจะทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ได้นั้น ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

จากการศึกษาวิจัยอันยาวนานหลายปีของนักวิจัยพบว่า ร่างกายมนุษย์มีปฏิกิริยาต่อต้านพลังงานวิปริตอย่างรุนแรง ก็เหมือนกับเวลาที่คนเราสูดอากาศเข้าไป ก๊าซที่ร่างกายไม่ต้องการก็จะถูกขับออกมา พลังงานวิปริตก็เช่นเดียวกัน

แต่ถ้าใช้วิธีพิเศษเพื่อให้ร่างกายมนุษย์ดูดซับพลังงานวิปริตที่มีความเข้มข้นสูงในปริมาณมาก มันจะขยายขีดความสามารถและอารมณ์ด้านลบต่างๆ ของร่างกายมนุษย์อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้ความปรารถนาของมนุษย์หลุดการควบคุมอย่างสิ้นเชิง และร่างกายก็จะกลายพันธุ์ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต่างอะไรกับการกลายพันธุ์ของไวรัสจีในไบโอฮาซาร์ดเลย

แน่นอนว่าพลังงานวิปริตไม่ถึงขั้นไวรัสทีหรือไวรัสจี ที่พอคนสูดดมเข้าไปแล้วจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจบรรยายได้ในทันที แต่จะมีค่าความปลอดภัยกำหนดไว้อยู่ในแง่ของปริมาณและความเข้มข้น

สิ่งวิปริตระดับยิ่งสูง ความเข้มข้นของพลังงานวิปริตก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

และจากการทดสอบพบว่า หากในอากาศที่คนปกติสูดดมเข้าไปทุกวันมีพลังงานวิปริตระดับ 1 ปะปนอยู่ ร่างกายจะต้องสูดดมติดต่อกันประมาณ 30 วัน ถึงจะเริ่มเกิดการกลายพันธุ์

ยิ่งพลังงานวิปริตระดับสูงมากเท่าไหร่ เวลาในการกลายพันธุ์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น แต่ถ้าสูดดมพลังงานวิปริตเข้าไปสองสามวันแล้วไม่ได้สูดดมเข้าไปอีก พลังงานวิปริตเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ถูกร่างกายขับออกมา

ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการที่พลังงานวิปริตจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้ จะต้องเข้าเงื่อนไขต่อเนื่อง รับประทานเข้าไปในปริมาณมาก และความเข้มข้นสูงเพียงพอ เป็นต้น และพลังงานวิปริตก็เป็นก๊าซชนิดพิเศษ เมื่อถูกอากาศเจือจางลงแล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็ยากที่จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้

แต่นี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของนักวิจัยหน่วยรับมือเหตุพิเศษที่อ้างอิงจากระดับของสิ่งวิปริตที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะมีสิ่งวิปริตระดับ 4 ระดับ 5 หรือกระทั่งระดับที่สูงกว่านี้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกไหม และก็ไม่มีใครรู้ว่าพลังงานวิปริตที่สิ่งวิปริตเหล่านี้สร้างขึ้น จะแพร่กระจายผ่านอากาศได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับไวรัสในหนังหรือเปล่า!

หลังจากฟังเติ้งอวี้ฉีอธิบายเรื่องพลังงานวิปริตกับมนุษย์จบ เสิ่นเกอก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า "หัวหน้า คุณบอกว่าร่างกายมนุษย์มีปฏิกิริยาต่อต้านพลังงานวิปริต แต่ศพสิ่งวิปริตสามารถกักเก็บพลังงานวิปริตไว้ได้ คุณว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะให้มนุษย์ปลูกถ่ายเซลล์ อวัยวะภายใน หรือแขนขาของพลังงานวิปริต เพื่อใช้ส่วนนั้นมาควบคุมพลังงานวิปริต เหมือนกับมนุษย์กลายพันธุ์ที่เห็นบ่อยๆ ในนิยายน่ะ?"

"..."

ในวินาทีนี้ การตัดสินใจของเติ้งอวี้ฉีที่จะสั่งห้ามเสิ่นเกอกับหลี่เสียงไปสุมหัวรวมกันในใจก็ยิ่งแน่วแน่มากขึ้นไปอีก

"คุณเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย เรื่องที่คุณคิด คุณคิดว่าจะไม่มีใครเอาไปวิจัยเลยหรือไง เมื่อก่อนสำนักงานใหญ่ก็เคยคิดวิธีนี้เหมือนกัน ผลสุดท้ายก็คือนักรบที่อาสาเข้าร่วมการทดลองคนหนึ่งถูกสิ่งวิปริตกลืนกินจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดก้อนเนื้อเลือดสาด ภัยพิบัติสิ่งวิปริตครั้งนั้นถือเป็นเหตุการณ์สิ่งวิปริตระดับ 4 เพียงครั้งเดียวที่เคยเกิดขึ้นมาจนถึงตอนนี้เลยนะ"

เติ้งอวี้ฉีพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ภัยพิบัติครั้งนั้นทำลายสถาบันวิจัยไปหนึ่งแห่ง จนถึงตอนนี้สถานที่นั้นก็ยังคงถูกปิดล้อมอยู่ แถมยังสูญเสียอุปกรณ์พลังงานวิปริตไปหลายชิ้นกับนักรบนับร้อยนาย ทำให้กำลังรบของพวกเราอ่อนแอลงไปมาก หลังจากนั้นเป็นต้นมา สำนักงานใหญ่ก็สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีการวิจัยพลังงานวิปริตในมนุษย์อีก"

ได้ยินแบบนี้ เสิ่นเกอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย อดนึกถึงคุณลุงรปภ. ที่หายตัวไปคนนั้นไม่ได้ ตามเบาะแสของระบบ ลุงหวังคือสิ่งวิปริตระดับ 5 คุณลักษณะสามเศียรหกกร

หากเงื่อนไขในการกลายพันธุ์ของมนุษย์นั้นโหดหินขนาดนี้ แถมพอกลายพันธุ์แล้วก็จะหลุดการควบคุม แล้วทำไมลุงหวังถึงกลายเป็นสิ่งวิปริตไปได้ล่ะ แล้วตอนนี้เขาหายไปไหนแล้ว?

เติ้งอวี้ฉีเล่าเรื่องลับสุดยอดของหน่วยรับมือเหตุพิเศษให้เสิ่นเกอฟัง พลางพาเขาไปเดินชมห้องวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ ห้องทดสอบพลังงานวิปริต รวมถึงเขตปิดล้อมใต้ดินซึ่งเป็นสถานที่กักกันสิ่งวิปริตของฝ่ายตรวจสอบ

แจ้งเตือน! แจ้งเตือน! แจ้งเตือน!

โฮสต์บังอาจนักที่กล้าบุกรุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่สิ่งวิปริตเพียงลำพัง! ที่แห่งนี้มีอาณาเขตวิปริตระดับสูงโผล่มาเป็นจำนวนมาก การปะทะกันของมิติวิปริตที่แตกต่างกันส่งผลให้เกิดการบิดเบี้ยวของมิติแล้ว หากโฮสต์เข้าไปด้วยระดับพลังในปัจจุบันนี้ล่ะก็ ต้องมีอันตรายถึงชีวิต ไร้หนทางช่วยเหลือ สิ้นชีพวายชนม์ หมดทางหนีรอด ภัยอันตรายคืบคลาน สิบส่วนตายไร้ทางรอดเป็นแน่ ขอให้โฮสต์เห็นแก่ชีวิตของตนเอง แล้วรีบถอยห่างจากเขตปนเปื้อนระดับสูงทันที! แจ้งเตือน! แจ้งเตือน! แจ้งเตือน!

จากนั้น เติ้งอวี้ฉีก็เห็นเสิ่นเกอเดินเข้าเดินออกอยู่ตรงทางเข้าห้องใต้ดิน

"คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?" พอเห็นพฤติกรรมแปลกประหลาดของเสิ่นเกอ เติ้งอวี้ฉีก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

โฮสต์เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญยากที่ใครจะต้านทานได้ ทั้งที่รู้ว่าเบื้องหน้าคือสำนักงานใหญ่สิ่งวิปริต แต่ก็ยังยอมเสียสละตนเองเพื่อบุกทะลวงเข้าไป ด้วยท่าทีอันห้าวหาญดุจหนึ่งคนต้านทานหมื่นคน ถล่มราบคาบไร้ผู้ต่อต้าน ไม่เกรงกลัวต่ออันตราย มีสติมั่นคงยามเผชิญวิกฤต บุกตะลุยสำนักงานใหญ่สิ่งวิปริตราวกับเข้าสู่ดินแดนไร้สิ่งวิปริต เดินเข้าออกถึงสามครั้ง ขอรับรางวัลเป็นแต้มระบบ x100! x3

ได้แต้มระบบมา 300 แต้มแล้ว!

เสิ่นเกอพูดด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย "ก็ผมเพิ่งเคยมาสถานที่ที่มีสิ่งวิปริตเยอะขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่นา เลยแอบประหม่านิดหน่อยน่ะ"

เติ้งอวี้ฉี อย่างคุณเนี่ยนะจะประหม่า?

จะให้ฉันไปขุดคลิปวิดีโอตอนที่คุณถือลูกกรงเหล็กวิ่งไล่ตามหนูวิปริตไปทั่วตลาดสดมาเปิดให้ดูเพื่อสร้างความประหม่าให้ไหมล่ะ?

"สรุปแล้วคุณยังจะเข้าไปอยู่ไหม คุณเป็นคนรบเร้าอยากจะมาดูสถานที่กักกันสิ่งวิปริตเองไม่ใช่เหรอ"

"ไปสิครับ"

สถานที่กักกันสิ่งวิปริตใต้ดินของหน่วยรับมือเหตุพิเศษใหญ่กว่าที่เสิ่นเกอจินตนาการไว้มาก ภายในห้องปิดตายที่ผ่านกระบวนการพิเศษมาแล้วนับร้อยห้อง มีเพียงไม่กี่ห้องด้านหน้าเท่านั้นที่มีสิ่งวิปริตถูกกักกันเอาไว้

แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นเกอประหลาดใจมากที่สุดก็คือ สิ่งวิปริตที่ถูกปิดผนึกอยู่ในห้องกักกันห้องแรกนี้ ดันเป็นสิ่งวิปริตคุณลักษณะระดับ 4 ที่ระบบให้การรับรองด้วย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 43 - พื้นห้องใต้ดินมันลวกเท้าหรือไง?

คัดลอกลิงก์แล้ว